ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 826 เข้าไปข้างใน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 826 เข้าไปข้างใน
ตอนที่ 826 เข้าไปข้างใน
ลูเมี่ยนเปิดใช้รอยประทับสีดำที่ไหล่ขวาโดยตรง เทเลพอร์ตไปยังสุสานที่มองไม่เห็นขอบนั้น เทเลพอร์ตไปยังทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน
ที่นี่เหมือนถูกสร้างให้เป็นปากของสัตว์ประหลาดยักษ์ บันไดหินสีเทาขาวทอดยาวจากปากไปจนถึงลำคอที่มืดมิดลึกลงไป
ลูเมี่ยนสงสัยว่า จูลี่เข้าไปในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินแล้ว
ไม่ว่าแผนการของนิกายนางมารจะเป็นเช่นไร สุดท้ายก็ต้องเกี่ยวข้องกับ ‘0-01’ ที่ถูกผนึกอยู่ลึกในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
ลูเมี่ยนพยายามแยกแยะกลิ่นบริเวณทางเข้า ได้กลิ่นเพียงหญ้าเขียว ต้นไม้ และดินหลังฝนตกเท่านั้น ไม่พบกลิ่นหอมที่จูลี่ทิ้งไว้
ในขณะเดียวกัน เขาก็สำรวจบันไดหินสีเทาขาวที่จมอยู่ในความมืดตรงส่วนล่าง เพื่อมองหารอยเท้าใหม่ๆ ก่อนหน้านี้เพิ่งมีฟ้าแลบฟ้าร้องและฝนตกหนักมาพักใหญ่
“ไม่มีร่องรอยว่าจูลี่เคยมาที่นี่…” ลูเมี่ยนเอียงตัว กลายร่างเป็นหอกเพลิงสีขาวจ้า พุ่งทะยานข้ามระยะทางกว่าร้อยเมตร ลงจอดที่ด้านข้างของศาสนจักรความรู้
เขาไม่เดินอ้อม เปิดหน้าต่างกระจกสีที่อยู่ใกล้ที่สุด กระโดดเข้าไปในวิหาร วิ่งดังตึงๆ ไปหยุดตรงหน้าเฮราเบเกอร์ที่สวมชุดคลุมยาวสีขาวล้วนประดับด้วยเส้นทองเหลือง
“ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป ท่านทราบไหมว่าชาลิสต์พักอยู่ห้องไหน?” ลูเมี่ยนยังหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่พูดด้วยความเร็วค่อนข้างสูง
อาร์ชบิชอปโมโรลาเฮราเบเกอร์ตอบยิ้มๆ
“ชั้น 3 ห้องใกล้สุสานที่สุด มองเห็นทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพได้”
ลูเมี่ยนได้ยินแล้วชะงักไปครู่
เอ่อ ท่านรู้หมดเลยหรือ…
เขาไม่เสียเวลาถามอะไรเพิ่ม ร่างกายลุกเป็นเปลวเพลิงสีขาวจ้าอีกครั้ง ทิ้งหางแสงเจิดจ้า พุ่งทะยานในท่าหอกเข้าไปในบันได
หลังจากเลี้ยวไปหลายครั้ง ลูเมี่ยนก็มาถึงหน้าห้องของ ‘นางมาร’ ชาลิสต์
เด็กหนุ่มยื่นมือจับที่จับประตูทองเหลือง ค่อยๆ บิด แล้วผลักประตูไม้เปิดออก
ภายในห้องถูกจัดเก็บอย่างสะอาดเรียบร้อย ไม่มีของเกินจำเป็น มีเพียงเตียงเดี่ยว โต๊ะเขียนหนังสือ เก้าอี้หนึ่งตัว และชั้นวางหนังสือกับของจุกจิก แสดงให้เห็นความเรียบง่ายแบบอาราม
“อย่างที่คิด ชาลิสต์ก็หายตัวไปเหมือนกัน…” ลูเมี่ยนพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตัวเอง
เขาไม่รีบร้อนเดินเข้าไปในห้อง เขารู้สึกว่าข้างในเต็มไปด้วยใยแมงมุมที่มองไม่เห็นและเปื้อนจุลชีพก่อโรค ราวกับเป็นรังของแมงมุมพิษร้าย
ลูเมี่ยนเตรียมจะจุดไฟเผาสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พลางสำรวจดูต่อไป
เขาพบว่า ชาลิสต์อาจจะทำไปเพื่อสวมบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ทดลอง ซึ่งเคยได้รับมลทินบางอย่าง จึงไม่วางสิ่งของใดๆ นอกจากข้าวของจำเป็นไว้ในห้อง
บัดนี้ พร้อมกับการหายตัวไปของเธอ แม้แต่ชุดคลุมสีดำสำหรับผลัดเปลี่ยนก็หายไปด้วย ทั่วห้องมีเพียงความว่างเปล่า สิ่งโดดเด่นที่สุดคือ กระจกที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือใกล้หน้าต่าง
กระจกนั้นเป็นกระจกแต่งตัวแบบทั่วไป การปรากฏในห้องของ ‘นางมาร’ คนหนึ่งถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
แต่ลูเมี่ยนกลับนึกอะไรขึ้นมาได้จากสิ่งนี้
“ชาลิสต์ใช้โลกในกระจกหลบหนีไปหรือ?”
“หน่วยบังคับใช้กฎหมายเข้าออกเป็นทีมๆ เธอคงไม่กล้าเสี่ยงพึ่งให้ศาสนจักรความรู้ช่วยปล่อยตัว แล้วเดินออกจากวิหารอย่างโจ่งแจ้งตามลำพัง…”
“เธอกับจูลี่จะไปพบกันที่ไหนสักแห่งในโลกในกระจก?”
“จูลี่กับชาลิสต์อาศัยโลกในกระจก ย้ายตำแหน่งไปยังอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน? จึงทำให้บริเวณทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินไม่ปรากฏร่องรอยใดเลย?”
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ในสมองของลูเมี่ยนก็ปรากฏเครือข่ายความคิดอันประกอบด้วยสารพัดข้อมูลและความคิดอีกครั้ง
เขารีบสรุปข้อสันนิษฐาน
“ก่อนหน้านี้ ที่ชาลิสต์แสร้งเป็นเจ้าหน้าที่ทดลอง เข้าไปลาดตระเวนในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินหลายครั้ง เปลี่ยนทหารหุ่น เพื่อวางกระจกไว้ตามจุดสำคัญต่างๆ หรือเพื่อตรวจสอบพิกัดของวัตถุที่มีผิวสะท้อนคล้ายกระจกสินะ?”
“ตอนที่เราใช้ ‘กระดุมกระจก’ กลับไม่สามารถระบุตำแหน่งของกระจกในอนุสาวรีย์บรรจุศพได้ แถมยังแยกแยะได้ยากว่าพวกมันซ่อนอันตรายไว้หรือไม่…”
“นี่คือการเตรียมตัวของนิกายนางมาร และตอนนี้ชาลิสต์ได้ควบคุมโลกที่ประกอบด้วยบรรดากระจกในอนุสาวรีย์บรรจุศพแล้ว พร้อมที่จะลงมืออย่างแท้จริงแล้วหรือ?”
“แล้วทำไมไม่เริ่มทันทีหลังจากเธอเข้าเวรครั้งล่าสุดจบล่ะ?”
“ต้องใช้เวลาสักสองสามวันเตรียมการอย่างอื่นเพิ่มเติมหรือ?”
ความคิดพลุ่งพล่าน ลูเมี่ยนกดเสียงพูด
“เทอร์มีโพลอส แกคิดว่าฉันควรเข้าไปในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินเดี๋ยวนี้ดี หรือศึกษาต่อไป รอดูผลการลงมือของจูลี่กับชาลิสต์ดี?”
ไม่รอให้เทอร์มีโพลอสตอบ ลูเมี่ยนหัวเราะพูดเอง
“ฉันไม่ชอบการรอให้คนอื่นเป็นฝ่ายล้มเหลวเอง”
เขาตัดสินใจแล้ว
นั่นคือไปทำลายและขัดขวางปฏิบัติการของนิกายนางมารที่อนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน พยายามถ่วงเวลาไปอีกสักสองสามวัน!
ปัญหาเดียวคือ เมื่อไปถึงอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินต้องปิดตา เขาจะไม่สามารถใช้เวลาว่างอ่านหนังสือศึกษาต่อไปได้
ไม่รู้ว่าจะมีวิธีแปลงตัวหนังสือให้เป็นเสียงได้ไหม…ในบันทึกจอมเวทของโอลัวร์ มีบันทึกเกี่ยวกับแนวคิดและผลการทดลองเบื้องต้น น่าเสียดายที่เราไม่ใช่ ‘จอมเวท’…ลูเมี่ยนเพิ่งถอนหายใจเงียบงัน ก็ได้ยินเสียงก้องกังวานซ้อนทับกันของเทอร์มีโพลอสที่ไม่ได้พูดมานานมาก
“นั่นจะอันตรายมาก”
ยอมตอบแล้วสินะ…คราวนี้ตอบด้วยความหวังดี หรือซ่อนแผนร้ายอะไรไว้? พระองค์แค่ชี้ให้เห็นอันตราย ไม่ได้ทัดทานอย่างแรงกล้า…ช่างมันเถอะ ไม่ว่าเทอร์มีโพลอสจะคัดค้านไม่ให้ไป หรือวางแผนหลอกล่อให้ไป เราก็จะไป…ลูเมี่ยนสงบจิตใจลงอย่างรวดเร็ว หัวเราะในลำคอพลางเอ่ยปาก
“บางที เราสองคนอาจจะกลายเป็นหุ่นเชิดของ ‘0-01’ ก็ได้นะ”
“อย่าเหมารวมข้า” เทอร์มีโพลอสตอบกลับด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
งั้นหรือ? ลูเมี่ยนกลับร่างเป็นหอกเพลิงอีกครั้ง บินกลับไปยังห้องโถงโบสถ์อย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มมาหยุดตรงหน้าเฮราเบเกอร์ หยิบหนังสือสามเล่มออกมา ยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ท่านอาร์ชบิชอป ผมยังอ่านไม่จบอีกสองเล่มครึ่ง ท่านพอมีวิธีที่จะแปลงความรู้ที่เหลือให้เป็นข้อมูลเสียง เพื่อให้ผมสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับสำรวจอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินได้ไหม?”
รอยย่นบนใบหน้าของเฮราเบเกอร์ค่อยๆ คลายออก ดวงตาและคิ้วดูอ่อนโยนมากขึ้น
“ดีๆๆ…นี่แหละ ทัศนคติในการเรียนรู้ชั้นยอด”
เขาหยิบแผ่นทองเหลืองบางๆ ออกมา รับหนังสือจากมือของลูเมี่ยน
ในดวงตาสีอำพันของเขา พลันปรากฏสัญลักษณ์และตัวอักษรนับไม่ถ้วน ก่อตัวเป็นวงวนหมุน
ลูเมี่ยนเห็นแสงริบหรี่จำนวนมาก ลอยขึ้นจากหนังสือทั้งสามเล่ม พวกมันล้วนหนาแน่นเหลือเกิน รวมตัวกันเป็นสายธาร ไหลบ่าเข้าสู่แผ่นทองเหลืองบางๆ
นี่มันวิชาลับอะไร…ลูเมี่ยนมองจนตะลึงไปชั่วขณะ
ก่อนมาลุนเบิร์ก เขาตั้งใจรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด เกี่ยวกับศาสนจักรความรู้จากหลายช่องทาง ซึ่งรวมถึงข้อมูลบางส่วนของเส้นทาง ‘นักอ่าน’
ตามที่เขาทราบมา ลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘นักอ่าน’ เรียกว่า ‘อาจารย์วิชาลับ’ สามารถคิดค้นและสร้างเวทมนตร์พิเศษบางอย่างได้ด้วยตนเอง
ในไม่ช้า แสงริบหรี่เหล่านั้นก็หายไปจนหมด แผ่นทองเหลืองดูเป็นมันวาวขึ้นมาก สัญลักษณ์และลวดลายบนพื้นผิวดูมีมิติมากขึ้น
แป๊ะ แป๊ะ! เฮราเบเกอร์หักมุมสองมุมออกจากแผ่นทองเหลือง แล้วขยำมันให้เป็นทรงกระบอก
ลูเมี่ยนมองจนปากอ้าค้าง
ไม่ต้องใช้เปลวไฟช่วย เราว่าแค่ใช้มือเปล่าหักทองเหลืองสองชิ้นก็ยากมากแล้ว แล้วนี่ยังใช้นิ้วขยำมันราวกับดินน้ำมัน…
ท่านอาร์ชบิชอป…เส้นทาง ‘นักอ่าน’ ของพวกท่านรุนแรงขนาดนี้เลยหรือ หรือว่าท่านพิเศษกว่าคนอื่นเพราะเป็นหุ่นเชิด? นิ้วสองนิ้วของท่านคงบดกระดูกผมเป็นผงได้แน่ๆ…
หรือว่านี่เป็นผลพลอยได้จากวิชาลับกันแน่?
“เสียบเข้าหู คาถาเปิดคือคำว่า ‘ฟัง’ ในภาษาเฮอร์มิสโบราณ ผมรู้ว่าคุณใช้ได้แค่ภาษานี้ ยังไม่ได้เรียนรู้ภาษาคนยักษ์และภาษาเอลฟ์อย่างชำนาญ ส่วนคาถาปิดคือ ‘หยุด’” เฮราเบเกอร์ส่งแผ่นทองเหลืองกับที่อุดหูทองเหลืองทรงกระบอกสองอันให้ลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนโต้แย้งออกไปโดยอัตโนมัติ
“ผมรู้ภาษาเฮอร์มิสด้วยนะครับ”
เขาเข้าใจว่า อาร์ชบิชอปเฮราเบเกอร์หมายถึงภาษาที่สามารถเรียกพลังเหนือธรรมชาติได้
“ภาษาเฮอร์มิส?” เฮราเบเกอร์หัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง
ลูเมี่ยนรู้สึกถึงความดูแคลนจากเสียงหัวเราะและสีหน้าของเขา ความดูแคลนที่มีต่อภาษาเฮอร์มิส
เวลามีจำกัด ลูเมี่ยนไม่ถามอะไรเพิ่มเติม เสียบที่อุดหูทองเหลืองข้างหนึ่ง เก็บของที่เหลือไว้กับตัว จากนั้นก็แปลงร่างทันที กลายเป็นหอกเพลิงสีขาวโชติช่วง บินผ่านกระจกสีที่เปิดอยู่ ไปยังบริเวณทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน
ลูเมี่ยนสงบลมหายใจ หยิบโคมไฟคาร์ไบด์และผ้าพันแผลสีขาวออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
หลังจากจุดโคมไฟคาร์ไบด์แล้ว เขาก็พันผ้าพันแผลรอบศีรษะทีละรอบ ปิดตาตัวเองไว้
สายตาของลูเมี่ยนเริ่มดำมืด จนกระทั่งมองไม่เห็นสิ่งใด
สำหรับ ‘นักล่า’ ที่พึ่งพาสายตาอย่างมาก นี่ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีเลย
ลูเมี่ยนคลำหาโคมไฟคาร์ไบด์ขึ้นมาถือ บรรจงเดินลงบันไดหินสีเทาขาวบริเวณทางเข้าทีละขั้นอย่างระมัดระวัง
เขาพยายามรักษาสมดุล ด้วยเกรงว่าตัวเองจะก้าวพลาด กลิ้งตกลงไปในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินเหมือนล้อรถ
เด็กหนุ่มไม่ได้กลัวว่า ตนจะได้รับบาดเจ็บจากการพลัดตก แต่กลัวว่าโคมไฟคาร์ไบด์ในมือจะตกแตก
“การเป็นคนตาบอดนี่ไม่สนุกเลยจริงๆ…” ลูเมี่ยนพึมพำ พลางสร้างแผนที่สามมิติขึ้นในหัว
เนื้อหาส่วนใหญ่ของแผนที่มาจาก เอกสารผนึกของ ‘0-01’ และหนังสือ ‘ตัวอย่างการก่อสร้างอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน’ ส่วนน้อยมาจากฉากในฝันร้ายช่วงสองวันนี้
อาศัยแผนที่ในสมอง อาศัยประสาทสัมผัสด้านการได้ยิน ประสาทการดมกลิ่นอันเหนือธรรมชาติ รวมถึงความสามารถในการควบคุมร่างกาย ลูเมี่ยนค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพเหมือนคนตาบอด เดินลงบันไดได้อย่างมั่นคง
ในที่สุด เขาก็เดินลงบันไดจนครบ เข้าสู่อนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินอย่างเป็นทางการ
เด็กหนุ่มรู้สึกว่า ความมืดรอบตัวถาโถมเข้ามาราวกับคลื่น กัดกร่อนผิวหนังของเขา นำพาความหนาวเย็นและความรู้สึกที่พลังชีวิตค่อยๆ สูญหาย
แทบจะในเวลาเดียวกัน ฝ่ามือขวาของเขาก็พลันเย็นเฉียบไปทุกส่วน
ความผิดปกติที่พลังชีวิตรั่วไหลออกไปอย่างห้ามไม่อยู่ ก็อันตรธานหายไปด้วยเช่นกัน
“รอยประทับของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ถูกกระตุ้นหรือ?” ลูเมี่ยนพึมพำกับตัวเองเงียบๆ อย่างครุ่นคิด “ในสถานการณ์แบบนี้ ถึงเราจะไม่ได้ถือโคมไฟคาร์ไบด์ที่จุดอยู่ ก็คงไม่เป็นอะไรมาก หึๆ เดี๋ยวพอเจอจูลี่กับพรรคพวก เราอาจลองใช้พลังของ ‘นักล่า’ เพื่อควบคุมเปลวไฟ ดับตะเกียงของพวกเธอเสีย แต่จูลี่มีของพิเศษติดตัว ชาลิสต์ก็น่าจะมีเหมือนกัน คงไม่ถูกความมืดกลืนกินไปง่ายๆ นักหรอก…”
ลูเมี่ยนที่ปิดตาอยู่ เอียงตัวไปมาทั้งซ้ายและขวา อาศัยรอยประทับสีดำบนไหล่ขวาที่ถูกกระตุ้นครึ่งหนึ่ง เพื่อตรวจจับว่าหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อยู่ที่ใด
เขาตั้งใจว่าจะหาสิ่งนี้ให้เจอก่อน แล้วค่อยไปขัดขวางจูลี่กับชาลิสต์
ถึงตอนนั้น ตนก็จะสามารถโยนชิ้นส่วนศพของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่แยกเก็บไว้ มารวมกันเป็นกองเดียว รอดูว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงผิดปกติใดขึ้น ถือเป็น ‘เซอร์ไพรส์’ ให้พวกศัตรู
อาจเป็นเพราะอยู่ในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินด้วยกัน ลูเมี่ยนจึงรู้สึกถึงการเรียกหา รู้สึกความเชื่อมโยงพิเศษกับร่างของพี่ใหญ่ท่อนแขนได้รวดเร็ว
มันอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้!
…………………………………………………….