ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 818 ปลุกระดม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 818 ปลุกระดม
ตอนที่ 818 ปลุกระดม
อย่าเสียใจกับการเลือกในวันนี้…ลูเมี่ยนมองเงาด้านหลังของจูลี่ที่เดินเข้าห้องของเธอ พอจะเดาความหมายของประโยคที่หญิงสาวพูดเมื่อครู่ได้
วันนี้พลาดการฆ่าวานาคไป แกรอเสียใจได้เลย!
“จูลี่ให้ความสำคัญกับวานาคมากเลยนะ…คิดว่าเขาจะส่งผลต่อผลลัพธ์ของปฏิบัติการที่อนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินหรือ?” ลูเมี่ยนพึมพำกับตัวเอง ปิดประตูห้อง แล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ
เด็กหนุ่มเข้าใจได้ ว่าเหตุใดจูลี่ถึงให้ความสำคัญกับวานาค ตัวอันตรายอันดับหนึ่งแห่งโมโรลารายนี้เพิ่งสำแดงการใช้ประโยชน์จากสภาพอากาศพิเศษของโมโรลา สร้างพายุหมุนที่สามารถพัดหมอกแห่งสงครามทั้งย่าน ให้กระจายไปได้ราวกับเป็นครึ่งเทพตัวจริง และจากการสังเกตของลูเมี่ยนภายหลัง ดูเหมือนวานาคจะสามารถเรียกฟ้าผ่าอันน่าสะพรึงกลัวมาได้ด้วย
แม้ลูเมี่ยนยังไม่แน่ใจว่า การสำแดงเดชเช่นนี้มีข้อจำกัดหรือไม่ ต้องพึ่งพาสภาพอากาศในขณะนั้นหรือเปล่า สามารถนำพาให้อากาศเปลี่ยนไปเป็นสภาพที่ใกล้เคียงเท่านั้น โดยไม่สามารถทำให้ฝนตกจากท้องฟ้าที่แจ่มใสได้ แต่ถึงจะมีข้อจำกัดตามข้างต้น การสำแดงเดชก่อนหน้านี้ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า วานาคเทียบได้กับครึ่งเทพตัวจริง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ จากความเข้าใจของลูเมี่ยนเกี่ยวกับข้อมูลสมบัติปิดผนึก ‘0-01’ หากวานาคยอมสวามิภักดิ์ต่อ ‘0-01’ จริง ก็ควรมีพลังบางอย่างที่ยังไม่ได้แสดงออกมา
“เราจำได้ว่า ในคืนที่วานาคถูกอัลบัสกับกูซินร่วมมือกันจู่โจม อากาศค่อนข้างแจ่มใส แต่คืนนี้มืดครึ้มมาก เหมาะกับการเกิดลมพัด ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ…” ลูเมี่ยนถือหนังสือที่ยืมมาจากศาสนจักรความรู้เล่มหนึ่ง แต่ไม่ได้ตั้งใจอ่านเหมือนก่อนหน้านี้ กลับครุ่นคิดอย่างจริงจังถึงรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในการแสดงออกต่างๆ ของวานาค
ผ่านไปสักพัก ลูเมี่ยนหัวเราะเยาะจูลี่อย่างเงียบงัน
ในสายตาของ ‘นางมาร’ รายนี้ คืนปัจจุบันเป็นโอกาสอันดีในการล่าสังหารวานาคจริงๆ ตัววานาคเองบาดเจ็บสาหัสยังไม่หาย ทหารเกราะเหล็กก็มีพลังเทียบเท่าครึ่งเทพ สามารถรับหน้าที่ต่อสู้ประจันหน้าได้ ส่วนกูซินก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัว มีพลังที่ไม่รู้ที่มาหลายอย่าง เมื่อรวมกับจูลี่ ‘นางมารทุกข์ระทม’ ผู้ครอบครองสิ่งของพิเศษ และตัวลูเมี่ยนเอง ก็มีความหวังอย่างมากที่จะทำให้วานาคจบชีวิตลงในซากปรักหักพังนั่น
แต่ปัญหาก็คือ หากลูเมี่ยนไม่ ‘เทเลพอร์ต’ หนีไป เขาอาจจะกลายเป็นเป้าโจมตีอันดับแรกของกูซินและทหารเกราะเหล็ก ตอนนั้น จูลี่คงจะคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่สุดในการฆ่าเถ้าแก่ และเลือกที่จะร่วมมือกับวานาค คอยช่วยเหลือกูซินและทหารเกราะเหล็ก
“คิดว่าฉันโง่หรือ? ถ้าฆ่าวานาคจริงๆ ในสถานการณ์ที่เมดีซีบาดเจ็บสาหัส กูซินและทหารเกราะเหล็กถูกกำหนดให้ต้องถูกกำจัดโดยหน่วยบังคับใช้กฎหมายหรือศาสนจักรความรู้ นั่นก็จะทำให้พวก ‘นางมาร’ ผูกขาดอำนาจไม่ใช่หรือ? ถึงตอนนั้น เมื่อเผชิญกับการบีบบังคับหรือการโจมตีจากพวกเธอ ฉันอยากจะหาผู้ร่วมมือชั่วคราวก็คงหาไม่ได้…เรื่องที่จะทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงมากขนาดนี้ รอให้ฉันอ่านหนังสือที่เหลือให้จบก่อนค่อยว่ากัน…” ลูเมี่ยนพึมพำพลางปรับลูกไฟสีขาวจ้าเหนือศีรษะ ไม่ให้เงาหัวของตัวเองทอดลงบนกระดาษ รบกวนการอ่านที่กำลังจะตามมา
หลังจากยืนยันที่อยู่ของหัว ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ แล้ว เด็กหนุ่มก็สามารถทุ่มเทให้กับการศึกษาได้มากขึ้น
ก่อนหน้านั้น เขาลองนึกถึงจุดประสงค์ที่อัลบัส·เมดีซีกับจูลี่ ต้องการจะบรรลุในโมโรลาไปด้วย
พวกเขาที่มีเทพหรือราชาเทวทูตคอยหนุนหลังอยู่ คงไม่ได้คิดแค่จะประทับตราบนสมบัติปิดผนึกที่น่าสะพรึงกลัว ‘0-01’ นี้เท่านั้น
“ประสานงานทั้งภายในและภายนอก แล้วฉกชิง ‘0-01’ ไปเลย? ศาสนจักรความรู้ก็เป็นหนึ่งในศาสนาจารีตทั้งเจ็ด คงไม่ง่ายขนาดที่จะถูกใครมาเอาสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ที่สำคัญที่สุดไปได้ เว้นแต่พวกเขาจะตั้งใจปล่อยไป…”
“อาศัยแค่กำลังรุนแรง คงเป็นไปไม่ได้แน่ ไม่งั้น ‘นางมารต้นกำเนิด’ และ ‘เทวทูตสีชาด’ คงลงมือไปนานแล้ว…”
“ต้องทำให้ ‘0-01’ เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างหรือ?”
“แล้วอีกอย่าง ตอนนี้เราพอมีเบาะแสบ้างแล้วว่า จะเข้าใกล้ ‘0-01’ ได้ยังไง แต่กลับยังไม่มีไอเดียเลยว่า จะประทับตราและได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นมิตรได้อย่างไร…หรือว่าต้องอาศัยออร่าตกค้างของอลิสต้า·ทูดอร์?”
“หรือว่า มันเกี่ยวข้องกับการคาดเดาก่อนหน้านี้ของเรา?”
ลูเมี่ยนจบการครุ่นคิด อ่านหนังสือต่อไปอีกเกือบชั่วโมง ก่อนจะเอนตัวลงบนเตียง เตรียมเข้านอน
ในโมโรลา เขานอนตื้นตลอด คอยระวังการจู่โจมที่อาจเกิดขึ้น ทั้งยังคอยระวัง ‘โรค’ ของ ‘นางมาร’ ที่อยู่ห้องข้างๆ ด้วย
หากมีอาการเป็นไข้และไอขึ้นมา เขาจะตื่นขึ้นทันที ‘เทเลพอร์ต’ ไปที่ศาสนจักรความรู้เพื่อตรวจสอบสภาพร่างกาย!
หากไม่ใช่เพราะการไม่นอนหลายวันจะส่งผลเสียสะสม เขาก็อยากจะอาศัยความพิเศษที่ความเหนื่อยล้าจะหายไปเองตอนหกโมงเช้า รวมถึงการฟื้นคืนสภาพเดิมของพลังวิญญาณ ทำตาแข็งไปตลอดทั้งคืน
ในขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นการชักจูงพวกจูลี่ด้วย ถ้าพวกเขารู้เร็วเกินไปว่า ตัวเขาไม่นอนก็ยังมีพลังเหลือพอ จนเดาได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตอนหกโมงเช้า ลูเมี่ยนก็จะไม่สามารถใช้สภาวะรีเฟรชพิเศษนี้ พลิกสถานการณ์ในช่วงเวลาสำคัญได้
รุ่งเช้าวันถัดมา ลูเมี่ยนแกล้งนอนอืดอยู่บนเตียงเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนจะลืมตา แปรงฟันล้างหน้า เดินลงบันได มาเพลิดเพลินกับอาหารเช้าที่เลสเตรียมไว้
ผ่านไปเจ็ดแปดนาที จูลี่เดินกลับมาจากด้านนอกบาร์
ออกไปอีกตอนเที่ยงคืนเมื่อวานหรือ? ‘นางมาร’ นี่เก่งเรื่องซ่อนร่องรอยจริงๆ อยากจะแอบตามยังตามไม่ได้ ออกห้องไปตอนไหนก็ไม่รู้เลย…ลูเมี่ยนละสายตา ดื่มนมในแก้ว
จูลี่ย่างเท้าเบาๆ มานั่งบนเก้าอี้สูง ห่างจากลูเมี่ยนไปสองที่นั่ง ไม่พูดอะไรสักคำ
เลสมองใบหน้าของเธอแวบหนึ่ง หยิบเค้กชิ้นเล็กออกมา บีบครีมใส่
“ของหวานช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นนะ” ‘คนครัว’ รายนี้พูดสั้นๆ แล้วเลื่อนเค้กครีมชิ้นเล็กไปตรงหน้าจูลี่
สีหน้าของจูลี่บิดเบี้ยวขึ้นมาทันที
“ฉันไม่จำเป็นต้องทำให้อารมณ์ดีขึ้น! อารมณ์ฉันดีอยู่แล้ว!”
“อ้าว อารมณ์แย่จังนะ…ตอนมาเคาะประตูห้องฉันเมื่อคืน อารมณ์ยังดีอยู่เลยนี่นา…ออกไปตอนดึกเจออะไรมาหรือ?” ลูเมี่ยนเอียงหน้ามองจูลี่หลายครั้งอย่างไม่ปิดบัง
เลสพูดว่า
“ในฐานะพ่อครัว ผมจำเป็นต้องวินิจฉัยสภาพวัตถุดิบในขณะนั้นให้แม่นยำ เพื่อเลือกวิธีปรุงที่เหมาะสมที่สุด”
ดวงตาของจูลี่หรี่ลงเล็กน้อย ไม่เหลือความสุภาพอ่อนโยนอีกเลย
เธอดูเหมือนพร้อมจะลุกขึ้นฆ่าคนได้ทุกเมื่อ
จากผลการสังเกตก่อนหน้านี้ สิ่งที่ทำให้สภาพของจูลี่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน จนอารมณ์เกือบคลุ้มคลั่ง มีเพียง ‘นางมาร’ ชาลิสต์เท่านั้น…คู่รักทะเลาะกันหรือ? อา…ความรู้จิตวิทยาผิวเผินของเราบอกว่า ตอนนี้จูลี่ดูเหมือนจะกังวลมากกว่าเศร้า เธอเองก็ไม่พยายามปิดบัง…กังวล…ลูเมี่ยนวางมือขวาบน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เตรียมพร้อมรับมือกับการอาละวาดของ ‘นางมาร’
เกือบจะในเวลาเดียวกัน เขาก็นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง
ชาลิสต์ในฐานะสมาชิกหน่วยบังคับใช้กฎหมาย และเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองที่อยู่ในรายชื่อ จะต้องเข้าเวรที่สุสานใต้ดินอย่างแน่นอน หรือไม่ก็สลับกันไปเปลี่ยนทหารหุ่น สำหรับชาลิสต์ที่ยังคงรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้บางส่วน นี่เป็นทั้งโอกาสและอันตราย!
“จูลี่ออกไปตอนดึกเพื่อนัดพบชาลิสต์ แล้วก็รู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องเข้าไปในสุสานใต้ดินในช่วงเวลาต่อจากนี้ พอออกมาก็อาจจะกลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองในความหมายที่แท้จริง แบบที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองอีกต่อไปน่ะหรือ? ไม่แปลกที่จูลี่จะกังวลขนาดนี้ อารมณ์เลยแย่มาก…” ลูเมี่ยนยิ้มน้อยๆ อย่างเข้าใจ
“ยิ้มอะไร?” จูลี่มองเขาด้วยสายตาเยียบเย็น
ลูเมี่ยนยิ้มพลางถอนหายใจพูดว่า
“ครั้งนี้อาจจะไม่เป็นไร แต่ครั้งหน้าล่ะ ครั้งต่อๆ ไปล่ะ?”
“ถ้าไม่แก้ไขที่รากของปัญหา สักวันเธอก็จะได้เห็นจุดจบที่ไม่อยากยอมรับ”
ดวงตาของจูลี่เป็นประกาย แล้วหันไปจ้องเค้กครีมชิ้นเล็กนั้น เงียบไปนาน ไม่พูดอะไร
รอจนลูเมี่ยนเช็ดปากให้สะอาด เตรียมจะลุกจากไป เธอจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยพูดว่า
“คุณรู้มากแค่ไหนกันแน่?”
ลูเมี่ยนตอบด้วยรอยยิ้ม
“ลองเดาดูสิ”
“บางที ผมอาจจะไม่รู้อะไรเลย แต่สีหน้าของคุณต่างหากมอบคำตอบให้”
พูดจบ ลูเมี่ยนก็เดินขึ้นบันไดไป ทิ้งให้จูลี่นั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียว
…………
ทรีอาร์ เขตถนนหลวง ถนนเบลลาฟอร์ด เลขที่ 6
ในบ้านสี่ชั้นยามดึก หลังจาก ‘มักเกิ้ล’ จากไป พวก ‘ตารางธาตุ’ ก็เดินวนกลับมา มารวมตัวกับสามีภรรยา ‘ศาสตราจารย์’ และ ‘รองศาสตราจารย์’ ที่ห้องรับแขก
มองความมืดนอกหน้าต่างแวบหนึ่ง ‘ตารางธาตุ’ ถอนหายใจพูดว่า
“พวกเราแสดงแบบนี้ต่อหน้า ‘มักเกิ้ล’…มันดีแล้วจริงหรือ?”
“พวกเราไม่ได้หลอกเธอ แค่หวังว่าจะปลุกความเห็นอกเห็นใจของเธอ” ‘ศาสตราจารย์’ พูดพลางถอนหายใจ “การหายตัวไปของ ‘เสาหลัก’ เครเมอโล สถานการณ์ของนิคิลาที่อาจเป็น ‘คนในกระจก’ และปัญหาของ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ที่คลุ้มคลั่งมากขึ้นทุกที ทำให้พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ยากที่จะหลุดพ้นด้วยกำลังของตัวเอง และหลังจากที่ ‘มักเกิ้ล’ รอดชีวิตจากการลอบทำร้ายใน ‘วันเอพริลฟูล’ เธอก็ยิ่งลึกลับมากขึ้น ชัดเจนว่ามีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง”
“โชคดีที่เธอยังคงใจดีเหมือนเดิม แม้อาจจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง แต่ก็ยังบอกพวกเราว่า ลานพิธีกรรมในสุสานใต้ดินยังมีเทวานุภาพหลงเหลืออยู่ และเต็มใจที่จะไปกำจัดนิคิลา”
‘รองศาสตราจารย์’ ตบไหล่ภรรยาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
เขามองไปรอบๆ แล้วพูดว่า
“ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนที่เราให้ความสำคัญด้วย พวกเราต้องมีชีวิตรอด”
‘ตารางธาตุ’ ยิ้มเยาะตัวเองพลางพูดว่า
“เมื่อครึ่งปีก่อน ผมไม่เคยคิดว่าจะมีสถานการณ์แบบนี้ องค์กรลับที่แข็งแกร่งอย่าง ‘นิกายมอสส์’ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้กะทันหัน?”
…………
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟรังก้าที่เพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ได้รับจดหมายตอบกลับจากมาดามจัดจ์เมนต์
“ปฏิบัติการต่อนิคิลาแห่ง ‘นิกายมอสส์’ สามารถเริ่มได้โดยเร็วที่สุด”
“ระดับสูงของ ‘นิกายมอสส์’ รับรู้เรื่องการหายตัวไปของเครเมอโลแล้ว ในอีกไม่กี่วันนี้จะมี ‘สิบเสาหลัก’ อีกคนมายังกรุงทรีอาร์เพื่อจัดการเรื่องนี้ แต่มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนจัดการนิคิลาของเรา ในกรณีที่เขาเป็นกริฟฟิธ ‘คนในกระจก’ จริง”
‘นิกายมอสส์’ รู้ว่าเครเมอโลหายตัวไปแล้วหรือ? รู้เร็วขนาดนี้เลย? เป็นเพราะรายงานของเรา หรือว่าบังเอิญพบความผิดปกติ? ฮึ่ม…คนของพวกเรา ‘ชุมนุมทาโรต์’ ที่แฝงตัวอยู่ใน ‘นิกายมอสส์’ ดูจะมีตำแหน่งไม่ต่ำเลยนะ ถึงขั้นให้ข่าวกรองได้ว่าหนึ่งใน ‘สิบเสาหลัก’ จะมาจัดการปัญหาที่ทรีอาร์ แถมยังวินิจฉัยว่า จะไม่ส่งผลกระทบแผนจัดการนิคิลาของพวกเรา…การวินิจฉัยที่แน่วแน่ขนาดนี้…หรือว่า ‘สิบเสาหลัก’ คนนั้นจะเป็นไพ่สักใบใน ‘ชุมนุมทาโรต์’ ? อา…ฟรังก้าจมอยู่ในภวังค์ ยิ่งคิดก็ยิ่งเกิดคำถาม
……………………………………………………