ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 819 ปฏิบัติการของหน่วยย่อย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 819 ปฏิบัติการของหน่วยย่อย
ตอนที่ 819 ปฏิบัติการของหน่วยย่อย
ยามเย็น ณ ทรีอาร์ เขต 20 ที่ได้ชื่อมาจากสุสาน ถนนนักบุญโนเนส บ้านเลขที่ 35
ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี ที่อยู่ในสภาวะล่องหนต่างกัน มาถึงด้านนอกห้องหมายเลข 6 ชั้น 5 พวกเขาตรวจสอบรายละเอียดสภาพแวดล้อมที่นี่ เตรียมการขั้นสุดท้ายสำหรับปฏิบัติการที่จะเกิดขึ้น
ตามข้อมูลที่ ‘ตารางธาตุ’ ให้มา นิคิลา สมาชิก ‘นิกายมอสส์’ ที่สงสัยว่าเป็น ‘คนในกระจก’ นั้น ในชีวิตจริงเป็นเพียงพนักงานสุดแสนจะธรรมดา ทำงานให้กับบริษัทธัญพืชแห่งหนึ่ง ออกจากบ้านตรงเวลา กลับบ้านตามกำหนด ใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบมาก
สิ่งผิดปกติเพียงอย่างเดียวที่นิคิลาแสดงออกมาคือ การที่อายุสามสิบห้าสามสิบหกแล้ว กลับยังไม่แต่งงาน โดยให้เหตุผลว่าเป็นไมเกรนรุนแรงเป็นพักๆ ทำให้ไม่เป็นที่สนใจของสตรี
ในช่วงเวลาที่อ่านข้อมูลจบ ความคิดที่ผุดขึ้นในสมองของฟรังก้าคือ
“เข้ากับลักษณะของพวก ‘ผู้ส่องความลับ’ ที่ถูก ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ส่งอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง…”
“คนในกระจกแห่งเส้นทางผู้ส่องความลับ ก็จะถูก ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ถ่ายทอดความรู้ด้วยหรือ?”
หลังจากนึกทบทวนเนื้อหาในข้อมูล ฟรังก้าละทิ้งสภาวะล่องหน สร้างน้ำแข็งขาวใส ปล่อยให้มันไหลเข้าไปในรูกุญแจ แล้วจับตัวเป็นน้ำแข็ง
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงได้กุญแจใสวับมาหนึ่งดอก ช่วยให้เปิดประตูห้องของนิคิลาได้ง่ายดาย
ในระหว่างที่พนักงานคนนี้ยังไม่เลิกงานกลับบ้าน ฟรังก้าหยิบกระจกออกมา ลงมือทำนาย เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักหรือระบบเตือนภัยที่อาจมีอยู่ในอพาร์ตเมนต์
“ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องนอนรอง แต่ละห้องมีกระจกเงาเต็มตัว กระจกขนาดพกพาได้ก็มีตั้งสิบห้าสิบหกบาน แกบอกว่าแกไม่ใช่ ‘คนในกระจก’ ใครจะเชื่อล่ะ?” ฟรังก้าตรวจตราไปทั่วสองรอบ พึมพำกับตัวเอง
นี่ก็เป็นการบอกข้อมูลที่รวบรวมได้ ให้จินนากับอ็องโตนีที่อยู่นอกประตูด้วย
แน่นอน การที่ในห้องมีกระจกมากมายนัก ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่าง นั่นคือนิคิลาอาจเป็น ‘นางมาร’ แต่ชัดเจนว่าคนผู้นี้ไม่ใช่สตรีที่โดดเด่นในด้านเสน่ห์ ทั้งยังไม่ใช่สตรีด้วยซ้ำ
ฟรังก้าเดินไปที่หน้ากระจกเงาเต็มตัวในห้องนั่งเล่น มองเงาของจินนาและอ็องโตนีที่ปรากฏอยู่บนทางเดินนอกประตู แล้วจึงเอ่ยปาก
“ฉันจะซุ่มอยู่หลังกระจกบานนี้ พวกคุณทำตามแผนของเรา ไล่เป้าหมายเข้ามาในกระจกบานนี้ ถ้าเขาสามารถใช้โลกในกระจกได้ ก็จะยืนยันได้ว่าเขาคือ ‘คนในกระจก’ กริฟฟิธ”
ในระหว่างที่ฟรังก้าพูด เปลวไฟสีดำทยอยลุกขึ้นตามจุดต่างๆ ในห้อง มันค่อยๆ ลบร่องรอยที่การตรวจค้นก่อนหน้านี้ทิ้งไว้อย่างเงียบงัน
จินนาพยักหน้าเบาๆ แล้วกำชับเป็นพิเศษว่า
“เธอเองก็ระวังการซุ่มโจมตีจากหลังกระจกบานนี้ด้วย ลูเมี่ยนก็เคยเจอมาก่อนไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ต้องห่วง ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ บอกฉันว่า ไม่มีการซุ่มโจมตี แน่นอนว่าฉันก็จะไม่เชื่อและพึ่งพาการทำนายทั้งหมด จะระวังตัวเองอยู่แล้ว” ฟรังก้ารู้สึกถึงความห่วงใยของจินนา ยิ้มพลางหยิบ ‘สร้อยสัตมณี’ ที่เหลือเพชรแค่สองเม็ดออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ โยนไปที่นอกประตู
ขณะที่โยน เธอก็อดพึมพำในใจไม่ได้ว่า
“ของเก่าไม่ไป ของใหม่ไม่มา ของเก่าไม่ไป ของใหม่ไม่มา…”
หลังจากที่จินนารับ ‘สร้อยสัตมณี’ ได้แล้ว ฟรังก้าก็ย้ำอีกครั้งว่า
“พอยืนยันได้ว่า นิคิลาเข้าไปในกระจกบานนี้แล้ว พวกคุณก็ ‘เทเลพอร์ต’ ออกไปได้เลย อาศัยทางเข้าโลกในกระจกตายตัวนั่นมาช่วยฉัน”
“ไม่มีปัญหา” อ็องโตนีสวมถุงมือ ปิดประตูอพาร์ตเมนต์ของนิคิลา พร้อมกับกดฝ่ามือลงบนรูกุญแจ เพื่อทำให้โลหะที่เย็นขึ้นจากผลของกุญแจ อุ่นลงจากเดิมบ้าง
นี่เป็นการป้องกันไม่ให้นิคิลาสังเกตเห็นความผิดปกติจากความเย็นที่หลงเหลืออยู่ตอนเปิดประตู
หลังจากจินนาและอ็องโตนีจากไป ฟรังก้าหยิบ ‘เครื่องรางน้ำแข็ง’ สีใสออกมาสวมไว้กับคอ
จากนั้น เธอยื่นฝ่ามือแตะผิวกระจกเงาเต็มตัวในห้องนั่งเล่น
พร้อมกับแสงวาบสีขาวเย็น หญิงสาวทะลุผ่านแผ่นกระจกไปอย่างไร้เสียง
หลังกระจกเป็นความว่างเปล่า อุโมงค์สีดำลึกลับที่เหมือนใยแมงมุม ท่วมท้นทั่วทัศนวิสัยของฟรังก้า
ฟรังก้าที่จับตาดูสถานการณ์รอบข้างอย่างใกล้ชิดค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ พูดกับตัวเองอย่างเงียบงัน
“ไม่มีการซุ่มโจมตี”
หลังจากยืนยันจุดนี้แล้ว เธอจึงขยับตัวเข้าใกล้ผิวกระจก มองผ่านแผ่นกระจก สำรวจสถานการณ์ในห้องนั่งเล่นของอพาร์ตเมนต์
นิคิลายังไม่กลับมา ภายนอกเงียบงันผิดปกติท่ามกลางแสงสนธยาที่ยังหลงเหลือ
จิตใจของฟรังก้าตึงเครียดกะทันหัน เธอยกมือขวาขึ้น บีบขมับเบาๆ พลางถอนหายใจพูด
“ถ้ามีลูเมี่ยนอยู่ด้วยก็คงดี…”
แผนปฏิบัติการครั้งนี้ เธอเป็นทั้งคนเสนอและปรับปรุงให้สมบูรณ์ จนต้องใช้สมองแทบตายไปหลายเซลล์ พร้อมกับแบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง ซึ่งจะต้องบรรลุเป้าหมายให้ได้ โดยไม่ให้จินนากับอ็องโตนีได้รับบาดเจ็บสาหัส จะผ่อนคลายอย่างไรก็ไม่ได้
แต่ก่อนหน้านี้ เรื่องพวกนี้เป็นลูเมี่ยนที่ทำและแบกรับไว้ เธอแค่ต้องตั้งข้อสงสัยและใช้จินตนาการ ทำงานในส่วนของตัวเองให้เสร็จก็พอ
“เฮ้อ…การเป็นผู้นำทีมนี่เหนื่อยจัง แอบอู้ไม่ได้เลย…” ฟรังก้าสงบสติอารมณ์ อดทนรอคอยต่อไป
ภายในร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กับถนนนักบุญโนเนส เลขที่ 35
จินนาที่ถอดฮู้ด กลายเป็นสาวน้อยในชุดดำนั่งอยู่ริมหน้าต่าง คุยเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับกรุงทรีอาร์กับอ็องโตนีฝั่งตรงข้าม
ทันใดนั้น เธอนำศอกซ้ายยันโต๊ะกาแฟ ใช้ฝ่ามือกดผมสีเชือกป่านที่กลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิม ซึ่งทิ้งตัวลงมาจากด้านข้าง น้ำเสียงเบาลงโดยไม่รู้ตัว
“เป้าหมายกลับมาแล้ว”
อ็องโตนีแสร้งทำเป็นหลงใหลในความงามของหญิงสาวตรงหน้า พลางใช้หางตามองไปยังอพาร์ตเมนต์ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ
รถม้าสาธารณะสองชั้นจอดที่ริมถนน ชายวัยสามสิบกว่าในเสื้อโค้ตผ้าสักหลาดสีดำ สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงเดินลงมา
ชายคนนั้นสูงเกือบหนึ่งเมตรแปด ย่างก้าวมั่นคง ใบหน้าค่อนข้างผอม มีสันกรามชัดเจน ดวงตาสีดำสนิทซึ่งพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
เป็นนิคิลาไม่ผิดแน่…อ็องโตนีมองจินนาพลางพยักหน้ายิ้มๆ แสดงว่าเธอไม่ได้จำเป้าหมายผิด
จินนารีบยกศีรษะขึ้น ชักมือซ้ายกลับ เบนสายตาไปยังนาฬิกานกกระตั้วบนผนังในร้านกาแฟ
เธอยิ้มน้อยๆ บอกอ็องโตนีว่า
“ยังมีเวลาอีกสามนาที”
เธอหมายความว่า อีกสามนาทีจะต้องเริ่มปฏิบัติการอย่างเป็นทางการ
ส่วนเหตุผลที่ต้องรออีกสามนาทีในร้านกาแฟ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้นตามสัญชาตญาณของ ‘ผู้ส่องความลับ’ หลังกลับบ้าน
นี่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีได้ถกกันไว้
…………
นิคิลาที่สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง เดินขึ้นบันไดทีละก้าวไปชั้น 5 แล้วหยุดอยู่หน้าห้องหมายเลข 6
เขาไม่ได้เปิดประตูทันที แต่ยกมือขวาขึ้นบีบขมับทั้งสองข้าง
จากนั้น เขาหลับตาลงแล้วลืมขึ้นใหม่ ดวงตาย้อมสีม่วงเข้ม ลอยวูบไหวด้วยกลิ่นอายลึกลับ
เนตรส่องความลับ!
นิคิลาใช้เวทมนตร์พิเศษของ ‘จอมเวท’ ลดทอนพลังของ ‘เนตรส่องความลับ’ ในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันการตายอย่างกะทันหัน แต่ก็ไม่สามารถผนึกได้อย่างสมบูรณ์ ตอนนี้เขาจึงใช้มันอย่างเต็มกำลัง เพื่อสำรวจสภาพการณ์ทั้งภายในและภายนอกห้อง รวมถึงบริเวณโดยรอบ
ตัวเรือดบนเพดาน เส้นผมในร่องทางเดิน เพื่อนบ้านที่กำลังทำอาหารอยู่หน้าเตาถ่าน ฝุ่นละอองที่ล่องลอยในอากาศภายในห้อง เด็กๆ ที่วิ่งไปมาบนบันได หนูที่ซ่อนในเงา ผู้คนที่บังเอิญเดินผ่านถนนหน้าหลังอพาร์ตเมนต์ ทั้งหมดปรากฏเป็นภาพที่ทับซ้อนวุ่นวายในดวงตาสีม่วงเข้มของนิคิลา
ในขณะเดียวกัน นิคิลายังเห็นเงาที่ห้อมล้อมรอบตัวราวกับม่าน เห็นผิวกระจกทุกบานมีประกายน้ำสีดำสนิทลอยวูบ
ก่อนที่การจ้องมองจากหลังม่านเงาจะชัดเจนขึ้น นิคิลารีบยุติการสอดแนม ด้วยการหลับตาลง
หากมองต่อไป เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะเผชิญอะไร จะเกิดอะไรขึ้น และตอนนี้ จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแล้ว
“ฮึ่ย…‘เนตรส่องความลับ’ อันตรายจริงๆ ‘ผู้สดับ’ บนเส้นทางของ ‘ผู้วิงวอนความลับ’ นั้นฟัง พวกเราดู ต่างก็แตะต้องสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องได้ง่ายเหมือนกัน อาจตายอย่างอนาถโดยไม่รู้สาเหตุได้ทุกเมื่อ…” นิคิลาดึงม้วนหนังสีน้ำตาลออกจากกระเป๋าลับในเสื้อโค้ตผ้าสักหลาดสีดำ พึมพำคำในภาษาเฮอร์มิสคำหนึ่ง — ‘สายตาสั้น’
ม้วนหนังนั้นลุกเป็นเปลวไฟสีดำสนิทในทันที กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
สีม่วงเข้มลึกลับในดวงตาของนิคิลา จมหายลงสู่ความดำสนิทในก้นบึ้งของดวงตา
หลังจัดการเสร็จ นิคิลาจึงล้วงกุญแจออกมาเปิดประตูห้อง
เขาได้ตรวจสอบแล้วว่า ทั้งตึกอพาร์ตเมนต์และถนนสองข้าง ไม่มีคนต้องสงสัย ยิ่งไม่มีศัตรูซุ่มซ่อนอยู่ในเงา และไม่มีร่องรอยผิดปกติใดๆ ปรากฏ
เมื่อเข้ามาในห้องนั่งเล่น หลังปิดประตูด้วยมือหลัง นิคิลาปลดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อโค้ตผ้าสักหลาดและเสื้อเชิ้ตสีขาว แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟายาวอย่างผ่อนคลาย วางแขนทั้งสองข้างพักไว้บนพนักโซฟา
ฟรังก้าที่อยู่หลังกระจกเงาบานสูง เมื่อเห็นภาพดังกล่าวจึงฉวยจังหวะที่นิคิลาโน้มตัวไปหยิบขวดเบียร์บนโต๊ะกาแฟ ยื่นฝ่ามือขวาออกมา ให้มันโผล่พ้นผิวกระจกมาเล็กน้อย แนบติดกับแผ่นกระจกนั้น
พอนิคิลานั่งกลับลงบนโซฟา ฟรังก้าก็รีบชักฝ่ามือขวากลับทันที
กลืกๆ กลืกๆ นิคิลาดื่มเบียร์ไปพลาง อ่านหนังสือพิมพ์ที่เพิ่งถือกลับมาไปพลาง ไม่ต่างอะไรจากพนักงานออฟฟิศธรรมดาทั่วไป
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป เมื่อจินนากับอ็องโตนีเห็นว่าครบสามนาทีแล้ว จึงออกจากร้านกาแฟ เลี้ยวเข้าตรอกเปลี่ยวใกล้ๆ เตรียมพร้อมทั้งการซ่อนในเงาและล่องหนทางใจ
พวกเขาแทรกซึมกลับเข้าอพาร์ตเมนต์เป้าหมายอย่างรวดเร็ว แยกย้ายไปซ่อนตามตำแหน่งที่กำหนด
ในตอนนี้ นิคิลายังคงอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ยังไม่ทันได้คิดว่า ค่ำนี้จะออกไปหาร้านอาหารกิน หรือจะทำอะไรง่ายๆ กินเอง
ทันใดนั้น นิคิลารู้สึกว่าลำคอแห้งปนคัน ราวกับไม่ได้ดื่มน้ำมานาน
เขาไอออกมาครั้งหนึ่ง คิดในใจโดยไม่รู้ตัว
“เราดื่มเบียร์ไปตั้งครึ่งขวดแล้ว ทำไมคอถึงแห้งจนคันได้?”
เพิ่งจะคิดแบบนั้นผ่านไป นิคิลาก็อดไม่ได้ที่จะไออีกครั้ง
เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรงในทันที
นี่มันไม่ชอบมาพากล!
ขณะที่นิคิลาเพิ่งจะรู้สึกตัว จินนาที่ได้ยินเสียงเป้าหมายไอติดกันสองครั้งผ่านกำแพง ก็ไม่ลังเลที่จะแยกตัวออกจากเงา ในสภาพที่ยังสวมฮู้ดอยู่ ก็พลิกฝ่ามือแทง ‘ลูกศรผู้กระหายเลือด’ ใส่หัวใจของตัวเอง
ผมสีเชือกป่านของเธอดูราวกับยาวขึ้นเล็กน้อย เส้นสายโครงร่างของเธอดูนุ่มนวล รายละเอียดของใบหน้าดูน่าตื่นตายิ่งขึ้น
จินนาคนก่อนหน้านี้ ความงามค่อนไปทางเสน่ห์ความเป็นสตรี แต่ ณ ปัจจุบัน ความงามของเธอดูคล้ายกับกลายเป็นแนวคิดในเชิงอิสระ ชวนให้หลงใหลเพราะความงามในตัวเอง
เธอควบคุมให้เงาใต้เท้าและความมืดรอบตัวนิคิลา รวมตัวกันเป็นโซ่ตรวนสีดำสนิทอันเลือนรางแต่แข็งแกร่ง พันรัดเข้าหาเป้าหมายเส้นแล้วเส้นเล่าผ่านบานประตู
…………………………………………………….