ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 817 ฟ้าผ่า
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 817 ฟ้าผ่า
ตอนที่ 817 ฟ้าผ่า
………………..
หอกเปลวไฟสีขาวโชติช่วงที่อัลบัสจำแลงกาย ดูเหมือนกำลังจะพุ่งชน ‘ตาข่าย’ สีเทาขาวที่ซ้อนกันหลายชั้น แต่กลับแตกสลายกลางอากาศอย่างกะทันหัน
ท่ามกลางเปลวไฟสีขาวโชติช่วงที่หยดลงมาราวกับสายฝน อัลบัสเผยร่างกาย แล้วร่วงลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วเพื่อหลบใยแมงมุมของ ‘นางมาร’
อีกาไฟสีขาวอมเขียวที่ทหารเกราะเหล็กสร้างขึ้นแต่ละตัว ต่างวาดวงโค้งใหญ่ ปรับทิศทางการบิน กลับมาล็อกเป้าอัลบัสอีกครั้ง ส่วนวานาคที่ลอยขึ้นกลางอากาศด้วยพายุหมุน ก็กระโดดลงมาพร้อมกับยกดาบเพลิงยักษ์ในมือขึ้นสูง ฟันสับใส่เป้าหมายอย่างหนักหน่วง
เสียงระเบิดอึกทึกกับเสียงโลหะกระแทกดังขึ้นโดยพร้อมเพรียง ฝูงอีกาไฟสีขาวอมเขียวรายล้อมอัลบัสที่เท้ายังไม่ทันได้แตะพื้น แล้วพุ่งเข้าชนทั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม กระหน่ำโจมตีสมาชิกตระกูลเมดีซีรายนี้โดยไม่ปล่อยให้พักหายใจ
คลื่นลมจากระเบิด รวมถึงแสงไฟสีขาวอมเขียวที่กระจายออก เหวี่ยงอัลบัสให้ลอยขึ้นสูง พอดีกับที่วานาคกระโดดลงมาฟัน
เปรี้ยง!
ดาบเพลิงยักษ์ของวานาคฟันเข้าใส่ ราวกับฟันโลหะ ส่งเสียงแตกร้าวดังกร๊อบ
พลังอันบ้าคลั่งที่เกิดขึ้น กดร่างของอัลบัสลง จนเขาร่วงหล่นจากความสูงสองสามเมตร แล้วกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง
โครม!
เมื่อถูกกระแทกหนักหน่วง พื้นจึงยุบตัวลง เผยให้เห็นโพรงใต้ดินที่เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ
อัลบัสร่วงลงไปในนั้น
วานาคเพิ่งลงถึงพื้น ก็เตรียมกระโดดตามเข้าไปในโพรง โดยไม่เปิดโอกาสให้อัลบัสหนีรอดหรือฟื้นตัว
ทันใดนั้น เขาลังเลอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้ทำตามที่ใจคิด
วานาคทำได้เพียงใช้พลังของโมโรลาสร้างพายุหมุน ไม่อาจควบคุมพายุลงใต้ดินได้แม่นยำนัก ทำได้เพียงปล่อยให้มันอาละวาดไปทั่วเมืองเนรเทศ
ในสถานการณ์เช่นนี้ การกระโดดลงไปต่อสู้กับอีกหนึ่ง ‘นักล่า’ ที่ไม่ธรรมดาภายในโพรงซึ่งเต็มไปด้วยหมอกแห่งสงคราม แถมยังมองเห็นได้แค่สิบกว่าเมตร ไม่ใช่แผนที่ชาญฉลาดเอาเสียเลย รังแต่จะทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย
เด็กหนุ่มสงสัยอย่างแรงกล้าว่า จุดหมายที่อัลบัสหนีไปเมื่อครู่ อาจเป็นด้านนอกซากปรักหักพัง หรือไม่ก็เป็นโพรงใต้ดินที่ปกคลุมด้วยหมอกแห่งสงคราม!
สมาชิกตระกูลเมดีซีรายนี้ ไม่เคยคิดแต่แรกแล้วว่าจะสามารถฝ่าด่าน ‘นักล่า’ ‘นางมาร’ และเหล่าสัตว์ประหลาดได้ง่ายดาย เขาเพียงแสร้งทำทีแบบนั้น แล้วอาศัยแรงขัดขวางของอีกฝ่าย เพื่อทำให้อาณาเขตที่สั่นคลอนจากการต่อสู้ก่อนหน้า พังทลายลงไป ตัวเองจะได้ร่วงไปยังจุดหมายแท้จริง
ในกรณีดังกล่าว เขาก็จะสามารถอาศัยสภาพแวดล้อม หลุดพ้นจากการถูกล้อมโจมตี แล้วพยายามซ่อนตัวให้มิดชิด หลบลี้หนีไปยังทางออกอื่นที่อาจมี
“นี่คือการอำพรางจุดประสงค์แท้จริง เพื่อลวงศัตรูสินะ? สมแล้วที่เป็นเมดีซี…” ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
ในขณะเดียวกัน เขายังพบด้วยว่า การป้องกันของอัลบัสนั้น ทรงพลังจนน่าตกใจ
อีกฝ่ายไม่เพียงทนต่อการโจมตีจากฝูงอีกาไฟของทหารเกราะเหล็ก แต่ยังรับการจู่โจมแบบ ‘เก็บเกี่ยว’ ของวานาคได้ด้วย สุดท้ายก็แค่ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงขั้นร้ายแรง
ลำพังการที่กายเนื้อกลายเป็นโลหะได้เบื้องต้น คงสร้างผลลัพธ์เช่นนี้ไม่ได้แน่ ลูเมี่ยนสงสัยว่าต้องมีของวิเศษคล้าย ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ หรือ ‘สหาย’ ที่ช่วยรับความเสียหายแทนอัลบัสไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
เมื่อนึกถึงว่าสมาชิกตระกูลเมดีซีผู้นี้ แสดงพลังเหนือกว่าลำดับ 5 แถมยังมีพลังบางอย่างที่ลำดับ 5 ไม่มี ลูเมี่ยนจึงคาดเดาอย่างมีเหตุผลว่า อีกฝ่ายจะต้องมีความเชื่อมโยงพิเศษบางอย่างกับ ‘เทวทูตสีชาด’ แน่นอน ชนิดที่สามารถแบ่งปันพลังจากเขาได้ หรือให้อีกฝ่ายรับความเสียหายแทนตนได้บางส่วน เพราะพลังที่อัลบัสครอบครอง ดูคล้ายคลึงกับพลังในลำดับครึ่งเทพของเส้นทางนักล่า
หากไม่ได้อยู่ในโมโรลา ซึ่งเป็นพื้นที่ผนึก ‘0-01’ ลูเมี่ยนเชื่อว่าอัลบัสจะต้องสามารถยืมพลังครึ่งเทพได้อย่างแท้จริง มิใช่เต็มไปด้วยข้อจำกัดเหมือนตอนนี้
ในขณะที่ทหารเกราะเหล็กเตรียมจะกระโดดลงไปในโพรงใต้ดินที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งสงคราม เพื่อไล่ตามอัลบัส·เมดีซี กูซินที่กลายร่างเป็นมารดาก็เงยหน้าขึ้น ส่งเสียงร้องแหลมแสบแก้วหู
สมองของลูเมี่ยนและวานาคมึนงงพร้อมกัน ความคิดแตกกระจาย พลังชีวิตสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งความอ่อนแอที่มาจากส่วนลึกของดวงวิญญาณ
เพล้ง!
วินาทีถัดมา กูซินเบือนสายตามาทางลูเมี่ยน ไม่สนใจการมีอยู่ของวานาคและจูลี่เลย
เขาลูบท้องที่นูนขึ้นตามลำดับ ดวงตาสีน้ำเงินแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายผิดวิสัย
ภายใต้การควบคุมด้วยจิตของเขา ทหารเกราะเหล็กที่มีพลังเกือบถึงลำดับ 4 ล้มเลิกความพยายามที่จะไล่ตามอัลบัส·เมดีซี โดยเร่งหันร่างกลับมา จับจ้องลูเมี่ยนไว้แทน
เมื่อเห็นสถานการณ์ ลูเมี่ยนกัดฟันทนต่อความปวดร้าวในศีรษะ กัดฟันทนต่อเสียงหึ่งในหู แล้วยิ้มพลางโบกมือให้กูซินกับทหารเกราะเหล็ก
ร่างของเด็กหนุ่มหายไปจากจุดเดิม ทิ้งกูซินและทหารเกราะเหล็กไว้ให้วานาคกับจูลี่
ลาก่อนนะ พวกแกทั้งหมาย!
จุดหมายการ ‘เทเลพอร์ต’ ของลูเมี่ยนคือ หน้าประตูวิหารแห่งความรู้ พอดีกับที่เห็นผู้บังคับใช้กฎสองกลุ่มสวมเสื้อคลุมดำวิ่งออกมา
เด็กหนุ่มยิ้มแย้มเดินเข้าวิหาร หามุมนั่งลงบนพื้น หยิบหนังสือที่ยืมมาเล่มหนึ่งออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ นำไปพิงชั้นหนังสือทองเหลืองแล้วเริ่มตั้งใจศึกษา
เขากังวลว่า เด็กที่กูซินอุ้มอยู่อาจมีปัญหาใหญ่ และอาจจะมุ่งเป้ามายังตน จึงรีบวิ่งมายังศาสนจักรความรู้เพื่อขอความคุ้มครอง
ในเมื่อผมตั้งใจอ่านหนังสือขนาดนี้แล้ว พวกคุณศาสนจักรความรู้ก็ควรจะแสดงออกบ้างไม่ใช่หรือ?
ในซากปรักหักพังที่ตึกพังทลายไปกว่าครึ่ง วานาคเห็นท้องของกูซินบวมขึ้นอีกไม่น้อย ดูคล้ายหญิงท้องแก่ใกล้คลอดเข้าไปทุกที
ท้องนั้นเริ่มยุบพอง ราวกับมีสิ่งประหลาดบางอย่าง พยายามจะเจาะออกมาจากข้างใน
ดวงตาของวานาคแข็งค้างไปชั่วขณะ แล้วรีบยกสองมือขึ้น แหงนหน้ามองไปยังท้องฟ้ามืดครึ้ม
เมฆดำทะมึนปกคลุมทั่วท้องฟ้าในพริบตา สภาพอากาศของโมโรลาเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
สายฟ้าสีขาวเงินพุ่งวูบวาบระหว่างก้อนเมฆสีดำ รวมตัวกันกลายเป็นพฤกษาอสนีขนาดเท่าถังน้ำ ฟาดผ่าลงสู่พื้นดิน
เป้าหมายของสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวนี้คือ กูซินและทารกในท้องของเขา!
กูซินหายตัวไปแล้ว โดยซ่อนตัวอยู่ในทุ่งร้างอันเลือนรางแห่งหนึ่ง
แต่ ‘งูยักษ์’ สีขาวเงินตัวดังกล่าว ยังคงไล่ตามเขาไม่หยุด ทะลุทะลวงความว่างเปล่า ตกลงมาจากฟากฟ้าเหนือทุ่งร้าง
มันฟาดเข้าที่ท้องของกูซินด้วยความเร็วที่ไม่อาจหลบหลีก
โครม!
เสียงฟ้าร้องกลางอากาศปลุกผู้ถูกเนรเทศทั่วเมืองให้ตื่น
ทุ่งร้างดังกล่าวแตกออกราวกับกระจก กูซินที่ท้องดำมืด ทั้งยังส่งกลิ่นไหม้ เผยกายอีกครั้งบนถนนที่ปรักหักพัง
เปรี้ยะ! เศษเนื้อไหม้ดำชิ้นหนึ่ง ร่วงจากท้องของเขาลงพื้น ดิ้นรนอยู่สองสามที ก่อนจะแน่นิ่งไปเสียสนิท
กูซินแข็งทื่อตามมา โงนเงนล้มลง ราวกับถูกสูบพลังชีวิตออกไปจนหมด
เนื้อและเลือดของเขาเหี่ยวแห้งอย่างรวดเร็ว ทั้งร่างกลายเป็นมัมมี่ไหม้เกรียม ผิวพองเป็นตุ่มน้ำสีเลือดขนาดใหญ่ขึ้นเป็นระลอก
สายฟ้าที่ถักทอจากงูเล็กสีขาวเงินนับพันเส้น ฟาดผ่าลงมาอีกครั้ง ปะทะร่างของกูซินที่ยังมีตุ่มน้ำผุดขึ้นไม่หยุด
เปรี้ยง!
กูซินชักกระตุกสองสามที ก่อนจะสิ้นใจตาย
“แม่!” ทหารเกราะเหล็กที่ช่วยรับความเสียหายไว้บางส่วนวิ่งปราดเข้าหากูซิน ย่อตัวลง อุ้มร่างของเขาขึ้น
จูลี่ฉวยโอกาส ใช้กระจกสะท้อนเงาของทหารเกราะเหล็ก แล้วป้ายด้วยเพลิงทมิฬของ ‘นางมาร’
ทหารเกราะเหล็กถูกเปลวไฟสีดำจุดติดจากภายในสู่ภายนอกในทันที
มันลุกพรวดขึ้น ถือหอกโลหะยาวที่เคลือบด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วง พุ่งเข้าใส่วานาคและจูลี่อย่างบ้าคลั่ง
ถัดมา ลูกไฟ อีกาไฟ เศษกระจก หอกเพลิงขาว และห่าฝนไฟ ก็พลันแฟลชไปรอบทิศอย่างไม่ขาดสาย พร้อมส่งเสียงระเบิดดังสนั่นไม่หยุดหย่อน
ในตอนที่จูลี่กำลังจะใช้ ‘กระจกตัวแทน’ หลบออกจากพื้นที่นี้ ปล่อยให้วานาคเผชิญหน้ากับทหารเกราะเหล็กคนเดียว ทหารเกราะเหล็กนั้นก็เริ่มสั่น
มันที่ยังคงถูกเพลิงทมิฬของ ‘นางมาร’ เผาผลาญอยู่ ขาทั้งสองข้างดูเหมือนจะไม่มีแรงรับน้ำหนักกายเนื้ออีกต่อไป เริ่มมีร่องรอยสนิมเกาะ มีทีท่าว่าจะละลาย
แกร่กแกร่กแกร่ก! ชิ้นส่วนโลหะพร้อมเปลวไฟสีดำจากร่างทหารเกราะเหล็ก ร่วงกราวลงพื้นทีละชิ้น
ไม่นานนัก ทหารเกราะเหล็กก็กลายเป็นกองเศษเหล็ก
วานาคที่ต้านทานไว้อย่างยากลำบาก พลางเริ่มหวังให้หน่วยบังคับใช้กฎหมายมาถึง ถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอก แล้วหัวเราะเยาะใส่ซากทหารเกราะเหล็ก
“นี่แหละ จุดจบของพวกที่มีแต่พละกำลังแต่ไร้สมอง”
พูดจบ บุคคลที่อันตรายที่สุดแห่งโมโรลาผู้นี้เอียงศีรษะ มองไปยังจูลี่ที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร
สายตาของจูลี่ตกลงบนใบหน้าของเขาก่อน แล้วค่อยๆ เลื่อนลงต่ำ หยุดอยู่ที่สะโพก
‘นางมาร’ ผู้นี้ส่ายหน้าอย่างผิดหวังอยู่บ้าง ราวกับเสียดายที่รีบสาปเพลิงทมิฬใส่ทหารเกราะเหล็กเร็วเกินไป ไม่ได้รอโอกาสให้วานาคบาดเจ็บและอ่อนแอลง
ในขณะที่วานาคหรี่ตาลงเล็กน้อย จูลี่ก็ยิ้มบางๆ พลางถอยหลังหนึ่งก้าว หายเข้าไปในเงามืดของซากปรักหักพัง
ทันใดนั้น หน่วยบังคับใช้กฎหมายก็รีบรุดจนมาถึงจุดเกิดเหตุ
…………
ในโพรงใต้ดินที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งสงคราม อัลบัสยืนอยู่ ณ มุมหนึ่ง พิงผนังหินสีน้ำตาล ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น คาบบุหรี่สีขาวไว้ในปาก
สมาชิกตระกูลเมดีซีผู้นี้ อัดบุหรี่เข้าปอดลึกๆ พลางพึมพำอย่างเสียดาย
“ไม่มีใครไล่ตามมาเลย ทั้งที่เราอยากให้พวกเธอประหลาดใจสักหน่อย…”
…………
จนกระทั่งเสียงระเบิดที่ไกลออกไปสงบลง หน่วยบังคับใช้กฎหมายก็กลับไปยังศาสนจักรความรู้ ลูเมี่ยนจึงได้ออกจากที่นี่ เดินไปยังบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’
อาร์ชบิชอปเฮราเบเกอร์แห่งโมโรลาไม่ปรากฏตัวเลย ดูเหมือนจะไม่ต้องอยู่เวรกลางคืน
ลูเมี่ยนไม่รีบเข้านอน ปั้นลูกไฟสีขาวสว่างจ้าขึ้นมา แล้วอ่านหนังสือเกี่ยวกับ ‘0-01’ ต่อที่โต๊ะ
ไม่นานนัก จูลี่ก็กลับมา เคาะประตูห้องของเขา
ลูเมี่ยนถือลูกไฟสีขาวสว่างจ้านั่น เปิดประตูไม้คุณภาพต่ำ แล้วพบว่า ‘นางมาร’ ห้องข้างๆ กำลังมีแววตาเป็นประกาย แก้มแดงระเรื่อ ประหนึ่งเพิ่งเสร็จจากกิจกรรมที่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก
ในมือของเธอกำวัตถุสีเลือด ซึ่งถูกแช่ไว้ในน้ำแข็ง
“ของวานาคหรือ?” ลูเมี่ยนถามพลางยิ้ม
จูลี่ถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“ไม่ใช่…ไม่สบโอกาส”
เธอรีบหันมาตำหนิลูเมี่ยน ซึ่งก็คือจุดประสงค์ที่เธอมาเคาะประตูยามดึก
“ทำไมคุณถึงเผ่นหนีไปก่อนล่ะ? ถ้าเราสองคนร่วมมือกัน ต้องตัดไอ้จ้อนของวานาคได้แน่ๆ!”
ถ้าฉันไม่หนี คงมีบางอย่างที่เธอไม่อยากเห็นเกิดขึ้น…ลูเมี่ยนหัวเราะ ‘ฮ่าๆ’ แล้วพูดว่า
“ผมกับวานาคเป็นพันธมิตรกันนะ”
“ชิ” จูลี่แสดงท่าทีไม่เชื่อด้วยปฏิกิริยาแบบนี้
ถ่มน้ำลายแล้ว เธอเอียงตัว เดินไปทางห้องของตัวเอง
เดินไปสองก้าว เธอหันกลับมา พูดกับลูเมี่ยนด้วยรอยยิ้มกึ่งเยาะหยัน
“หวังว่าคุณจะไม่เสียใจกับการเลือกในวันนี้นะ”
…………………………………………………….