ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 816 ‘ป่ามืด’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 816 ‘ป่ามืด’
ตอนที่ 816 ‘ป่ามืด’
………………..
ร่างของลูเมี่ยนปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ณ ชายขอบย่านที่ถูกภูเขาไฟทำลาย สายตาจับจ้องไปยังจุดเกิดระเบิด
พื้นถนนยุบตัวกลายเป็นหลุมยักษ์ มีไอหมอกบางเบาลอยกระจายอยู่ แต่ยังไม่หนาทึบนัก
อัลบัส·เมดีซีกระโดดออกมาจากหลุมยักษ์ ตามหลังมาติดๆ คือทหารเกราะเหล็กสูงสามสี่เมตร ถือหอกเพลิงสีขาวอมเขียวลุกโชน
ลูเมี่ยนกลายร่างเป็นสัตว์เงาอีกครั้ง กลืนหายเข้าไปในความมืดริมถนนที่แสงไฟส่องไม่ถึง
เขาตั้งใจจะดูสถานการณ์ที่หน้างาน แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร
เกือบจะพร้อมกันนั้น เขาเห็นร่างหนึ่งเดินออกมาจากหลุมยักษ์ อีกฝ่ายกึ่งกลืนไปกับราตรี กึ่งถูกแสงไฟส่องสว่าง ผมยาวสยายบ่า หน้าอกสูงโค้ง ท้องป่องราวกับดื่มเบียร์เกินขนาด
ลูเมี่ยนมองปราดเดียว ก็จำแนกได้จากใบหน้าด้านข้าง ซึ่งอ่อนช้อยขึ้นมาก ทั้งยังเปล่งรัศมีความเป็นมารดา ว่าร่างดังกล่าวคือกูซิน
“กูซินกลายเป็นผู้หญิงแล้ว? แถมยังท้องด้วย?” ลูเมี่ยนตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจความเป็นไป
เขาจำได้ว่า ในเครื่องปรุงที่ใส่ลงไปในตะเกียงบูชา มียาคลั่งและยาเปลือกไม้ผสมอยู่เล็กน้อย ทั้งหมดมาจาก ‘ชุมนุมท่องราตรี’ เป็นผลิตผลแห่งพรที่ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ประทานให้
“คนที่ใช้ตะเกียงน้ำมันประกอบพิธีพันธสัญญา คือกูซินเองหรือ?”
“เขาสามารถใช้โลกในกระจกได้ระดับหนึ่งอยู่แล้ว…แสดงว่าความรู้และพลังที่เขาได้รับจากพิธีพันธสัญญา ส่วนหนึ่งมาจากเส้นทาง ‘นางมาร’ ซึ่งในศาสตร์เร้นลับ เส้นทาง ‘นางมาร’ มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ ‘สตรี’ ดังนั้น เมื่อเทวบารมีของเทียนน้ำมันศพขยายประสบการณ์ของ ‘นางมาร’ ยาคลั่งและยาเปลือกไม้จึงทำให้พิธีพันธสัญญาของกูซิน เชื่อมต่อไปถึง ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ จนเกิดการแปรเปลี่ยนแบบนี้?”
“น่าสนใจทีเดียว…”
ลูเมี่ยนมองดูอัลบัส·เมดีซีต่อสู้กับกูซินร่างมารดา ต่อสู้กับทหารเกราะเหล็ก ซึ่งแข็งแกร่งกว่าหุ่นทหารก่อนหน้านี้มาก โดยยังไม่คิดจะ ‘ช่วยเหลือ’ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
‘นักล่า’ ย่อมต้องรอจนถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุดจึงค่อยลงมือ!
ว่ากันตามตรง หากไม่ใช่เพราะอัลบัส·เมดีซีเอาหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ไป ลูเมี่ยนก็คงไม่อยากรีบกำจัดเขานัก ต่อให้แผนล่อลวงของวานาคประสบความสำเร็จ จนอัลบัสกับกูซินพลาดพลั้งติดกับดัก เด็กหนุ่มก็อาจจะหาโอกาสผ่อนปรนให้อัลบัสหนีรอด
นี่ก็เพื่อรักษาสมดุล
ก่อนที่จะอ่านหนังสือจบ ลูเมี่ยนไม่อยากเห็นคู่แข่งคนใดมีอำนาจเหนือกว่าใคร
เพราะนั่นอาจทำให้สถานการณ์พลิกผัน จนเขาต้องเข้าไปในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินโดยไม่มีเวลาอ่านหนังสือที่อาร์ชบิชอบแห่งโมโรลาแนะนำมา
ดังนั้น ลูเมี่ยนจึงคอยดูการต่อสู้ไปพลาง อดทนรอโอกาสสืบเบาะแสเกี่ยวกับหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ จากอัลบัส·เมดีซีไปพลาง ในใจมีเพียงความผ่อนคลาย ขณะเดียวกันเชยชมการเปลี่ยนแปลงของกูซิน รวมถึงความน่าสะพรึงกลัวของทหารเกราะเหล็ก
โครม! โครม! โครม!
การต่อสู้ของ ‘นักล่า’ มักเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิด ตึกที่ฐานรากถูกขุดเซาะ กับซากผนังที่พังเสียหายจากภูเขาไฟระเบิด ทยอยถล่มลงมาทีละหลัง ฝุ่นควันลอยคลุ้งหนาทึบ
อัลบัส·เมดีซีฉวยโอกาสกระโดด รวบรวมพลังสร้างดาบเพลิงสีขาวอมเขียว ฟันฉับลงบนศีรษะของทหารเกราะเหล็ก
บึ้ม!
ดาบเพลิงระเบิดออกทันที จนส่วนหัวของทหารเกราะเหล็กแตกร้าวในทันใด
แต่ทหารเกราะเหล็กกลับยังไม่พังทลายลง ตรงกันข้าม ใบหน้าด้านขวาของกูซินกลับยุบบุ๋มกะทันหัน บิดเบี้ยวอย่างน่าสยดสยอง
วินาทีถัดมา กะโหลกและกล้ามเนื้อของกูซินก็เริ่มบิดเบี้ยว แล้วหวนกลับคืนสู่สภาพเดิมในพริบตา
พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ศีรษะของทหารเกราะเหล็กก็สมานตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“นี่มัน…พลังเยียวยาตัวเองจากเส้นทาง ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ผนวกกับคุณสมบัติรับความเสียหายแทนคล้ายๆ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ หรือ? ไม่เพียงแต่รับความเสียหายได้ ยังแบ่งปันพลังของตัวเองได้ด้วย?” ลูเมี่ยนมองดูด้วยอาการประหวั่น
‘เครื่องปรุง’ ที่เราใส่ลงไป สร้างสัตว์ประหลาดแบบใดขึ้นมากันแน่…
อัลบัสเห็นสถานการณ์ดังกล่าว จึงแปลงกายเป็นหอกเพลิงสีขาวจ้า พุ่งวูบข้ามตึกที่พังถล่มไปทีละหลัง ถอยห่างจากทหารเกราะเหล็กและกูซิน
ทันใดนั้น รอบตัวเขาก็มีหมอกหนาแผ่กระจาย ปกคลุมถนนในรัศมีหลายสิบเมตร
ได้เห็นภาพดังกล่าว เปลือกตาของลูเมี่ยนกระตุกแผ่วเบา
ถ้าเป็นตน ก็คงจะหนีเหมือนกัน!
เมื่อเผชิญหน้ากับกูซินที่ไม่เหมือนเดิม ผนึกกำลังกับทหารเกราะเหล็กที่ใกล้เคียงครึ่งเทพ หากพลาดพลั้งนิดเดียวก็อาจบาดเจ็บสาหัส ตายอย่างอนาถ ต่อให้สู้จนชนะด้วยความยากลำบาก ตัวเองก็คงไม่มีทางรอดพ้นโดยไร้บาดแผล ซึ่งหลังจากนั้น ก็คงไม่แคล้วต้องเผชิญกับพวกคนชั่วที่ได้ยินเสียงวุ่นวายแล้วรีบรุดมามุง เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็สู้เผ่นหนีไปจากสัตว์ประหลาดสองตัวนี้ ปล่อยให้พวกมันที่บ้าคลั่งจนไม่มีทางปฏิบัติตามกฎของโมโรลาแล้ว เป็นภาระของหน่วยบังคับใช้กฎหมายแทน หรือไม่ก็ปล่อยให้กำลังสำรองของศาสนจักรความรู้จัดการไป
ความตายของศัตรูคือจุดจบที่ดีแล้ว ใครเป็นคนฆ่าไม่สำคัญ
หมอกแห่งสงครามเพิ่งก่อตัว ลูเมี่ยนก็เห็นร่างหนึ่ง เผยกายบนยอดซากปรักหักพังไม่ไกล
ไม่ใช่ใครนอกจากวานาค เจ้าของดวงตาสีเหล็กดำ เรือนผมสีเลือด
เขาก้าวออกมาข้างหน้า ยกสองมือขึ้น แหงนหน้ามองท้องฟ้าอันมืดครึ้ม ประหนึ่งกำลังอ้อนวอนต่อทวยเทพ
ฟ้าว!
โมโรลาที่สภาพอากาศแปรปรวนและรุนแรงอยู่แล้ว พลันเกิดพายุหมุนพัดกระหน่ำ ถอนต้นไม้หลายต้นขึ้นจากราก ก่อเป็นเกลียวลมที่ดูราวกับเชื่อมต่อกับท้องฟ้าในระยะไม่ไกล
ฟ้าว! พายุหมุนนี้ พัดหมอกแห่งสงครามกระจัดกระจายปั่นป่วน จนเผยให้เห็นร่างของอัลบัส·เมดีซี ซึ่งเปลี่ยนตำแหน่งไปแล้วต่อหน้าพวกลูเมี่ยน
“พายุหมุนที่ส่งอิทธิพลไปทั่วเมือง? พลังระดับนี้ มีเพียงครึ่งเทพที่ทำได้…แม้แต่ครึ่งเทพที่อ่อนแอลงมาหน่อย ก็เกรงว่ายังยากอยู่ดี อา…ต้องผนวกกับปัจจัยที่ สภาพอากาศอันแปรปรวนของโมโรลามักจะรุนแรงสุดขั้วเข้าไปด้วย และต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างวานาคกับ ‘0-01’…อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด…” ลูเมี่ยนจ้องนิ่ง ความคิดแล่นปราดดุจดังสายฟ้า ก่อนจะเห็นจูลี่ในชุดนอนผ้าฝ้าย ปรากฏกายในเงามืดห่างจากอัลบัสไปสิบกว่าเมตร
‘นางมาร’ รายนี้ถือกระจกบานหนึ่ง สะท้อนเงาของอัลบัสเข้าไปครึ่งตัว
“จูลี่เริ่มลงมือแล้ว แถมยังประสานงานกับวานาคได้เข้าขากันด้วย?” ลูเมี่ยนตกใจในทีแรก แต่แล้วก็เข้าใจถึงเหตุผล
ต้องไม่ลืมว่า ทุกคนตรงนี้ต่างก็สังเกตเห็นได้ไม่ยากเย็น ว่าอัลบัสกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ดังนั้น โดยไม่ต้องนัดหมายกันล่วงหน้า พวกเขาย่อมตัดสินใจเหมือนกันอย่างพร้อมเพรียง
นั่นคือการจู่โจมอัลบัส ตอกตะปูเหล็กเพิ่มอีกสักหลายอัน ลงบนฝาโลงของเขา ให้อีกฝ่ายตายสนิทยิ่งขึ้นไปอีก!
“นี่คือกฎของเกมนี้…กฎการต่อสู้ระหว่าง ‘นักล่า’ และ ‘นางมาร’: ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีใบรับรองหรือข้อผูกมัด ทุกคนสามารถร่วมมือกันได้อย่างอิสระ พลิกขั้วไปมาได้ไม่รู้จบ แต่หากใครแสดงท่าทีอ่อนแอในเกม คนที่เหลือทั้งหมดจะรุมกินโต๊ะทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ฟื้นตัว…” ลูเมี่ยนมองอย่างเข้าใจ ส่วนจูลี่กำลังยกมือขวาซึ่งเคลือบด้วยเพลิงทมิฬ ลูบผ่านผิวกระจกที่สะท้อนเงาบางส่วนของอัลบัส
แทบจะในเวลาเดียวกัน ร่างอัลบัสก็ลุกเป็นไฟทันที กลายเป็นเปลวเพลิงสีแดงเพลิงที่พุ่งกระจายออกไปทุกทิศทาง
เปลวไฟเหล่านั้นบางส่วนย้อมเป็นสีดำสนิท เปลี่ยนจากร้อนแรงเป็นสงบนิ่ง สุดท้ายตกลงสู่พื้น ร่วงลงไปในโพรงใต้ดินที่ยังมีหมอกแห่งสงครามลอยออกมาเป็นริ้วๆ
เปลวไฟสีแดงเพลิงที่เหลือ รวมตัวกันใหม่ในระยะสิบกว่าเมตร ประกอบร่างของอัลบัสขึ้นมา
ลมหายใจของเขาอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน
กระจกตาของเขาสะท้อนแสงไฟสีขาวโชติช่วงวาบหนึ่ง
นั่นคือหอกเปลวไฟสีขาวที่พุ่งมาจากในเงามืด
มันมาจากลูเมี่ยน เด็กหนุ่มก็เข้าร่วมกลุ่มคนที่รุมกินโต๊ะผู้แพ้เช่นกัน
เมื่อเห็นดังนั้น เรือนผมสีเลือดของอัลบัสพลันลุกเป็นไฟ ยืดยาวลงไป ปรกไปถึงกลางหลัง
ใบหน้าของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีเหล็กดำ
บึ้ม!
หอกเปลวไฟสีขาวโชติช่วงระเบิดออกก่อนจะถึงตัวเขา ดุจดังดอกไม้ไฟที่กำลังเบ่งบาน
ถัดมา ร่างของลูเมี่ยนปรากฏ ณ ด้านหลังของอัลบัส ดวงตาส่องประกายสีเงินผสมดำ
เด็กหนุ่มชกหมัดใส่อัลบัส
โดยกำปั้นเริ่มช้าลงทุกขณะ ราวกับกำลังแบกรับโชคชะตาที่หนักอึ้งผิดวิสัย
ลูเมี่ยนกำลังพยายามเปลี่ยนชะตาของอัลบัส
แน่นอน เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะสำเร็จ เพียงแต่คิดจะอาศัยพลังนี้ ไล่ดูห้วงชะตาของอัลบัสผ่านๆ แล้วค้นหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เพื่อระบุตำแหน่งของเป้าหมาย
สำหรับเขาแล้ว นี่ต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด ณ ปัจจุบัน
สายธารแห่งชะตาสีปรอท ซึ่งประกอบด้วยสัญลักษณ์ซับซ้อน ปรากฏในดวงตาของลูเมี่ยนทันที และเมื่อหมัดของเขา ‘สัมผัส’ มัน ห้วงชะตานับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้น ไหลบ่าไปข้างหน้า
ลูเมี่ยนมองข้ามสิ่งอื่นทั้งหมด รีบค้นหาเป้าหมายของตนตามจุดเวลาคร่าวๆ
เพียงชั่วพริบตา ห้วงชะตาหนึ่งก็ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้าเขา
อัลบัสถือศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่เน่าเป็นสีดำเขียว เดินมายังทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน แล้วโยนมันเข้าไปข้างในจากระยะที่ไกลพอควร ปล่อยให้ศีรษะกระทบดังตุบตับ กระเด้งกระดอนราวกับลูกบอล ไม่รู้ว่าไปตกที่ใด…
“อยู่ในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน? คงเป็นเหตุผลที่เราสัมผัสถึงมันไม่ได้เลย…ช่างเลือกที่ซ่อนจริงๆ” ลูเมี่ยนพลันรู้สึกว่า การเชือดอัลบัสทิ้งเสียที่นี่ ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด
ไอ้เวรนี่ยั่วโมโหคนเก่งจริงๆ!
วินาทีถัดมา ก่อนที่เขาจะทันได้เปลี่ยนชะตา ก็มีอันต้องสูญเสียร่องรอยของสายธารแห่งชะตาสีปรอทของอัลบัสไป
สมาชิกตระกูลเมดีซีรายนี้พบว่า ลูเมี่ยนปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของตน เตรียมจะโจมตี จึงจำแลงกายทันที กลายเป็นหอกเปลวไฟสีขาวโชติช่วง พุ่งออกไปด้านนอกซากปรักหักพัง
ทหารเกราะเหล็กสร้างอีกาไฟสีขาวอมเขียวทีละตัวสองตัว แล้วควบคุมพวกมันให้ไล่ล่าหอกเปลวไฟ ส่วนกูซินก็เงยคอขึ้น เตรียมส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนใส่ทั้งมิตรและศัตรู
จูลี่หายตัวเข้าไปในความมืดอีกครั้ง แต่ด้านหน้าและด้านข้างของหอกเปลวไฟสีขาวโชติช่วงที่อัลบัสจำแลงอยู่ ปรากฏใยแมงมุมสีเทาขาวเส้นใหญ่ เส้นแล้วเส้นเล่า รัดพันกันหลายชั้น กลายเป็น ‘ตาข่าย’ ที่เหนียวทนทาน รอให้อัลบัสพุ่งเข้ามาติดกับเอง
ท่ามกลางเสียงครืนครั่นของพายุหมุนที่ยังไม่หยุด วานาคกระโดดขึ้นไปกลางอากาศ รวมพลังสร้างดาบยักษ์สีขาวอมเขียว รอจังหวะกระโดดฟันสับใส่อัลบัส
…………………………………………………….