ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 823 ‘การเตือน’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 823 ‘การเตือน’
ตอนที่ 823 ‘การเตือน’
“ถ้าพวกคนในกระจกแทรกซึมเข้ามาในโมโรลา พวกเขาจะทำอะไร?” ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เก็บหนังสือกลับเข้ากระเป๋านักเดินทาง ก้าวลงบันไดทีละขั้น เดินมาถึงห้องโถง
ขณะนี้เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี ในบาร์คึกคักมาก จูลี่ถือถาดเดินไปมาระหว่างโต๊ะกลมเล็กๆ ราวกับผีเสื้อ นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารไปเสิร์ฟให้ลูกค้าแต่ละคน
ลูกค้าเหล่านั้นล้วนรักษามารยาท ไม่มีใครฉวยโอกาสตบก้นจูลี่หรือถูไถร่างกายส่วนหน้าอกของเธอ
นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขามีศีลธรรมหรือมีอารยธรรม คนที่เข้ามาในโมโรลาได้ล้วนเป็นอาชญากรคดีร้ายแรงที่เปื้อนเลือดทั้งสองมือ ที่พวกเขากลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายนั้น เป็นเพราะเมื่อไม่นานมานี้มีคนทำตัวเป็นตัวอย่างที่ผิด
สองสามวันนี้ อารมณ์ของจูลี่ไม่ค่อยมั่นคงนัก มักเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เธอมักจะย่างก้าวแผ่วเบา หลบมือและแขนที่คอยจะหาโอกาสลวนลามท่ามกลางเสียงหัวเราะ พอตกเย็นก็ถูกคนหาจังหวะบีบก้นเต็มมือ
ส่งผลให้ความดุร้ายและความคลุ้มคลั่งที่จูลี่เก็บกดไว้ พลันระเบิดปะทุออกมา
หากไม่ใช่เพราะลูเมี่ยนห้ามไว้ทัน เตือนว่านี่ไม่ถือเป็นการต่อสู้ที่ถูกกฎหมาย ตอนนี้ไอ้ขี้เมาคนนั้น คงถูกส่งเข้าครัวหลัง ในสภาพที่ขาดอวัยวะสำคัญไปแล้ว
ในที่สุด ภายใต้เงื่อนไขที่ไอ้ขี้เมายืนกรานไม่ยอมรับคำท้าประลองจากจูลี่ หลังจากที่ทุกคน ‘เจรจา’ กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ ‘สมัครใจ’ สับมือข้างนั้นทิ้งเพื่อแสดงความขอโทษ หากไม่แล้ว เขาอาจจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จู่โจมเถ้าแก่บาร์ที่พูดจาไม่ไพเราะและน่ารังเกียจ บีบให้อีกฝ่ายต้องป้องกันตัวตามกฎหมาย
ลูเมี่ยนชำเลืองมองจูลี่ที่ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า แล้วเดินเข้าไปในครัว เห็นเลสที่ว่างสักทีหลังจากงานยุ่งมาตลอดทั้งวัน กำลังนั่งกินอาหารเย็นของตัวเองอยู่
เขาจิ้มนิ้วมือที่ทอดจนเป็นสีคาราเมลขึ้นมาหนึ่งนิ้ว ใส่เข้าปากเคี้ยวกรอบๆ
ลูเมี่ยนถอนหายใจเงียบงันก่อนเอ่ยปาก
“ผมจะออกไปข้างนอกสักหน่อย คุณช่วยดูแลจูลี่ด้วย”
“ไม่มีปัญหา” เลสชี้ไปที่มือที่กลายเป็นเศษชิ้นส่วนในจานอาหาร พูดว่า “เถ้าแก่ จะลองชิมสักหน่อยไหม? ผมค้นพบวิธีทำอาหารใหม่ ทอดน้ำมันก่อน แล้วใส่น้ำซอสที่ปรุงไว้ นึ่งยี่สิบนาที”
เด็กหนุ่มหามุมที่มองเห็นสุสานและทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินผ่านหน้าต่าง แล้วลากเก้าอี้พนักพิงไม้มาตัวหนึ่ง
ตบพนักเก้าอี้เบาๆ ลูเมี่ยนถอนหายใจพลางรำพึงว่า
“ศาสนจักรความรู้ใส่ใจคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ…”
ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการวางเก้าอี้ไว้ข้างชั้นหนังสือทองเหลืองเลย
“น่าเสียดาย ไม่มีที่วางเท้า” ลูเมี่ยนนั่งลง ทอดสายตาไปยังสุสานนอกหน้าต่างกระจกสี อาศัยแสงจันทร์สีแดงเพลิงบนฟ้าสูง ตรวจสอบสถานการณ์บริเวณทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน
ตามข้อมูลในมือ ชาลิสต์ที่เข้าเวรในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินมาสองวันแล้ว จะกลับขึ้นมาบนพื้นดินในคืนนี้เวลาสามทุ่ม
งานของลูเมี่ยนคือ ทำให้คนอื่นเชื่อว่า ‘เขามาที่ศาสนจักรความรู้เพื่ออ่านหนังสือ แต่ความจริงแล้วมาเพื่อสังเกตสถานการณ์ในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน รวมถึงกิจวัตรของเจ้าหน้าที่ทดลอง’
ทว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขามีเพียงหนึ่งเดียว
นั่นก็คือใช้การอาศัยการสังเกตการณ์บังหน้า เพื่อปิดบังความชอบในการอ่านหนังสือของตน
ด้วยเหตุผลนี้ เขาจึงไม่ต้องเสียเวลาเดินเตร่ไปทั่วบาร์สัตว์กินเนื้อ ดื่มเหล้าคุยโว สามารถอ่านหนังสือที่เหลือให้จบก่อนกำหนดได้
อาศัยแสงเทียนที่สว่างหนาแน่นในศาสนจักรความรู้ ลูเมี่ยนอ่านหนังสือไปสักพัก ก็บังคับตัวเองให้เงยหน้าขึ้น สังเกตทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินสักสองสามนาที
หลังจากทำแบบนี้ซ้ำๆ หลายครั้ง เขาก็นึกถึงพี่สาวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ตอนนั้น โอลัวร์มักจะเร่งให้เขาเรียน แต่เว้นระยะไปสักพักก็จะลากเขาออกจากโต๊ะ บังคับให้มองต้นไม้นอกหน้าต่าง มองทุ่งเลี้ยงสัตว์บนภูเขาไม่ไกล
แต่ตอนนี้ เด็กหนุ่มต้องพึ่งพาการยับยั้งชั่งใจส่วนตัวแล้ว
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป นาฬิกาใหญ่ในโบสถ์ก็ดังแต๊งๆ
กลุ่มผู้บังคับใช้กฎที่สวมเสื้อคลุมดำ เดินออกจากศาสนจักรความรู้อย่างไร้อารมณ์ เลี้ยวเข้าสุสาน มาถึงทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน
ไม่นานนัก ณ บันไดหินสีเทาขาว ซึ่งทอดลงไปยังอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน กลุ่มผู้บังคับใช้กฎก่อนหน้านี้ก็เดินออกมาอย่างเป็นระเบียบ ไม่เร็วไม่ช้า
ลูเมี่ยนอาศัยสายตาของ ‘นักล่า’ กอปรกับแสงจันทร์สีแดงเพลิง แลเห็นว่าคนที่นำขบวนคือชาลิสต์ที่สวมเสื้อคลุมดำและผ้าปิดตา
‘นางมาร’ รายนี้เดินออกจากบริเวณทางเข้าอย่างไม่รีบร้อน ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ แล้วถอดผ้าดำที่ปิดตาออก
ขบวนที่เดินตามหลังเธอถือว่ายาวมาก ทุกคนถือตะเกียงคนละหนึ่งดวง
ในตอนนั้นเอง ลูเมี่ยนรู้สึกเหม่อไปชั่วขณะ มีความรู้สึกว่าความมืดมิดลึกล้ำ ณ ทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพ เกิดมีชีวิตขึ้นมากะทันหัน
ความมืดดังกล่าวกลืนกินเจ้าหน้าที่ทดลองที่เดินอยู่ท้ายสุดในชั่วพริบตา
ลูเมี่ยนกะพริบตา พบว่าความมืดดังกล่าวมิได้บิดเบี้ยวแต่อย่างใด ความผิดปกติที่เขาเห็นเมื่อครู่คงเป็นเพียงภาพหลอน
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแผ่วเบา นับจำนวนเจ้าหน้าที่ทดลองในขบวนที่นำโดยชาลิสต์อีกครั้ง
ไม่นาน ลูเมี่ยนก็ได้ข้อสรุป
“ขาดไปหนึ่งคน…และขาดตะเกียงไปหนึ่งดวง…”
ลูเมี่ยนจ้องมองชาลิสต์และคณะ จนกระทั่งพวกเขากลับเข้าไปในศาสนจักรความรู้
เมื่อใกล้ถึงทางขึ้นบันได ชาลิสต์เอียงศีรษะมาอย่างเป็นธรรมชาติ จ้องมองลูเมี่ยนแวบหนึ่ง
ลูเมี่ยนวางขาขวาพาดเข่าซ้าย เอนพิงพนักเก้าอี้ ยอมรับการจ้องมองของอีกฝ่ายอย่างสงบ
เขารู้สึกว่าชาลิสต์น่าจะสังเกตเห็นการจ้องมองของเขา
แสดงให้เห็นว่า เธอน่าจะยังรักษาความเป็นตัวเองไว้ได้พอสมควร
“ฟู่ว…ไม่ต้องกังวลว่าจูลี่จะระเบิดอารมณ์ในตอนนี้…” ลูเมี่ยนถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก มองส่งชาลิสต์และคณะเจ้าหน้าที่ทดลอง หายลับไปจากทางขึ้นบันได
สองวันนี้เขากังวลมาตลอด ว่าถ้าชาลิสต์เป็นอะไรไป อาจทำให้จูลี่คลุ้มคลั่ง และบุ่มบ่ามลงมือก่อนที่การเตรียมการจะพร้อมสรรพ
นั่นจะส่งผลกระทบต่อการอ่านหนังสือเรียนของเขา!
หลังจากมองดูอยู่พักหนึ่ง ลูเมี่ยนก็เห็นอาร์ชบิชอปแห่งโมโรลา เฮราเบเกอร์ กำลังเดินตรวจตราผ่านชั้นหนังสือทองเหลืองทีละชั้น
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่หลายวินาที เมื่ออีกฝ่ายเดินมาใกล้จึงเอ่ยปากขึ้น
“ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป ผมมีคำถามอยากจะขอคำแนะนำครับ”
เฮราเบเกอร์ในชุดคลุมยาวสีขาวล้วน ขลิบด้วยเส้นด้ายทองเหลือง แย้มยิ้มอย่างเมตตาระคนชื่นชม
“เชิญถามได้”
ลูเมี่ยนถือหนังสือในมือ ถามอย่างจริงใจ
“ข้อห้ามในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน ดูเหมือนจะมีไว้สำหรับคนเป็น ถ้าคนที่เข้าไปเป็นผู้ตายกับอันเดดล่ะ?”
เฮราเบเกอร์จ้องมองลูเมี่ยนลึกๆ หนึ่งที ยิ้มตอบว่า
“ผู้ตายก็ควรจะหลับใหลตลอดกาล คุณว่าไหม?”
หมายความว่า เมื่ออันเดดเข้าไปในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน ก็จะจมดิ่งสู่การหลับใหลตลอดกาลงั้นหรือ? สมกับที่ ‘0-01’ มีคุณสมบัติในเชิงความตายและความมืด…ถ้าอย่างนั้นก็คงใช้หน้ากากทองคำของตระกูลอายเกสหาช่องโหว่ไม่ได้แล้ว…ลูเมี่ยนถอนหายใจอย่างเสียดายพลางว่า
“ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
เฮราเบเกอร์เจ้าของเรือนผมและหนวดเคราขาวแซม พูดด้วยน้ำเสียงแบบครูบาอาจารย์
“การเรียนรู้ก็ต้องระวังเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงด้วย อย่าอ่านหนังสือดึกๆ ดื่นๆ รักษาความก้าวหน้าแบบที่เป็นอยู่ก็พอแล้ว”
นี่มัน…เขากลัวว่าสภาพของเราจะแย่ลง จนถูกมลทินที่ติดมากับความรู้ในหนังสือกดดันหรือ? ต้องควบคุมความเร็วของการติดมลทินสินะ? ลูเมี่ยนลุกขึ้นตอบอย่างครุ่นคิด
“ครับ ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป”
เขารีบยัดหนังสือในมือกลับเข้า ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วเดินออกจากศาสนจักรความรู้ท่ามกลางสายตาพึงพอใจของเฮราเบเกอร์
ขณะเดินผ่านลานกว้างด้านนอก ลูเมี่ยนเห็นจูลี่เดินออกจากประตูด้านข้างศาสนจักรด้วยหางตา ทั้งตัวเธอเปี่ยมไปด้วยอารมณ์โล่งใจ
มาตรวจสอบสถานการณ์ทันทีเลยสินะ…ลูเมี่ยนมองจูลี่เลี้ยวเข้าตรอกอื่น แล้วเดินกลับไปที่บาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ตามลำพัง
เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย เขาได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นอย่างฉับพลันจากตำแหน่งไม่ไกลนัก
“ฝีมือจูลี่หรือ?” ลูเมี่ยนพึมพำอย่างขบขัน “อารมณ์ไม่ดีก็ต้องไปตัด อารมณ์ดีก็ต้องไปตัด จะพักสักหน่อยหาความบันเทิงอย่างอื่นทำบ้างไม่ได้หรือ?”
ยังดีที่โมโรลามีผู้ถูกเนรเทศมากพอ
แต่ลูเมี่ยนก็มั่นใจว่า หลังจากพวกเขาเข้ามา จำนวนคนตายในแต่ละวันก็เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าหลายเท่าตัว
หรือก็คือพวกเขาไม่สามารถอยู่ได้นานนัก มิเช่นนั้น ผู้ถูกเนรเทศที่ส่งมาเพิ่มคงไม่ทันกับอัตราการสูญเสีย โมโรลาจะต้องเผชิญวิกฤตการณ์ขาดแคลนประชากรสำหรับตราผนึก
ขณะนี้บาร์ปิดแล้ว ลูเมี่ยนเดินไปหลังเคาน์เตอร์ รินแลงติร้อนแรงให้ตัวเอง จิบเบาๆ ราวกับกำลังเฝ้ารอบางสิ่ง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ร่างของจูลี่สวมเสื้อเชิ้ตกับกระโปรงยาว ได้ปรากฏขึ้นตรงประตู
เธอที่ยังมีสีแดงระเรื่อค้างอยู่บนแก้ม มองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง แล้วถามด้วยรอยยิ้ม
“เถ้าแก่ รอฉันอยู่หรือ?”
ในมือเธอกำลังเล่นกับวัตถุสีเลือด ซึ่งถูกแช่อยู่ในน้ำแข็ง
ลูเมี่ยนจิบแลงติร้อนแรง ถามกลับแทนคำตอบ
“คุณรู้จักชื่อผมไหม?”
จูลี่เดินมาทางเคาน์เตอร์บาร์ ส่ายหน้าพลางพูดยิ้มๆ
“ฉันรู้แค่ว่า คุณเป็นเถ้าแก่ของฉัน”
“แต่ชาลิสต์ที่เป็นสมาชิกหน่วยบังคับใช้กฎหมาย น่าจะรู้ชื่อของทุกคนที่อาศัยอยู่ในโมโรลา” ลูเมี่ยนชี้ตรงถึงการมีอยู่ของชาลิสต์
สีหน้าจูลี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แล้วยิ้มถอนหายใจพูดว่า
“แต่เธอบอกว่า…หลุยส์น่าจะเป็นชื่อปลอม”
“ผมไม่เชื่อว่าพวกคุณไม่เคยติดต่อกับโลกภายนอก ไม่เคยขอให้พรรคพวกช่วยสืบหาตัวจริงของผม” ลูเมี่ยนนำมือข้างหนึ่งวางบนโต๊ะเคาน์เตอร์บาร์ จิบเหล้ากลั่นอย่างผ่อนคลาย
จูลี่เบ้ปาก ไม่ได้ตอบตรงๆ ว่าเคยสืบหาตัวตนที่แท้จริงของลูเมี่ยนหรือไม่ เพียงแต่พูดว่า
“มันไม่สำคัญหรอก”
“ก็จริง” ลูเมี่ยนพยักหน้ายิ้มๆ “ก่อนหน้านี้ผมจับ ‘คนในกระจก’ จากทรีอาร์ใต้ดินได้คนหนึ่ง เขาบอกว่าพวกพ้องบางคนได้เดินทางมาถึงลุนเบิร์กแล้ว ต้องการจะหาโมโรลาให้พบ ตามข้อมูลล่าสุดระบุว่า ‘คนในกระจก’ คนนั้น หรือพวกนั้น อาจจะเข้ามาในนี้แล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจูลี่ค่อยๆ จางหาย สีหน้าเผยความหนักอึ้งออกมาบ้าง
ลูเมี่ยนดื่มแลงติร้อนแรงที่เหลือรวดเดียวหมด วางแก้ว แล้วออกจากเคาน์เตอร์บาร์ เดินขึ้นชั้นสอง
จูลี่นั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้สูงตรงเคาน์เตอร์บาร์สักพัก แล้วเดินออกจากบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ไปเลย
ณ โมโรลา ในบ้านร้างหลังหนึ่ง
‘นางมาร’ ผู้นี้สวมแหวนทองฝังอัญมณีสีน้ำเงิน นั่งลงหน้ากระจกเงาครึ่งตัว
ภาพของเธอในกระจกพลันสั่นไหวแผ่วเบา พร้อมกับเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
…………………………………………………….