ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 825 การล่อลวงครั้งสุดท้าย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 825 การล่อลวงครั้งสุดท้าย
ตอนที่ 825 การล่อลวงครั้งสุดท้าย
‘เฮอร์มิท’ นั่งรถม้าฟักทอง ตามรอยไหมพรมสีสดบนพื้น ลงเรื่อยๆ ไปตามอุโมงค์มืด
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เธอมาถึงถ้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแห่งหนึ่ง
ก้อนไหมพรมสีสดที่ดูไม่เหมือนจริงนั้นหยุดอยู่ตรงนี้
ฝูงหนูและรถม้าฟักทองหายวับไป ‘เฮอร์มิท’ ล่องลอยลงมา เท้าทั้งสองแตะพื้น
แม้ไม่ต้องถอดแว่นที่พาดอยู่บนสันจมูก เธอก็มองเห็นหนองเลือดที่กระจายอยู่บนพื้น กัดกร่อนผืนดินเป็นแอ่งๆ ในความมืดสนิท
ในห้วงเลือนราง ‘เฮอร์มิท’ ราวกับเห็นภาพเหตุการณ์บางตอนในอดีต
ร่างพร่ามัวร่างหนึ่งเดินโซเซไปทางถ้ำ ทุกย่างก้าว มีหนองเลือดก้อนหนึ่งหยดแปะลงบนผิวหินและดิน ส่งเสียงกัดกร่อนซู่ซ่า
‘เฮอร์มิท’ เดินอ้อมแอ่งหนองเลือดเหล่านี้ เข้าไปในถ้ำธรรมชาติด้านหน้า แต่ที่นี่ไม่มีใครอยู่เลย แม้แต่รอยหนองเลือดที่เชื่อมต่อกันก็ขาดหายไปกะทันหัน
ราวกับว่าร่างที่หยดหนองเลือดนั้น สูญสิ้นเนื้อหนังไปจนหมด ไม่เหลือร่องรอยใดๆ หรือไม่ก็ระเหิดหายไปในคราวเดียว
เขาหายตัวไปแล้ว
“เครเมอโลหายไปแบบนี้นี่เอง…” ‘เฮอร์มิท’ ใช้เวทมนตร์สร้างดวงอาทิตย์ร้อนแรงเก้าดวงขึ้นทันที
นี่ทำให้เกิดอุณหภูมิสูงมาก แอ่งหนองเลือดบนพื้นเริ่มมีร่องรอยการระเหย
จากนั้น ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่รายนี้ก็ถอดแว่นที่พาดอยู่บนสันจมูกออก
สิ่งที่เธอเห็นว่าเป็นหนองเลือด แปรเปลี่ยนไปในทันที
หนองเลือดอะไรกัน มันชัดเจนว่าเป็นตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อันซับซ้อนพันเกี่ยวอย่างแน่นขนัด
ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ต่างๆ รวมตัวกันเป็นก้อน กัดกร่อนดินหินสารพัดชนิด กลายเป็นสีแดงสดจับตา
แม้แต่ความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับของ ‘เฮอร์มิท’ ก็ยากที่จะแยกแยะได้ว่าพวกมันแทนความหมายใดกันแน่
“แปรเปลี่ยนมาจากเนื้อหนังของเครเมอโล?” ‘เฮอร์มิท’ ครุ่นคิดเล็กน้อย ตัดสินใจที่จะแกะตัวอักษรหรือสัญลักษณ์สีเลือดทั้งหมดติดตัวไปด้วย เพื่อให้ ‘นักถอดรหัส’ ระดับสูงบางคนดู
โมโรลา บาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ชั้น 2
ลูเมี่ยนฝันร้ายอีกครั้ง แต่คราวนี้ เขากลับรู้ตัวค่อนข้างชัดเจนว่ากำลังฝันอยู่
เขาฝันว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ในอุโมงค์มืดมิด พื้นปูด้วยแผ่นศิลา สองข้างฝังอิฐไว้ บนผนังมีตะเกียงเหล็กเป็นสนิมติดไว้เป็นระยะ แต่ไม่มีดวงไหนถูกจุดเลย
ลูเมี่ยนเดินไปเรื่อยเปื่อย บางครั้งเลี้ยวขวา บางครั้งเดินลงบันได บางครั้งนั่งพักพิงผนัง
ทันใดนั้น เขาเห็นแสงสว่างสีเหลืองๆ ลอยอยู่เบื้องหน้า
ภายใต้แสงดังกล่าว ร่างที่สวมเสื้อคลุมดำหลายร่างทยอยปรากฏขึ้น
พวกเขาถือตะเกียงที่ลุกไหม้เงียบงัน ตรงตำแหน่งดวงตามีผ้าดำหนาหลายชั้นปิดอยู่
ขบวนผู้บังคับใช้กฎหมาย…ขบวนเจ้าหน้าที่ทดลอง…ลูเมี่ยนพลันเข้าใจ
นี่เรากำลังฝันถึงสภาพในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินอยู่หรือ?
มันเหมือนกับที่บรรยายไว้ในเอกสารผนึก ‘0-01’ และหนังสือจริงๆ…
เราใช้ความรู้ที่มี อาศัยมลทินที่ได้รับ สร้างอุโมงค์บางส่วนของอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินขึ้นในแดนฝันหรือ?
ในตอนนี้ แม้เหล่าผู้บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ทดลองจะปิดตา กลายเป็นคนตาบอด มองไม่เห็นสิ่งใด แต่ทุกคนก็เดินได้อย่างมั่นคง รักษาแนวตรงไปข้างหน้า
เรา…ตอนนี้เราดูเหมือนไม่ได้ปิดตา…จะเกิดความผิดปกติไหม? ไม่ ฉันแค่อยู่ในความฝัน…แม้ลูเมี่ยนจะฝันรู้ตัว แต่ความคิดก็ยังเชื่องช้าและเลื่อนลอย ราวกับได้รับผลกระทบจากแดนฝัน
ขณะที่เขากำลังจะเดินสวนผ่านขบวนเจ้าหน้าที่ทดลองที่ถือตะเกียงเหล่านั้น สายตาของเขาก็ทอดไปหาตะเกียงดวงหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
บนกระจกของตะเกียงที่ถูกยึดด้วยกรอบโลหะสีทองแดง มีเงาดำสายหนึ่งสะท้อนออกมา
เงานั้นคล้ายมนุษย์ วูบผ่านไป กระโดดไปยังตะเกียงดวงอื่น
นี่ไม่ใช่เงาของเรา…แล้วก็ไม่ใช่เงาของคนถือตะเกียง…‘คนในกระจก’ ที่เกิดจากการถูกพลังของอนุสาวรีย์บรรจุศพกัดกร่อน? หรือว่าเป็น ‘คนในกระจก’ ที่แทรกซึมเข้ามาในโมโรลา? ลูเมี่ยนสะดุ้งตกใจ รู้สึกว่าตัวเองตื่นตัวมากขึ้น
เขาจ้องมอง พอดีเห็นเงาดำที่บิดเบี้ยว ทั้งยังดูเหมือนมาจากมนุษย์นั่น ถึงคราวหยุดลง มองกลับมาที่เขาจากผิวกระจกตะเกียงที่สะท้อนแสงไฟ
พอสบตากัน เงานั้นก็หายวับไปในทันที
เบื้องหน้าลูเมี่ยนสั่นไหวขึ้นทันที อุโมงค์ทั้งสายที่ถูกแสงตะเกียงส่องสว่าง ก็พลันสั่นสะเทือนหนักหน่วงไปด้วย
เพียงไม่กี่วินาที ลูเมี่ยนก็ตื่นขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ลืมตาเบิกกว้างในทันที
เด็กหนุ่มยังคงโคลงเคลง เตียงนอนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ตัวบ้านกำลังร้องโครมคราม
แผ่นดินไหว? ลูเมี่ยนตัดสินใจโดยไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
ในโมโรลา เขาเจอแผ่นดินไหวมาแล้วสี่ครั้ง ภูเขาไฟระเบิดหนึ่งครั้ง ฝนตกหนักห้าครั้ง พายุเฮอริเคนสี่ครั้ง ทอร์นาโดสามครั้ง ลูกเห็บสองครั้ง หิมะถล่มสองครั้ง…หลายครั้งในหนึ่งวันยังเกิดสภาพอากาศรุนแรงมากกว่าสองครั้ง แน่นอน บางครั้งทั้งวันก็มีแค่สภาพอากาศธรรมดาที่เปลี่ยนไปมา
จากการวัดด้วยร่างกาย รวมถึงตัดสินจากประสบการณ์ของลูเมี่ยน แผ่นดินไหว ณ ปัจจุบันยังไม่แรงพอจะทำให้อาคารหนาแน่นแข็งแรงของบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ พังถล่มได้ เด็กหนุ่มจึงนอนอย่างสบายใจ ปราศจากความคิดที่จะรีบลงจากเตียง หนีออกไปยังถนนเลย
หากจวนตัวจริงๆ ก็ยังเทเลพอร์ตไปยังวิหารแห่งความรู้ได้
ลูเมี่ยนมองเพดานที่ยังคงสั่นไหว ครุ่นคิดถึงฝันร้ายเมื่อครู่
“แผ่นดินไหวเกิดพอดีทำให้เราตื่น หรือว่าสิ่งที่เราเจอในฝันร้ายต่างหาก ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้?”
หลังจากครุ่นคิดอย่างจริงจังสักพัก ลูเมี่ยนคิดว่าเป็นอย่างหลัง
แต่นั่นก็หมายความว่า ฝันร้ายของเขาเชื่อมต่อกับอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินจริงๆ!
“เมื่อครู่ เราท่องไปในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินด้วยรูปแบบการดำรงอยู่แปลกๆ ไม่ต้องปิดตา และไม่ต้องถือตะเกียงด้วยหรือ?”
“ภาพที่เราเห็น เหตุการณ์ที่ประสบมา ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และกำลังเกิดขึ้นอยู่หรือ?”
“คนในกระจกที่ปรากฏบนตะเกียงก็เป็นของจริงหรือ?”
“อา…เขาไม่เหมือนจะเป็นคนในกระจกของผู้ถือตะเกียง สภาพร่างกายมีความแตกต่างค่อนข้างชัดเจน”
“เป็นคนในกระจกจากทรีอาร์นั่นหรือ? เขาใช้พลังพิเศษของโลกในกระจก เริ่มสำรวจอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินก่อนเรา อัลบัส และจูลี่แล้ว?”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาอาจเริ่มมาหลายวันแล้ว และอาจใกล้จะสำเร็จแล้วด้วย…”
“ตอนที่เราเห็นเขา เขาก็เห็นเราด้วย…เขาจะเห็นเราเป็นแบบไหน อยู่ในสภาพอะไร มีรูปแบบการดำรงอยู่แบบไหน?”
“อา…ถ้าไม่ปิดตาแล้วเข้าไปในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน เจ้าหน้าที่ทดลองก็จะเห็นคนในกระจกที่ตรงกับตัวเองในดวงตา แล้วถูกแทนที่หรือ?”
ในสมองของลูเมี่ยนเต็มไปด้วยคำถามแล่นผ่าน ค่อยๆ เกิดความรู้สึกกังวลว่าเวลามีจำกัดไม่รอเขาแล้ว
เขาลุกขึ้นนั่ง เหลือบมองไปทางหน้าต่าง
ตอนนี้แผ่นดินไหวสงบลงแล้ว นอกผ้าม่านที่ไม่ได้หนามากนัก ท้องฟ้าดูเหมือนจะเริ่มมีแสงสว่าง
ลูเมี่ยนถอนหายใจ กดข่มอารมณ์ด้านลบในใจเอาไว้ ตัดสินใจนอนต่ออีกสักหน่อยจนถึงหกโมงเช้า
เขาต้องรักษาสภาพที่ดีที่สุดเอาไว้เพื่อทำการเรียนรู้ที่เหลืออีกสามวันให้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นอาจคลุ้มคลั่งหรือเสียชีวิตเพราะการเรียนรู้ได้
หลังจากตื่นตามธรรมชาติ ลูเมี่ยนรับประทานอาหารเช้าที่เลสเตรียมไว้ แล้วตรงไปยังวิหารแห่งความรู้ทันที นั่งลงที่ที่ประจำ อ่านหนังสือไปพร้อมกับเฝ้าสังเกตสถานการณ์ที่ทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน
ด้วยวิธีนี้ ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นจริง เขาก็สามารถเทเลพอร์ตไปที่นั่นได้ทันที เดินลงไปใต้ดิน!
หลังจากฟ้าแลบฟ้าร้อง สลับกับท้องฟ้าแจ่มใสหนึ่งรอบ ลูเมี่ยนก็จบการเรียนรู้ช่วงเช้า เตรียมจะกลับไปกินมื้อกลางวันที่บาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’
เมื่อเหลือระยะทางอีกหนึ่งในสาม เขาได้ยินเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมปนสุขสมดังมาจากทางบาร์
“จูลี่เริ่มอีกแล้วหรือ? วันนี้อารมณ์เธอก็ไม่ได้ดีหรือแย่นี่นา…”
“แถมช่วงเที่ยงก็เป็นเวลาที่บาร์ค่อนข้างยุ่ง…มีใครมารบกวนเธอหรือ?” ลูเมี่ยนส่ายหัว รู้สึกว่าจูลี่เป็นพนักงานที่ไม่เอาใจใส่งานเอาเสียเลย
ไม่นานนัก เด็กหนุ่มกลับมาถึงบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ แล้วพบว่าทั้งหน้าเคาน์เตอร์บาร์และในห้องโถงไม่มีใครอยู่เลย โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาดเกือบทั้งหมด แก้วแตกกระจายอยู่หลายที่ เครื่องดื่มหกเรี่ยราดเต็มพื้น บางส่วนกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว
“ดูเหมือนจูลี่จะอาละวาดกะทันหัน โจมตีลูกค้าทั้งหมด ไล่พวกเขาหนีไปหมด…”
“เกิดอะไรขึ้นอีกแล้วนี่?” ลูเมี่ยนเริ่มระแวดระวังอย่างมาก
ขณะเถ้าแก่บาร์สัตว์กินเนื้ออย่างเขา กำลังเสียดายเครื่องดื่มที่ถูกทำให้สูญเปล่า ก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
เขาจำได้ว่า ตอนออกจากบ้านไปช่วงเช้า จูลี่ยังปราศจากปัญหา แถมยังช่วยเลสเตรียมวัตถุดิบประจำวันอย่างกระตือรือร้นด้วยซ้ำ
ลูเมี่ยนสูดจมูกฟุดฟิด ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นบางๆ คล้ายดอกเกาลัด
สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ กลิ่นหลังถือเป็นสิ่งที่คุ้นเคย
“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง จากที่เราสังเกต จูลี่จะเก็บเกี่ยวให้เสร็จก่อนที่เป้าหมายจะถึงระเบิดอารมณ์ ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ขึ้นถึงจุดสุดยอดแห่งความสุขสม แต่ครั้งนี้กลับทิ้งกลิ่นที่ค่อนข้างชัดเจนไว้…เธอปล่อยให้เจ้าของเดิมของไอ้จ้อน ได้รับความสุขด้วยหรือ?” ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว ตามกลิ่นคาวเลือดขึ้นไปชั้นสอง ผลักประตูห้องจูลี่เปิด
บนเตียงของจูลี่ มีเลสนอนเปลือยกายอยู่ ดวงตาเบิกกว้าง ปากอ้าครึ่งหนึ่ง หว่างขาทั้งสองเละเป็นเลือดเนื้อ
เขาตายแล้ว
“จูลี่ลงมือกับเลสหรือ?” ลูเมี่ยนมองไปที่ดวงตาของเลส เห็นความสุขสมขั้นสุดยอด ความผ่อนคลาย และความทุกข์ระทมที่เห็นได้ชัดจับค้างอยู่ในนั้น ทั่วห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้เหนือธรรมชาติเลย มีเพียงเลือดที่กระเซ็นและที่มาของกลิ่นดอกเกาลัดหลายจุดที่เล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น
นี่ทำให้ลูเมี่ยนสงสัยว่า เลสสมัครใจร่วมเตียงกับจูลี่เอง
ซึ่งเชฟเนื้อมนุษย์รายนี้ ก็รู้อยู่แล้วว่าจูลี่จะทำอะไร
เช่นเดียวกัน พฤติกรรมของจูลี่ก็แตกต่างจากปกติ ดูเหมือนจะปล่อยให้เลสระเบิดอารมณ์ออกมาจนสำเร็จ
“เลสพยายามจะหลุดพ้นหรือ? หรือว่าลงมือก่อนแต่ไม่สำเร็จ?” ลูเมี่ยนไม่ใช่ว่ายอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ แต่รู้สึกว่ามันกะทันหันเกินไป
ลูเมี่ยนเหลือบมองคราบเลือดปราศจากพลังวิญญาณที่ติดอยู่ข้างปากเลส
หลังจากพิจารณาอยู่สองสามวินาที เด็กหนุ่มก็นึกถึงคำพูดที่จูลี่เคยกล่าวกับเลส
“ฉันตัดสินใจแล้วว่า จะยั่วยวนนายเป็นคนสุดท้าย”
สุดท้าย…ม่านตาของลูเมี่ยนหดเกร็งทันที
ในมุมมองของจูลี่ ถึงช่วงสุดท้ายแล้วหรือ?
เธอจะเริ่มปฏิบัติการครั้งสุดท้ายแล้วหรือ?
ตอนนี้เธอไปไหน?
…………………………………………………….