ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 815 เพิ่มพลังขึ้นอีกเท่าตัว
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 815 เพิ่มพลังขึ้นอีกเท่าตัว
ตอนที่ 815 เพิ่มพลังขึ้นอีกเท่าตัว
หลังจากที่ร่างของวานาคหายไปจากผิวกระจก ลูเมี่ยนเก็บหนังสือบนโต๊ะใส่ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ อย่างอาลัยอาวรณ์
เขาลุกขึ้นยืน ออกจากห้อง เดินไปหน้าห้องจูลี่ แล้วเคาะประตูเบาๆ สองครั้ง
จูลี่เปิดประตูออกมาอย่างรวดเร็ว กอดผ้าห่มไว้ที่หน้าอก ไหล่เปลือยเปล่า ดุจกองหิมะสองกองที่สะท้อนแสงจันทร์ในยามราตรี
“ฉันไม่ได้คิดจะรบกวนคุณนะ!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความคาดหวังอยู่เล็กน้อย
ลูเมี่ยนกล่าวประหนึ่งพูดกับตัวเอง
“วานาคเชิญผมไปจัดการกูซินกับอัลบัสด้วยกัน ที่ซากปรักหักพังของบริษัทดาเดสการเกษตร”
พูดจบ โดยไม่รอการตอบสนองจากจูลี่ ลูเมี่ยนหมุนตัวกลับ เดินลงบันไดที่จมอยู่ในความมืดของราตรี ค่อยๆ กลืนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับความมืด
…………
ในโพรงที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งสงคราม เบื้องหน้ารูปปั้นสี่องค์ที่หันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ กูซินที่สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง พูดกับอัลบัสที่สวมแจ็กเกตพื้นดำลายแดงว่า
“ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ร่องรอยต่างๆ เกี่ยวกับวานาคเป็นเหยื่อล่อหรือเปล่า ยังมีโอกาสที่จะเป็นกับดักอยู่”
อัลบัสล้วงกระเป๋าด้วยมือทั้งสองข้าง พลางหัวเราะแผ่วเบาแล้วกล่าว
“พวกเราถึงต้องมาที่นี่ยังไงล่ะ”
“ไม่ว่าจะมีกับดักหรือไม่ เป็นกับดักแบบไหน ตราบใดที่พวกเราแข็งแกร่งเพียงพอ ก็ย่อมทำให้แผนการของพวกเขาไร้ผลได้ ทำให้อีกฝ่ายต้องกลืนกินผลไม้แห่งความพ่ายแพ้อันขมขื่น”
กูซินพยักหน้ารับ
“ใช่ ผมเคยได้ยินประโยคหนึ่ง ไข่จะรวมตัวกันมากเพียงใด ก็ทุบหินให้แตกไม่ได้ สิ่งที่พวกเราต้องทำตอนนี้คือ เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหิน”
“ครั้งที่แล้วพวกเราไม่แน่ใจว่า จะล็อกเป้าวานาคได้หรือเปล่า ถึงได้ไม่กล้าเสี่ยงปลุกพลังอันแข็งแกร่งที่สุดของแท่นบูชา ด้วยเกรงว่าจะสูญเปล่า แต่ตอนนี้ เราสามารถมอบ ‘เซอร์ไพรส์’ ให้วานาคได้แล้ว”
อัลบัสหัวเราะ ‘ฮะๆ’ แล้วเอ่ยตอบ
“ที่คราวก่อนไม่ได้ใช้ก็ถือเป็นเรื่องดี ความเข้าใจผิดอาจทำให้วานาครวบรวมเป้าหมายที่พวกเราต้องการกำจัดมาไว้ด้วยกัน จะได้กวาดล้างทีเดียวให้สิ้นซาก”
พูดถึงตรงนี้ อัลบัสมองไปรอบๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยันว่า
“ผมนึกว่าในช่วงไม่กี่วันมานี้ ลูเมี่ยนจะย้อนกลับมาใหม่เสียอีก ถึงได้บอกให้คุณทิ้ง ‘ตะเกียงภัยพิบัติ’ ไว้บนแท่นบูชา ล่อให้เขาใช้มัน ไม่นึกเลยว่าเขาจะเป็นไอ้ขี้ขลาด”
“เขาน่าจะเคยมา” กูซินที่เข้าใจภูมิประเทศรอบแท่นบูชาอย่างละเอียด เอ่ยปากกล่าว “พยายามทำลายรูปปั้นหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ แท่นบูชาได้ดูดพลังบางส่วนจากพื้นดินมาซ่อมแซมตัวเอง เกิดการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเล็กน้อย อา…คิดไม่ถึงว่าเขาจะอดทนต่อแรงกระหายและเสียงเรียกนั่นได้ ไม่รีบร้อนจุด ‘ตะเกียงภัยพิบัติ’…ในหมู่ ‘นักล่า’ พลังควบคุมตนเองระดับนี้ถือเป็นของแปลกในของแปลก”
อัลบัสเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
“คุณรีบประกอบพิธีเถอะ”
“แล้วก็…ตรวจดูก่อนว่า ‘ตะเกียงภัยพิบัติ’ ถูกสับเปลี่ยนหรือถูกเพิ่มอะไรเข้าไปหรือเปล่า ‘นักล่า’ คนหนึ่งถ้าไม่ทำลายอะไรสักหน่อย ก็จะไม่สมกับชื่อเส้นทางนี้”
“คุณดูถูกความรอบคอบของผมหรือ?” กูซินหัวเราะในลำคอ พลางเดินเข้าใกล้แท่นหินกึ่งสูง หยิบตะเกียงที่บรรจุไขมันสีเหลืองอ่อนกึ่งของแข็งกึ่งของเหลวขึ้นมา
เขาเริ่มสังเกตอย่างพินิจพิเคราะห์ครู่หนึ่ง จากนั้นค่อยๆ ดมกลิ่นที่ลอยออกมาจากตะเกียงน้ำมัน สุดท้ายยื่นนิ้วเข้าไปข้างใน แตะใกล้ๆ ไส้ตะเกียงสองครั้ง
กูซินรีบดึงนิ้วกลับ ปล่อยให้เปลวไฟสีขาวจัดเผาไหม้ไขมันสีเหลืองอ่อนที่ติดอยู่บนนั้น
กลิ่นอายที่ผสมผสานความอบอุ่น เสน่ห์ยั่วยวน กลิ่นหอมลึกลับ และกลิ่นสนิม แทรกซึมเข้าจมูกของเขาอย่างรวดเร็ว เขาหรี่ตาลง พยักหน้าเบาๆ พูดว่า
“ไม่มีปัญหา”
อัลบัสจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“วิธีทำ ‘ตะเกียงภัยพิบัติ’ และพิธีพันธลับที่เกี่ยวข้อง พวกคุณไปเรียนมาจากไหน? ดูมหัศจรรย์ดีนะ”
“เดี๋ยวคุณก็รู้เอง หลังจากเสร็จงานนี้ พวกเราก็จะเป็นสหายที่แท้จริง” กูซินพูดพร้อมรอยยิ้ม
เขาหมุนตัว หันหน้าเข้าหารูปปั้นทั้งสี่องค์และ ‘ตะเกียงภัยพิบัติ’ หยิบทหารเหล็กชุดสีน้ำเงินขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าลับในเสื้อ วางมันลงบนแท่นหินกึ่งสูง
ก็แค่ทรีอาร์ยุคที่สี่เองไม่ใช่หรือ? มีอะไรให้เดายากนัก? ถึงกับต้องปิดเป็นความลับ…หึๆ…อัลบัสเริ่มก้าวถอยหลัง พยายามถอยห่างจากกูซิน
นี่เป็นสัญชาตญาณในการป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
ในที่สุด อัลบัสหยุดฝีก้าวในระยะสิบสี่สิบห้าเมตร มองกูซินผ่านหมอกหนาทึบ เห็นอีกฝ่ายจุดตะเกียงน้ำมัน นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นแล้วเข้าฌาน เพื่อประกอบพิธีพันธลับให้สำเร็จ
เพียงแค่สิบกว่าวินาที กูซินก็ ‘เห็น’ หมอกหนาทึบท่ามกลางกลิ่นหอมลึกลับที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวน
ต่างจากหมอกแห่งสงครามในโพรง หมอกนี้แฝงไว้ด้วยสีดำสนิท
มันปกคลุมเมืองที่มองไม่เห็นขอบเขตเอาไว้ พบเพียงโครงร่างลางๆ เท่านั้น
กูซินล่องลอยไปยังที่แห่งหนึ่งในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ด้วยความคุ้นเคยอย่างยิ่ง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เขามาถึงหน้าหอคอยสูงที่เหลือเพียงเงาดำ แล้วดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ส่วนฐานที่แผ่ซ่านความรู้สึกน่าสยองขวัญ
ที่นี่ดูเหมือนจะมีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง บ่อน้ำที่กลืนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับความมืด
กูซินท่องจุดประสงค์ของพิธีพันธลับครั้งนี้ซ้ำไปซ้ำมา เพื่อต่อต้านความมึนงงที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
เขาเข้าใกล้บ่อดังกล่าว แล้วทอดสายตามองลงไป
เขาเห็น ‘หิน’ ที่ปกคลุมด้วยตะไคร่สีเขียว ‘เห็น’ โซ่สีดำสนิทที่ล่ามติดกับผนังบ่อโบราณเส้นแล้วเส้นเล่า บนผิวโซ่มีภาพนูนต่ำเลือนราง ไม่สามารถแยกแยะรูปร่างที่แน่ชัดได้
“มองเห็นสภาพผนังบ่อโบราณได้แล้วหรือ?”
“ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้เลย…”
“ครั้งนี้ผลลัพธ์ดีขนาดนี้ เพราะเราใกล้ชิดกับการดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่มากขึ้นสินะ?” กูซินรู้สึกดีใจอย่างฉับพลัน
เขาเลื่อนสายตาไปยังผิวน้ำสีดำมืดในบ่อโบราณด้วยความตื่นเต้น
ผิวน้ำในบ่อที่มืดลึกล้ำ ค่อยๆ เปล่งระลอกวาววับ เริ่มผสานเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นร่างหนึ่ง
กูซินพยายามเพ่งสายตามอง ทันใดนั้นก็เห็นเปลือกไม้สีน้ำตาลแดงชิ้นแล้วชิ้นเล่า
มันฝังอยู่บนใบหน้าหนึ่ง นำมาซึ่งความสยดสยองและหวาดผวาที่ยากจะบรรยาย
“เปลือกไม้…” กูซินตกใจพร้อมกับความสงสัยที่พลุ่งพล่านอย่างแรงกล้า
ทำไมถึงมีสิ่งของอย่างเปลือกไม้อยู่ตรงนี้?
ไม่ควรจะเป็นเหล็กกล้าและเลือดสดหรอกหรือ?
กูซินก้มศีรษะลง มองมือทั้งสองข้างตามสัญชาตญาณ พบว่าบนหลังมือของตนก็มีเปลือกไม้สีน้ำตาลแดง เปื้อนรอยสนิมเล็กน้อย นูนขึ้นมาชิ้นแล้วชิ้นเล่า
นี่มัน…ม่านตาของกูซินขยายกว้างอย่างฉับพลัน พลางเหลือบมองไปยังผิวน้ำในบ่อมืดลึกล้ำอีกครั้ง
เขาเห็นร่างที่สะท้อนอยู่บนนั้นชัดเจนแล้ว
นั่นคือตัวเขาเอง!
ใบหน้าของเขาถูกเปลือกไม้ที่ด่างดวง ปกคลุมอยู่ทุกส่วน!
วินาทีถัดมา เปลือกไม้เหล่านั้นขยับเขยื้อนพร้อมกัน บุ๋มลงด้านใน แปรเปลี่ยนเป็นสีเนื้อ
มันกลายเป็นสปอร์ชื้นๆ ที่ฝังอยู่ในเลือดเนื้อ โดยพวกมันทยอยบานออก ประหนึ่งเตรียมพ่นร่างเล็กๆ อันเปลือยเปล่านับไม่ถ้วนออกมา
ความหวาดกลัวของกูซิน พลันพุ่งทะลุเพดานขีดจำกัด จนเขาต้องลืมตาอย่างฉับพลัน หลุดพ้นจากประสบการณ์พันธลับเมื่อครู่
แฮ่ก…ขณะที่เขาหอบหายใจ ก็พบว่าทหารเกราะเหล็กที่วางอยู่บนแท่นหินกึ่งสูง เริ่มพองตัวกะทันหัน ไม่นานก็สูงถึงสามสี่เมตร ดวงตาทั้งสองดำสนิท ไม่ใช่แสงสีแดงคล้ำลุกโชนอีกต่อไป
หอกยาวที่ทหารเกราะเหล็กถืออยู่ ถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสีขาวจัดอมเขียวในพริบตา
“สำเร็จแล้ว…” กูซินทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียดเท่าเดิมแล้ว
เขารู้สึกว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เป็นเพราะตัวเขาเข้าใกล้การดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่มากขึ้น เป็นการลงลึกของประสบการณ์พันธลับ จึงทำให้มีความแตกต่างอย่างชัดเจน และแสดงรายละเอียดมากขึ้น
“นี่คือตุ๊กตาทหารที่มีพลังและศักดิ์ส่วนหนึ่งของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ หรือ?” อัลบัสค่อยๆ เดินกลับมาจากระยะสิบกว่าเมตร
“ใช่ ถือได้ว่าเป็น ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ที่อ่อนแอกว่าปกติ ไม่ใช่แบบที่วานาคสามารถเทียบติด” กูซินตอบอย่างมั่นใจมาก
เขายังไม่ทันได้พิจารณาว่า ตนได้รับประโยชน์และความรู้ใดจากประสบการณ์พันธลับบ้าง
อัลบัสเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ทันใดนั้นก็ชะงักฝีเท้า
เขามองกูซิน แย้มยิ้มล้อเลียน
“คุณผมยาวขึ้นนะ”
ผมของเรายาวขึ้น? กูซินเอียงศีรษะ พบว่าเรือนผมสีน้ำตาลของตน ยาวจากไม่เกินใบหูมาถึงแก้มแล้ว
เขาพลันผุดข้อสันนิษฐานหนึ่ง
ผลลัพธ์จากประสบการณ์พันธลับครั้งนี้ ทำให้เราใกล้ชิดกับเส้นทาง ‘นางมาร’ มากขึ้นหรือ?
ด้วยความสงสัย เขารีบก้มหน้าลง
ไม่ผิดจากที่คาด เขาเห็นหน้าอกของตัวเองนูนขึ้นทีละนิด จนดันเสื้อเชิ้ต เสื้อไหมพรมแคชเมียร์ และเสื้อนอกทักซิโดให้สูงขึ้น
เกือบจะในเวลาเดียวกัน กูซินก็ได้กลิ่นนมเจือจาง
กลิ่นนม…กูซินถึงกับงงงวยอีกครั้ง
การเปลี่ยนแปลงของ ‘นางมาร’ จะก่อให้เกิดสภาพแบบนี้ด้วยหรือ?
ขณะที่เขาเตรียมจะถามอัลบัสว่า ตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกบ้าง ก็เห็นพวกพ้องรายนี้กำลังถอยหลังไปทีละก้าว
เขาตระหนักได้ทันทีว่า ทหารเกราะเหล็กสูงสามสี่เมตรที่อยู่ด้านหลัง กำลังก้มตัวลงมา
ท่ามกลางเสียงโลหะเสียดสี มันเอาหน้าเข้ามาใกล้ข้างหูของเขา
ทหารเกราะเหล็กตนดังกล่าว เปล่งเสียงซึ่งแฝงไว้ด้วยธรรมชาติของโลหะอย่างแผ่วเบา
“แม่”
“แม่? เราน่ะหรือ?” กูซินก้มมองอย่างงุนงง พบว่าท้องของตนกำลังพองขึ้นด้วยความเร็วที่มองทันด้วยตาเปล่า
ได้เห็นภาพนี้ สมองของเขารู้สึกหวิวไปชั่วขณะ คล้ายกับกำลังเผชิญการเกิดใหม่
อัลบัสที่กำลังค่อยๆ ถอยหลังเพื่อไม่ไปกระตุ้นความผิดปกติ เห็นกูซินมองมายังตน เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยรัศมีแห่งมารดา ทว่าดวงตาสีน้ำเงินนั้นกลับยิ่งเย็นชาชั่วร้ายผิดปกติ
…………
โครม!
การระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่ย่านหนึ่งใกลกับปากปล่องภูเขาไฟในชานเมือง
ลูกไฟสีขาวเจิดจ้ามารวมตัวกัน ม้วนตัวลอยขึ้นฟ้า แล้วบรรจงเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง สร้างควันดำพิษหนาทึบ
ณ บริษัทดาเดสการเกษตร ซึ่งกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว ลูเมี่ยนกับวานาคที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องลับใต้ดิน ต่างรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวซึ่งกำลังจะให้เกิดแผ่นดินไหว
จากทิศทางที่แรงสั่นสะเทือนส่งมา ลูเมี่ยนลองเดาดูทันที
“โพรงที่เต็มไปด้วยหมอกสงครามนั่นหรือ?”
“เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นที่นั่น?”
“อัลบัสกับกูซินกำลังเตรียมการบางสิ่งก่อนลงมือกับวานาค จึงจุดตะเกียงน้ำมันที่เราใส่เครื่องปรุงเพิ่มเข้าไป ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น?”
ลูเมี่ยนตะโกนไปทางวานาคทันที
“สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว!”
พูดจบ เด็กหนุ่มสลัดคราบสัตว์เงาออก ‘เทเลพอร์ต’ ตรงไปยังย่านที่เกิดเหตุ
เขาไม่ได้เลือกปากทางเข้าโพรงที่มีหมอกแห่งสงครามเป็นจุดหมาย เนื่องด้วยเกรงว่า การระเบิดเมื่อครู่อาจเป็นเหยื่อล่อที่อัลบัสและกูซินจงใจสร้างขึ้น!
มีแต่ ‘นักล่า’ เท่านั้นที่จะรู้ว่า ‘นักล่า’ เจ้าเล่ห์เพียงใด!
…………………………………………………….
.