ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 824 ฝันร้ายกลายพันธุ์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 824 ฝันร้ายกลายพันธุ์
ตอนที่ 824 ฝันร้ายกลายพันธุ์
จูลี่เห็นตัวเองในกระจกค่อยๆ เปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด สีหน้าเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น ในดวงตามีแววร้ายกาจเพิ่มขึ้น
เธอไม่แปลกใจกับเรื่องนี้แต่อย่างใด กลับยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มเยาะหยัน
จูลี่ในกระจกพลันเกิดอาการตื่นเต้น สองมือจับกระจก พยายามใช้เล็บข่วนให้เป็นรอยแยก
ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวทันใด ความชั่วร้ายในดวงตาราวกับจับต้องได้
ไม่นานนัก เบื้องหลังเธอก็ปรากฏร่างหนึ่ง เป็นร่างชายผมสั้นสีน้ำตาล
ชายคนนี้มีหน้าตาคล้ายจูลี่ราวเจ็ดส่วน เปรอะเปื้อนคราบเลือดทั่วหน้าเหมือนจูลี่ในกระจก ทั้งน่าขนพองสยองเกล้าและร้ายกาจ
จูลี่ใช้นิ้วหัวแม่มือลูบแหวนทองคำฝังพลอยสีน้ำเงิน เห็นตัวตนที่เป็นสตรีและชายของตน ค่อยๆ เล็กลงจางลง เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมปัจจุบันของพวกเขา
นั่นคือโลกอันมืดมิดลึกล้ำ แทบไม่มีแสงสว่างเลย
ภายนอกของโลกนี้ มีจุดแสงนับไม่ถ้วนแทนกระจกแต่ละบาน กระจายอยู่ทั้งบนล่างซ้ายขวาหน้าหลัง ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากการผนึกของโมโรลา ดูพร่ามัวยากจะเข้าถึง
สายตาของจูลี่กวาดมองจุดแสงที่ยังพอสว่างชัด อาศัยลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของ ‘นางมาร’ มองไปยังกระจกบานหนึ่ง
ในกระจกบานนั้นมีเงาดำของมนุษย์ปรากฏขึ้นมา
ราวกับรู้สึกถึงสายตาของจูลี่ เงามนุษย์ดังกล่าวก็ถอยกรูดออกไป ละจากกระจกบานนั้น
จูลี่รีบยื่นมือเข้าไปในกระจกทันที พร้อมกับพาทั้งร่างทะลุผ่านเข้าไปด้วย
เธอเพิกเฉยต่อคำสาปและคำด่าของตัวตนทั้งสองในกระจก เทเลพอร์ตตรงไปยังกระจกบานที่เมื่อครู่ปรากฏเงาดำ
เธอเดินออกมาจากกระจกบานไม่ใหญ่ พบว่าที่นี่คือห้องที่ถูกทิ้งร้างมานาน ร่องรอยต่างๆ ถูกลบออกไปหมด
จูลี่หันไปทางหน้าต่างซึ่งอยู่ติดกับกระจก สำรวจสภาพแวดล้อมภายนอก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเธอคือ สุสานที่หลับใหลใต้แสงจันทร์สีแดงเรื่อ คือวิหารที่ดูคล้ายห้องสมุด คือทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินที่มองเห็นได้ชัดเจน
“คนในกระจกเข้ามาจริงๆ ด้วย…”
…………
ชั้นสองของบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’
ลูเมี่ยนเอนเก้าอี้จนสุด ยกเท้าพาดไว้ อ่านหนังสือในมืออย่างตั้งใจ
ยังเช้าอยู่ ยังพอเรียนรู้ต่อได้อีกสักพัก!
เขาบอกเรื่อง ‘คนในกระจก’ กับจูลี่ ก็เพื่อต้องการอาศัยพลังของนิกายนางมารในการยืนยันและค้นหา เพราะในฐานะ ‘นักล่า’ เขาไม่สามารถใช้พลังของตัวเองเพื่อควบคุมโลกในกระจก ส่วน ‘กระดุมกระจก’ ที่เป็นวัตถุภายนอก ก็เหลือใช้ได้อีกแค่สองครั้งเท่านั้น
ตอนที่ลูเมี่ยนนึกถึงคำกำชับของเฮราเบเกอร์ อาร์ชบิชอปแห่งโมโรลา และเตรียมจะเลิกอ่านหนังสือ เพื่อวางแผนจะนอนให้มากขึ้นสองสามชั่วโมงคืนนี้ ก็มีคนมาเคาะประตูห้องเขา
บุคคลหน้าประตูคือจูลี่
จูลี่พยักหน้าเบาๆ ให้กับลูเมี่ยน
“พบคนในกระจกหนึ่งคน กำลังแอบดูอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน แต่จับตัวเขาไม่ได้”
“มีคนเดียวหรือ?” ลูเมี่ยนถามเพื่อความแน่ใจ
จูลี่ ‘อืม’ เบาๆ
“คนเดียว”
พูดจบ เธอก็หันหลัง เดินไปยังห้องของตัวเอง
ลูเมี่ยนหัวเราะ ‘เฮอะๆ’
“ไม่เพียงจับไม่ได้ แถมยังไม่ได้เห็นหน้าตาอีกฝ่ายเลยสินะ?”
เขาพูดเสียงเบามาก ราวกับพูดกับตัวเอง แต่ดังพอให้จูลี่ได้ยิน
จูลี่หันตัว หัวเราะเยาะตอบกลับ
“อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนที่แม้แต่ร่องรอยของ ‘คนในกระจก’ ก็ยังหาไม่เจอ ต้องให้ฉันมายืนยัน”
ลูเมี่ยนแกล้งทำเป็นสำลัก ตอบกลับอย่างดื้อรั้น
“ผมแค่อยากให้คุณได้ทำประโยชน์บ้างก็เท่านั้น”
จูลี่ไม่สนใจเขาอีก เปิดประตูเดินเข้าห้องไป
ลูเมี่ยนหัวเราะเบาๆ แล้วปิดประตูไม้เช่นกัน
ตอนนี้ จูลี่คงไม่ระแวงว่าเขาสามารถใช้โลกในกระจกได้แล้วกระมัง?
…………
ในความพร่าเลือน ลูเมี่ยนเห็นพื้นดินที่เปรอะเปื้อนด้วยเลือดมลทิน เห็นอาคารสุดอลังการที่พังทลาย เห็นเสาหินสีดำมหึมาที่ตั้งตระหง่านตามจุดต่างๆ ของซากปรักหักพัง ทอดตัวตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่ถล่มลงไปแล้ว
ลูเมี่ยนเดินไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณ ผ่านพระราชวังที่ลุกไหม้โชติช่วง ผ่านสายฝนที่โหมกระหน่ำราวน้ำตก ผ่านป่าสายฟ้าที่ฟาดลงพื้นไม่หยุด
เขาหยุดอยู่หน้าร่างศพหนึ่ง
ศพนั้นดำเกรียมไปทั้งร่าง ใบหน้าราวกับถูกลอกหนังออก เหลือเพียงกะโหลกที่ถูกควันและเพลิงแผดเผา
เบื้องหลังมันคือศพแล้วก็ศพและโครงกระดูก กองสูงเป็นภูเขาขึ้นไปกว่าร้อยเมตร
สายตาของลูเมี่ยนไล่ตามศพเหล่านั้น เลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ บางครั้งก็สบเข้ากับเปลวไฟสีขาวซีดหรือแดงคล้ำที่ลุกไหม้อยู่ในเบ้าตาของพวกมัน
ในที่สุด เขาก็ใกล้จะเห็นยอด ‘ภูเขา’ แล้ว
ทันใดนั้น ความหวาดกลัวอย่างแรงกล้า รวมถึงแรงกระตุ้นที่จะละทิ้งความคิด แล้วเชื่อฟังคำสั่งเท่านั้น ก็พลันทะลักขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ
เด็กหนุ่มลุกพรวดขึ้นนั่งทันที ลืมตาขึ้น หอบหายใจ
“ฝันร้ายอีกแล้ว….”
“ภาพในฝันร้ายชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ความถี่ก็มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย…”
ลูเมี่ยนทอดสายตาไปยังใต้ดินของโมโรลา ยื่นมือขวาออกไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับจะสัมผัสบางสิ่ง
เขาคว้าได้แต่อากาศ
เด็กหนุ่มสงบสติอารมณ์ได้รวดเร็ว พลางพึมพำกับตัวเองเงียบงัน
“ตามสถานการณ์และความคืบหน้าในปัจจุบัน ถ้าอ่านหนังสือที่เหลือจนหมดจริง ฝันร้ายจากมลทินอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพครั้งหนึ่ง…”
“มันจะนำอะไรมาให้เรา?”
“ถ้าฝันร้ายชัดเจนขึ้นอีก ความรู้สึกนั้นรุนแรงขึ้นอีก เราอาจคลุ้มคลั่งในฝันเลยก็ได้ ถึงตอนนั้น อัลบัส จูลี่ วานาค ก็คงจะได้ท้าทายเทวทูตกัน ไม่สิ ศาสนจักรความรู้คงจะกำจัดปัญหาในทันที พวกเขาที่ผนึกลุดวิกได้คงไม่รังเกียจจะผนึกอีกคน…”
ลูเมี่ยนยกมือขึ้นนวดขมับ ยิ่งรู้สึกว่าเฮราเบเกอร์ อาร์ชบิชอปแห่งโมโรลา กล่าวได้ถูกต้อง
อย่ารีบร้อนเร่งความคืบหน้า ต้องรักษาสุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจเอาไว้!
แม้จะได้รับมลทิน ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป!
ฟู่…ลูเมี่ยนถอนหายใจ เชื่อว่าอีกห้าหกวัน พอตัวเองอ่านหนังสือที่ยืมมาจนจบ สถานการณ์จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อเขา
“แต่ว่า สถานการณ์จะยังคงสงบราบรื่นอย่างตอนนี้ จนกว่าเราจะศึกษาจบจริงหรือ?”
“ตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บคราวก่อน อัลบัสก็ไม่ปรากฏตัวมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่เบื้องหลัง…”
“วานาคก็กลับมาควบคุมบริษัทดาเดสการเกษตรอีกครั้ง แต่ไม่ได้อยู่หลักแหล่งเดิมอีกต่อไป…”
“การที่ชาลิสต์เข้าเวร ณ อนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน ถือเป็นทั้งอันตรายและเป็นโอกาส เธอน่าจะใช้โอกาสนี้ผลักดันแผนของนิกายนางมารไปอีกขั้น โอกาสที่จูลี่รอคอยอาจจะมาถึงในเร็ววัน…”
“พวกเขาจะปล่อยให้เราตั้งใจเรียนจนกว่าจะอ่านหนังสือที่เหลือจนหมดจริงหรือ?”
“คงไม่มีทาง…”
ลูเมี่ยนพึมพำในใจ รู้สึกว่าอัลบัส วานาค และนิกายนางมาร คงจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่วันนี้ เป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน
พวกเขาอาจจะไม่รู้ถึงความสำคัญของการเรียน รวมถึงเรื่องที่ลูเมี่ยนกำลังตั้งใจศึกษาอยู่ แต่พวกเขาน่าจะรู้สึกได้ว่า ถ้าปล่อยให้ล่าช้าต่อไป สถานการณ์จะยิ่งไม่เป็นผลดีต่อพวกเขา!
ไม่อาจดูแคลนลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของพวก ‘นางมาร’ และไม่อาจดูแคลนความรู้สึกของเหล่าผู้อยู่เบื้องหลังอัลบัสและวานาค ซึ่งมีตำแหน่งสูงส่ง!
…………
ทรีอาร์ เขตหอรำลึก ถนนโอโรเซหมายเลข 9 ในอพาร์ตเมนต์ 702
ฟรังก้ารู้สึกภูมิใจและเปี่ยมด้วยความสุข กับเรื่องที่ตนวางแผนและดำเนินการซุ่มโจมตี ‘คนในกระจก’ มากฝีมือได้สำเร็จ
มันทำให้เธอรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งกว่าตอนนำทีมเล่นเกมก่อนข้ามมิติเสียอีก
หญิงสาวชี้ไปยังเงินสดและม้วนกระดาษบนโต๊ะกาแฟพลางเอ่ยปาก
“มาแบ่งของที่ได้มากัน พวกคุณก่อน”
ด้วยการ ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ ‘นางมาร’ ทั้งสองได้ยืนยันผลและคาถาเปิดของม้วนกระดาษแต่ละม้วนแล้ว
มีม้วนกระดาษ ‘สุริยัน’ หนึ่งม้วน ม้วน ‘รักษา’ หนึ่งม้วน ‘ฟ้าผ่า’ ‘เผาไหม้’ ‘แสงจ้า’ ‘พายุลม’ ‘น้ำแข็ง’ ‘อัมพาต’ และ ‘เสียงลับ’ อย่างละหนึ่งม้วน
อ็องโตนีเอียงตัว ทำท่าให้จินนาเลือกก่อน
จินนารู้ว่าเกรงใจไปก็เสียเวลาเปล่า คิดอยู่ไม่กี่วินาทีก็หยิบม้วนกระดาษ ‘สุริยัน’ ‘ฟ้าผ่า’ และ ‘แสงจ้า’ ไปสามม้วน
อ็องโตนีเลือก ‘รักษา’ ‘อัมพาต’ และ ‘น้ำแข็ง’ พร้อมกับทิ้ง 460 เฟลคินกับม้วนกระดาษสามม้วนสุดท้ายให้ฟรังก้า
ฟรังก้าหยิบม้วนกระดาษ ‘เสียงลับ’ ขึ้นมา พูดพลางยิ้ม
“อันนี้ค่อนข้างดีนะ เหมาะกับคนที่เป็นผู้นำปฏิบัติการ พวกคุณไม่เอาได้ไง”
‘เสียงลับ’ มีผลในการสร้างช่องทางลับระหว่างคนสามถึงห้าคน เชื่อมต่อทุกคนในระยะไม่เกินห้าสิบเมตร ทำให้คำพูดและเสียงที่แต่ละคนส่งผ่านช่องทางนี้ไปถึงหูเพื่อน โดยคนนอกจะไม่ได้ยิน และไม่ถูกกำแพงหรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ ขัดขวาง
ถ้าเธอไม่อยากได้ก็เก็บไว้ให้ลูเมี่ยนสิ…จินนาพึมพำในใจ แต่ก็ไม่อยากพูดออกมาให้ฟรังก้าเสียกำลังใจ
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังคุยกันอยู่ ผู้ส่งสารของมาดามจัดจ์เมนต์ก็นำจดหมายตอบกลับมาถึง
“นิกายมอสส์จะจัดการกับเครเมอโรที่เกิดความผิดปกติเอง พวกคุณไม่ต้องตามต่อแล้ว”
…………
ทรีอาร์ ในห้องหนึ่งที่โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด กระดาษกระจัดกระจายเต็มพื้น
เฮอร์มิท อาร์คาน่าใหญ่แห่งชุมนุมทาโรต์ ซึ่งพวกฟรังก้าเคยพบมาแล้ว กำลังสวมแว่นตากรอบดำเข้ม สวมเสื้อคลุมยาวสีดำสนิท ประดับลวดลายรูปดวงตาสีม่วงอยู่ทั่ว ยืนอยู่หน้ากำแพงที่เต็มไปด้วยเส้นวาดไร้ความหมาย พิจารณาคราบเลือดสีดำที่แทบมองไม่เห็นบนพื้น รวมถึงร่องรอยที่เหมือนจะเป็นคราบน้ำตาและน้ำลายที่แห้งแล้ว
เบื้องหน้าเธอ มีดวงตาที่แทบจะโปร่งใส ไร้ขนตา และเย็นชาผิดปกติ กำลังมองดูทุกสิ่งอย่างเงียบงัน ในม่านตาราวกับซ่อนดวงดาวระยิบระยับนับไม่ถ้วน ทั้งยังดูเหมือนจะบรรจุสารพัดภาพเอาไว้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฮอร์มิทละเลยคราบเลือดดำ แล้วเก็บผงที่ดูเหมือนจะถูกน้ำตากับน้ำลายซึมผ่านมา
ตรงหน้าเธอปรากฏรถม้าในฝันที่ทำจากฟักทอง พร้อมกับเปลี่ยนใบหน้า บุคลิก และรูปร่างของเธอไปพอสมควร
เฮอร์มิทนั่งลงบนรถอย่างสงบนิ่ง
ทันใดนั้น ฝูงหนูก็ลากรถม้าฟักทองคันนี้ไปยังอุโมงค์แห่งหนึ่งนอกสุสานใต้ดินทรีอาร์
เฮอร์มิทยังคงนั่งพิงอยู่ในรถม้าฟักทอง ในมือรวบรวมพลัง สร้างก้อนไหมพรมสีสดที่ดูไม่สมจริง
ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่รายนี้ ผสานผงที่เก็บมาก่อนหน้าเข้ากับก้อนไหมพรม แล้วโยนมันออกไป
ก้อนไหมพรมกลิ้งวูบเข้าไปในความมืดลึกของอุโมงค์ ทิ้งเส้นไหมพรมสีสดไว้บนพื้น ชี้นำทิศทางการเดินหน้า
…………………………………………………….