ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 822 ‘ทุ่งร้าง’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 822 ‘ทุ่งร้าง’
ตอนที่ 822 ‘ทุ่งร้าง’
นิคิลามองฟรังก้าด้วยสายตาหลงใหล พลางเอ่ยปาก
“เขาน่าจะรู้สึกถึงเสียงเรียกของทุ่งร้าง”
“ทุ่งร้าง?” ฟรังก้าไม่ปิดบังความสงสัยของตัวเอง
นิคิลาอธิบายอย่างกระตือรือร้นและละเอียดว่า
“ในทรีอาร์ยุคที่สี่ ภายในพระราชวังที่ถูกทำลายของอลิสต้า·ทูดอร์ ข้างๆ พระศพของพระองค์ ไม่สิ…บนศพ ไม่สิ…ใต้ศพ ไม่…ช่างเถอะ ที่นั่นมีทุ่งร้างแห่งหนึ่ง”
“ผู้ส่องความลับและนักปราชญ์ทุกคน จะต้องกลับไปยังทุ่งร้างนั้นในที่สุด”
“ผู้ส่องความลับและนักปราชญ์ทุกคน…” สิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้วิเศษเส้นทางของ ‘ผู้ส่องความลับ’ และ ‘นักปราชญ์’ ก็คือ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ไม่ใช่หรือ? ก่อนหน้านี้ ‘ศาสตราจารย์’ และ ‘รองศาสตราจารย์’ ต่างก็เคยฝันเกี่ยวกับทุ่งร้าง…ฟรังก้ารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาจึงถามว่า
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับทุ่งร้างนั่นอีกบ้าง?”
นิคิลาส่ายหน้าด้วยท่าทางเสียดายแต่จริงใจอย่างผิดปกติ
“ไม่รู้อะไรอีกแล้ว อา…ตามที่ผู้นำของพวกเราบอก ผู้วิเศษเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ และ ‘นักปราชญ์’ ยิ่งมีลำดับสูง ก็ยิ่งได้ยินเสียงเรียกจากทุ่งร้างได้ง่าย”
อืม ‘ปราชญ์เร้นลับ’ น่าจะเป็นลำดับสูงสุดเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ ดังนั้นในเหตุการณ์ที่หอพัก ตอนที่ตราผนึกของทรีอาร์ยุคที่สี่ถูกเปิดออก พลังของทุ่งร้างที่รั่วไหลออกมา จึงส่งผลกระทบต่อพระองค์อย่างมาก จนทำให้พระองค์เริ่มเสียสติมากขึ้นทีละนิดหรือ? เครเมอโลก็อยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กันสินะ? เขาก็อยู่ในทรีอาร์นี่…ซี้ด ครึ่งเทพของศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำในทรีอาร์ จะยังปลอดภัยดีไหมนะ? ฟรังก้ากลืนน้ำลายก่อนพูดว่า
“เครเมอโลกลับไปยังทุ่งร้างนั่นแล้วหรือ?”
นิคิลายิ้มอย่างอ่อนโยนแต่ทุกข์ระทมพลางกล่าวว่า
“ยังไม่ได้กลับไป ตอนนี้เขาอาจจะแค่สภาพแย่ลง ไม่สามารถรักษาตัวตนได้ดี กำลังต่อต้านเสียงเรียกด้วยวิธีที่รุนแรงสุดขั้ว”
สำหรับทรีอาร์แล้ว การที่เครเมอโลจะกลับไปยังทุ่งร้างอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็ได้ ตามที่นิคิลา เอ่อ…กริฟฟิธเล่า ตอนนี้เครเมอโลเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะระเบิดตัวเองเมื่อใด…ฟรังก้าชั่งคำพูดก่อนถามว่า
“คุณรู้ไหมว่า ตอนนี้เขาซ่อนตัวอยู่ที่ไหน?”
นิคิลาถอนหายใจพลางตอบว่า
“เขาก็ไม่ได้ติดต่อผมมาพักใหญ่แล้ว ครั้งสุดท้ายที่พวกเราเจอกันคือแถวๆ สุสานใต้ดิน”
แถวสุสานใต้ดิน…ฟรังก้าเปลี่ยนเรื่องถามว่า
“กริฟฟิธ คุณแทรกซึมเข้าไปใน ‘นิกายมอสส์’ แทนที่ตัวจริง เพื่อจุดประสงค์อะไร?”
นิคิลาเน้นเสียงอย่างจริงจังว่า
“ผมนี่แหละตัวจริง”
“จุดประสงค์ของพวกเราคือ ทำให้ระดับสูงของ ‘นิกายมอสส์’ ค่อยๆ รู้ถึงการมีอยู่ของทุ่งร้าง เพื่อให้พวกเขาช่วยเปิดตราผนึกของทรีอาร์ยุคที่สี่ในช่วงเวลาสำคัญ”
ฟรังก้าถามด้วยท่าทีเข้าใจบางอย่างว่า
“ภายใต้ ‘ความช่วยเหลือ’ ของคุณ เครเมอโลผู้เป็น ‘เสาหลัก’ ก็รู้ถึงการมีอยู่ของทุ่งร้าง รวมถึงตำแหน่งที่แน่ชัดของมันแล้วสินะ?”
เป็นเพราะรู้มากเกินไป อีกทั้งตัวเองก็มีเทวบารมีอยู่ด้วย เครเมอโลถึงได้ค่อยๆ เสียสติจากผลข้างเคียงของเหตุการณ์หอพัก จึงยิ่งต้านทานเสียงเรียกของทุ่งร้างไม่ไหวสินะ?
ทางศาสนาเทพจักรกลไอน้ำไม่เคยได้ยินว่า มีเรื่องคล้ายๆ แบบนี้ อย่างน้อยก็ไม่มีอาการรุนแรงขนาดนี้…
“ใช่” นิคิลาแบ่งปันความรู้สึกกับคนรักในฝัน “ดังนั้น สำหรับผมแล้ว มันเป็นทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ผมพยายามอย่างมากกว่าจะได้รับความไว้วางใจจากเครเมอโล ทำให้เขาสนใจทุ่งร้างโดยไม่เกิดความสงสัย จนได้รับข้อมูลที่ต้องการ แต่ตอนนี้ ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า ผมต้องคิดใหม่ว่าจะทำยังไงให้หนึ่งในสิบเสาหลักคนต่อไปเชื่อใจ”
“แล้วเรื่องดีคือ?” ฟรังก้ารู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
นิคิลายิ้มพลางกล่าวว่า
“ถ้าเครเมอโลกลับคืนสู่ทุ่งร้าง บางทีสักวัน ผมอาจจะได้รับตะกอนพลังของปราชญ์พิศวงก็ได้”
“ปราชญ์พิศวงคือลำดับ 4 ของเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ หรือ? พวกคุณ ‘คนในกระจก’ สามารถเลื่อนลำดับได้ด้วยการดื่มโอสถหรือ?” ฟรังก้าถามสองคำถามอย่างรวดเร็ว
นิคิลาพยักหน้า
“ใช่แล้ว ผมสามารถเลื่อนลำดับเป็น ‘ปราชญ์พิศวง’ ด้วยการดื่มโอสถได้ ก็บอกแล้วว่าเป็นตัวจริง”
“คุณเคยดื่มโอสถมาก่อนไหม?” ฟรังก้ามองร่างของกริฟฟิธที่ยังไม่ได้สกัดตะกอนพลังออกมา
“ไม่เคย” นิคิลาตอบอย่างตรงไปตรงมา
เฮ้อ ไม่ดรอปตะกอนพลัง…หลังจากสบถด้วยคำศัพท์เกมก่อนข้ามมิติในใจแล้ว ฟรังก้าก็พูดว่า
“โมรัน·อาวินีตายมาได้สักพักแล้ว และหัวหน้าของพวกคุณก็ไม่สามารถออกจากตราผนึกได้ ไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นจากพวกคุณ หรือออกคำสั่งได้ แล้วใครกันที่รับผิดชอบติดต่อกับ ‘คนในกระจก’ ในทรีอาร์ รวมถึงจัดการปัญหาประจำวัน?”
“ปาเลีย เธอได้รับคำสั่งจากหัวหน้า และได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง” นิคิลาตอบ แต่ไม่ได้อธิบายละเอียดเหมือนก่อนหน้านี้
นักวิจัยแร่ชื่อจัสมิน ที่เรากำลังติดตามอยู่…น่าแปลกที่ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะถูกออกหมายจับ เธอก็ยังปรากฏตัวในทรีอาร์ใต้ดินถึงสองครั้ง…นี่กำลังสร้างเครือข่ายติดต่อของ ‘คนในกระจก’ ในทรีอาร์ขึ้นมาใหม่หรือ? ฟรังก้ารีบถามว่า
“คุณมีวิธีติดต่อปาเลียไหม?”
นิคิลาส่ายหัวอีกครั้ง
“ตอนนี้เธอติดต่อเรามาทางเดียว”
“ด้วยวิธีนี้ ถ้าใครในพวกเราถูกจับได้ ก็จะไม่ส่งผลกระทบถึงคนอื่น”
“ตามข้อตกลงก่อนหน้า ปาเลียจะติดต่อผมผ่านโลกในกระจกสัปดาห์ละครั้ง เพื่อยืนยันสถานการณ์ของผมและแลกเปลี่ยนข้อมูลใหม่ เวลาประมาณ 2 ทุ่มถึง 4 ทุ่มของคืนวันอาทิตย์”
พวกคุณไม่รู้สึกว่ามันยุ่งยากและไม่สะดวกหรือ? แน่ละ ความปลอดภัยสูงกว่าจริงๆ…หลังจากฟรังก้าบ่นในใจสองสามประโยค เห็นร่างของนิคิลาเริ่มจางลงเรื่อยๆ อีกไม่นานก็จะสลายไป รีบถามคำถามสุดท้าย
“โลกในกระจกของพวกคุณ นอกจากเชื่อมต่อกับทรีอาร์ยุคที่สี่และทรีอาร์ปัจจุบันแล้ว ยังเชื่อมต่อกับที่ไหนได้อีก?”
คำถามนี้มาจากจดหมายของลูเมี่ยน
เขายืนยันว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโมโรลากับโลกภายนอกเป็นไปผ่านโลกในกระจกพิเศษนั้น
นิคิลานึกทบทวนแล้วตอบว่า
“มีสถานที่พิสดารแห่งหนึ่ง คล้ายกับทรีอาร์ยุคที่สี่มาก และถูกผนึกไว้เช่นกัน ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มีชีวิต แต่พวกเราไม่สามารถเข้าไปได้”
‘คนในกระจก’ ยากที่จะใช้โลกในกระจกพิเศษเดินทางไปโมโรลาโดยตรง…ฟรังก้าพยักหน้าเบาๆ พูดว่า
“เพื่อนร่วมงานบางคน หรือหลายคนของพวกคุณที่เดินทางไปลุนเบิร์ก ก็เพื่อค้นหาสถานที่พิสดารที่ถูกผนึกนั่นใช่ไหม?”
“ใช่ แม้พวกเราไม่สามารถไปถึงได้โดยตรง แต่ถ้าสามารถเข้าไปด้วยวิธีปกติได้ ก็จะสามารถใช้พลังของโลกในกระจกของพวกเรา…” ขณะที่นิคิลากำลังพูด เขาพบว่าตัวเองไม่สามารถรักษาความสมบูรณ์ของดวงวิญญาณได้อีกต่อไป
เขามองฟรังก้า กวาดตามองใบหน้างดงามเหลือเกินนั้นด้วยความอาลัยอาวรณ์และเป็นทุกข์
ผิวของฟรังก้าพลันขึ้นเป็นขนลุกซู่
มองดูนิคิลาในกระจก หรือก็คือกริฟฟิธ ‘คนในกระจก’ ที่ค่อยๆ หายไป ฟรังก้าได้แต่ถอนหายใจเงียบงัน
“การ ‘หว่านเสน่ห์’ อย่างเข้มข้นและถี่ในเวลาสั้นๆ ผลกลับอยู่ได้นานเพียงนี้ อาจต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองวันกว่าจะจางหาย…”
“การ ‘หว่านเสน่ห์’ ซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน รักษาไว้ในระยะยาว ดูเหมือนจะทำให้คนหนึ่งตกหลุมรักเราแบบหยั่งรากลึกได้…ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าความรักแบบนี้ หลังจากหมดอิทธิพลของพลังวิเศษแล้ว จะคงความสดใหม่ได้นานแค่ไหน หนึ่งปีน่าจะไม่มีปัญหา แต่จะเอาชนะอาการเบื่อเมื่อครบเจ็ดปีได้หรือไม่ก็พูดยาก…”
“หึๆ ‘นักล่า’ สามารถสร้างทีมได้ ‘นางมาร’ ก็เช่นกัน และความจงรักภักดีของทีม รวมถึงความเข้าใจระหว่าง ‘นางมาร’ ก็จะสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ปัญหาเดียวคือ สมาชิกในทีมแทบจะไม่มีความร่วมมือที่มาจากใจ มีแต่ความเกลียดชังระหว่างกัน เป็นสนามรบเลือดอะไรแบบนี้…”
ฟรังก้าเก็บกระจกบานนั้น พูดกับจินนาและอ็องโตนีว่า
“ไม่ต้องรอแล้ว คนนี้ไม่มีตะกอนพลัง”
ในตอนนี้ จินนาได้รวบรวมของที่ริบมาได้เสร็จแล้ว ได้เงิน 460 เฟลคินและม้วนกระดาษเก้าม้วนจากตัวนิคิลา
ม้วนกระดาษเหล่านี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง ใช้คาถาอะไร ต้องรอคำตอบจากการ ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ ในภายหลัง
อ็องโตนีมองศพของนิคิลาและม้วนกระดาษทั้งเก้าม้วนแวบหนึ่ง พูดอย่างไตร่ตรองว่า
“พวกเราจะส่งคนหนึ่งใช้ ‘คำลวง’ ปลอมตัวเป็นนิคิลา รอให้ ‘คนในกระจก’ ที่ชื่อปาเลียติดต่อมาดีไหม?”
“ได้ แต่ความหวังมีน้อย” ฟรังก้าไตร่ตรองก่อนพูดว่า “แม้พวกเราจะสามารถฝังศพไว้ และพยายามป้องกันการทำนายและคำพยากรณ์ได้บ้าง แต่กว่าจะถึงวันอาทิตย์ยังอีกหลายวัน เวลาห่างกันนานเกินไป หัวหน้าของ ‘คนในกระจก’ น่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้บ้าง อา…ยังไงจะลองดูก็ได้ ไม่ได้เสียอะไร”
หลังจากเตรียมการป้องกันการทำนายและคำพยากรณ์เสร็จ รอจนศพของนิคิลากลายเป็นเศษกระจกแตกหลายชิ้น จินนาขมวดคิ้วเล็กน้อยพูดว่า
“นี่ก็ไม่มีเศษชิ้นส่วนโลกในกระจกพิเศษเหมือนเดิม”
โมรัน·อาวินีคนก่อนหน้าก็ไม่ได้ทิ้งไว้เช่นกัน
เศษสองชิ้นที่จินนาและฟรังก้ามีอยู่ในปัจจุบัน ได้มาจากการ์ดเนอร์·มาร์ตินในกระจก กับห้องฝังศพของตระกูลทามาร่า
“คนในกระจกแบบไหนกันที่จะทิ้งเศษชิ้นส่วนโลกในกระจกพิเศษไว้? มาร์ตินปลอมคนนั้นมีอะไรพิเศษกันแน่? คราวหน้าถ้าจับ ‘คนในกระจก’ ได้อีก ต้องถามคำถามนี้ให้ดีๆ แล้ว…” ฟรังก้าพึมพำกับตัวเอง
ทั้งสามคนจัดการสถานที่เสร็จอย่างรวดเร็ว โดยฟรังก้าเป็นผู้กระตุ้น ‘เครื่องรางน้ำแข็ง’ เพื่อ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังทางเข้าออกโลกในกระจกตายตัว
ในระหว่างนี้ ฟรังก้ายังใช้โอกาสที่พลังของ ‘เครื่องรางน้ำแข็ง’ ยังไม่จางหาย ส่งข่าวกรองที่ได้จากปฏิบัติการครั้งนี้ไปให้ลูเมี่ยน
…………
ที่โมโรลา ชั้นสองของบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’
ลูเมี่ยนที่กำลังอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์ เหลือบมองไปทางกระจกในห้อง แลเห็นประกายน้ำไหววูบ โดยมีคำในภาษาอินทิสลอยขึ้นมาเป็นบรรทัดๆ
ขณะที่กำลังอ่าน ลูเมี่ยนพลันชะงักไป
เขาพบว่าตัวเองได้มองข้ามอะไรบางอย่างไป
ณ เวลานี้ ‘คนในกระจก’ ที่ถูกส่งไปสืบหาร่องรอยของ ‘0-01’ ที่ลุนเบิร์ก จะแทรกซึมเข้ามาในโมโรลาด้วยหรือไม่?
และพวกเขาแตกต่างจาก ‘คนในกระจก’ ที่เกิดจากอุบัติเหตุในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน พวกเขาสามารถใช้โลกในกระจกพิเศษได้!
…………………………………………………….