ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 827 ศึกในความมืด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 827 ศึกในความมืด
ตอนที่ 827 ศึกในความมืด
โมโรลา ชั้น 5 ของวิหารแห่งความรู้
ผู้บังคับใช้กฎในเสื้อคลุมดำยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองไปยังทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน ซึ่งดูราวกับสัตว์ประหลาดมหึมา
ในดวงตาของเขาสะท้อนร่างของลูเมี่ยน ซึ่งกำลังก้าวลงบันไดหินสีเทาขาวทีละขั้น
ณ ที่แห่งหนึ่งในโมโรลา อัลบัส·เมดีซี ก็ยืนอยู่ข้างหน้าต่างเช่นกัน แต่ในดวงตาของเขากลับไม่ได้สะท้อนภาพอาคารที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร หากแต่เป็นสุสานและร่างของลูเมี่ยน ซึ่งไม่มีทางมองเห็นได้จากถนนเส้นนี้
“จะเริ่มแล้วหรือ?” ทายาทของ ‘เทวทูตสีชาด’ หัวเราะในลำคอ
…………
ลูเมี่ยนที่ปิดตาอยู่ เดินไปข้างหน้าในความมืดอย่างไม่เร็วไม่ช้า ตามเครื่องหมายบนแผนที่ในสมอง มุ่งไปยังจุดที่รู้สึกถึงหัวของท่อนแขนบวมเน่า
“ตรงนี้เป็นทางตัน ต้องเลี้ยวซ้าย…เหมือนกับแผนผังในหนังสือไม่มีผิดเลยนะ…” ลูเมี่ยนยื่นมือขวาที่ไม่ได้ถือโคมไฟคาร์ไบด์ออกไป สัมผัสถูกสิ่งที่เย็นและแข็ง
นั่นน่าจะเป็นกำแพง
เขาจึงเลี้ยวซ้ายทันที เดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง แล้วหยุดฝีเท้า
เด็กหนุ่มรู้สึกว่าศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อยู่ห่างออกไปทางขวาสองถึงสามเมตร และรอบข้างเงียบจนไม่มีเสียงแม้แต่น้อย
ลูเมี่ยนเอียงตัว พยายามยื่นมือขวาไปทางนั้น จนกระทั่งสัมผัสกับกำแพงที่เย็นและแข็ง
“อยู่หลังกำแพงหรือ? อา…ตามแผนผัง ด้านหลังนี้น่าจะเป็นห้อง ประตูต้องเดินไปอีกห้าเมตร…” แม้ลูเมี่ยนจะมองไม่เห็น แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ความสำคัญของความรู้ก็ได้แสดงให้เห็น
เด็กหนุ่มนับก้าว เดินมาถึงจุดที่น่าจะเป็นประตู ยื่นมือคลำดู ก็เป็นไม้อย่างที่คิดไว้จริงๆ
ลูเมี่ยนคลำหาลูกบิด ค่อยๆ บิด แล้วผลักประตูห้องที่แง้มอยู่เปิดออก
ในขณะเดียวกัน เขาก็พึมพำในใจว่า
“อัลบัสโยนมั่วๆ แค่นั้น ก็สามารถโยนหัวของพี่ใหญ่ท่อนแขนมาอยู่ตำแหน่งนี้ได้เลยหรือ?”
“ถึงจะเป็นลูกบอลยางยืด ก็ไม่น่าจะกระเด้งมาถึงได้เลย ต่อให้ตรงนี้ไม่ไกลจากทางเข้าเท่าไหร่ แต่ต้องเลี้ยวสองครั้ง และประตูก็ปิดอยู่…
“ประตูถูกปิดทีหลังหรือ?”
ลูเมี่ยนยิ่งระแวดระวังมากขึ้น เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวหลังประตู
ไม่มีเสียงแม้แต่น้อย
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปในห้อง มุ่งไปยังมุมที่มีการเชื่อมโยงพิเศษชัดเจน ทั้งยังส่งกลิ่นเน่าเหม็นออกมาอย่างต่อเนื่อง
มือขวาของเขาล้วงเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ พร้อมที่จะชักดาบเหี้ยมหาญออกมาได้ทุกเมื่อ ส่วนมือซ้ายที่ถือโคมไฟคาร์ไบด์ก็ยื่นไปข้างหน้า คลำหาหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ตำแหน่งของหัวนี้ สูงกว่าที่ลูเมี่ยนคาดไว้ ไม่ได้วางอยู่บนพื้น แต่ดูเหมือนจะถูกวางไว้บนชั้น
วินาทีถัดมา หมัดของลูเมี่ยนสัมผัสถูกบางสิ่ง มันทั้งลื่นและเปียก แถมยังกำลังยุบพองแผ่วเบา
สิ่งที่เย็นเฉียบคล้ายนิ้วมือห้านิ้ว พลันกำเข้ามา บีบหมัดซ้ายของลูเมี่ยนไว้
หนังศีรษะของลูเมี่ยนชาวูบทันที
การเจอเรื่องแบบนี้ในสภาพที่ตามองไม่เห็นนั้น ย่อมมอบความหวาดกลัวเป็นสองเท่า ไม่สิ สี่ห้าเท่า
เขาไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไรกันแน่!
เด็กหนุ่มรู้แน่เพียงว่า มันไม่ใช่หัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เพราะนั่นมีแค่หัวเท่านั้น!
พรึ่บ! ลูเมี่ยนปล่อยให้หมัดซ้ายลุกเป็นเปลวไฟสีขาวจ้า
หมัดของเขาไม่ถอยกลับแต่กลับพุ่งไปข้างหน้า อาศัยการเร่งความเร็วอย่างฉับพลันระยะสั้น ปะทะกับสิ่งที่คล้ายนิ้วมือทั้งห้านั้น!
บึ้ม!
การระเบิดอย่างรุนแรงพลิกกลับ ‘นิ้วมือ’ ที่ลื่นและเปียก ลูเมี่ยนรีบใช้รอยประทับสีดำที่ไหล่ขวาซึ่งถูกกระตุ้นครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว แฟลชไปด้านหลังสิ่งที่คาดว่าเป็นหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
“ฮึ่ม!”
ลูเมี่ยนปล่อยลำแสงสีขาวสองสายพุ่งออกจากจมูก
เขารู้สึกว่าน่าจะโดนเป้าหมายแล้ว
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายหมดสติล้มลง หมัดซ้ายที่ถือโคมไฟคาร์ไบด์พร้อมเปลวไฟที่ลุกโชน พุ่งกระแทกออกไปอย่างรุนแรง ขณะที่มือขวาอยู่ในสภาพที่พร้อมกำ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ แล้วชักมันออกมาได้ทุกเมื่อ
โพละ!
ลูเมี่ยนรู้สึกเหมือนต่อยโดนท่อนไม้แห้งตายที่ยังมีความยืดหยุ่น เขาจุดระเบิดพลังไฟที่สะสมไว้ทันที
โครม!
คลื่นลมอันบ้าคลั่งผลัก ‘ท่อนไม้’ ลื่นๆ เปียกๆ นั่นออกไปได้ระยะหนึ่ง
จากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดอีก ไม่มีเสียงล้มลงดังโครมด้วย
ลูเมี่ยนระมัดระวังตัว แปลงกายเป็นหอกเพลิงสีขาวจ้า พุ่งติดตามไปอย่างรวดเร็ว
เขาสัมผัสได้ว่า ตัวเองทะลุผ่านต้นไม้เหี่ยวเฉาที่เต็มไปด้วยสนิมเหล็กและเนื้อหนัง ท่ามกลางกลิ่นฉุนที่เต็มจมูก เขาร่อนลงมายังด้านหน้าหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ในระหว่างกระบวนการ เขาไม่พบเจอการขัดขวางใด และไม่มีการโต้กลับที่เป็นรูปธรรม
“จบแค่นี้เลยหรือ?” ลูเมี่ยนที่มองไม่เห็นอะไรเลยรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจในใจ
เขายังคงให้มือขวาอยู่ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ใช้ปากคาบห่วงของโคมไฟคาร์ไบด์ พลางยื่นมือซ้ายออกไป ลูบคลำในแนวเฉียงขึ้นด้านบน พร้อมกระตุ้นพลังพันธสัญญา ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ตลอดเวลา
ในบรรยากาศที่เหมือนหยุดนิ่ง ลูเมี่ยนสัมผัสถูกก้อนเนื้อที่มีของเหลวเหนียว ส่งกลิ่นเหม็น และนิ่มยวบ สัมผัสถูกกระจุก ‘วัชพืช’ ที่มันเยิ้มและน่าขยะแขยง
“นี่น่าจะเป็นผมของพี่ใหญ่ท่อนแขนสินะ…ไม่มีอะไรผิดปกติอื่น…” ลูเมี่ยนรวบรวมความกล้า คลำต่อลงไป
ไม่นาน เขาก็สัมผัสถูกสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นคอที่เน่าเปื่อย สัมผัสถูก ‘ไหล่’ ที่มีบาดแผลชัดเจน
ไหล่…แม้ลูเมี่ยนจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ยังสะดุ้งตกใจ
คงไม่ใช่ว่าหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ งอกร่างกายขึ้นมาเองหรอกนะ?
รออยู่สองสามวินาที เมื่อปราศจากการโจมตีทีเผลอ ลูเมี่ยนยกฝ่ามือซ้ายขึ้น คว้ากระจุก ‘วัชพืช’ ที่ดูเหมือนจะเป็นเส้นผม แล้วดึงเข้าหาตัวเอง
ขณะที่เขาค่อยๆ ออกแรงมากขึ้น เบื้องหน้าก็มีเสียง ‘ปุ’ ดังแว่ว คล้ายเสียงดึงจุกไวน์ออก เหมือนไม่อยากจะหลุดออกจากกัน
จังหวะนั้น จุดศูนย์ถ่วงของลูเมี่ยนก็สั่นคลอน ราวกับแรงที่ใช้ปะทะกับความว่างเปล่า
เขาดึงหัวของเป้าหมายหลุดออกมาจริงๆ!
เกือบจะพร้อมกันนั้น มือขวาของลูเมี่ยนที่ยื่นเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวแปลกประหลาดของร่างทั้งสองส่วนของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ แต่มันไม่สามารถทะลุผ่านบาเรียออกมาได้ ทำได้เพียงบิดเบี้ยวเข้าหากัน ค่อยๆ ดันกองของเกะกะออกไป
“นี่คือหัวของพี่ใหญ่ท่อนแขน…แล้วเมื่อกี้คนที่อยากจะ ‘จับมือ’ กับเราคือใคร?” ในสมองของลูเมี่ยนแวบผ่านภาพต่างๆ
อาทิ หัวที่ลากกระดูกสันหลังเปื้อนเลือดเหาะไป รวมถึงร่างไร้ศีรษะที่ไล่ตามหัวนั้น…
“ในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินที่ผนึก ‘0-01’ ก็มีร่างไร้ศีรษะคล้ายกัน แล้วร่างหนึ่งในนั้นเอาหัวของพี่ใหญ่ท่อนแขนมาใส่แทนหัวตัวเองบนคอ? เพราะอย่างนี้ แม้อัลบัสจะโยนมามั่วๆ แต่หัวของพี่ใหญ่ท่อนแขนก็ ‘วิ่ง’ มาอยู่ตรงนี้ได้…” ลูเมี่ยนรีบคาดเดา รู้สึกว่าเรื่องนี้ทั้งตลกขบขันและน่าขนลุก
ถ้าปล่อยให้ร่างไร้ศีรษะกับหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ รวมกันอยู่แบบนี้ต่อไปอีกครึ่งปีหนึ่งปี อาจจะเกิดเรื่องน่ากลัวขึ้นได้…
ลูเมี่ยนไม่กล้าเอาหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ใส่เข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เพราะมันจะทำให้ชิ้นส่วนศพรวมตัวกัน อัญเชิญ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ออกมาพร้อมกับประกอบเป็นร่างที่สมบูรณ์ ลูเมี่ยนอยากจะทำแบบนั้นหลังจากที่ได้เจอกับจูลี่ ชาลิสต์ หรือไม่ก็อัลบัส วานาคก่อน
เด็กหนุ่มใช้มือซ้ายถือทั้งหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ กับโคมไฟคาร์ไบด์ที่ใช้เป็นฉากบังหน้า เตรียมจะออกจากห้องนี้
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนก็รู้สึกบางอย่าง พร้อมกับรีบหดไหล่ขวา
เขารู้สึกว่า มีบางสิ่งพยายามจะตบเขา
แต่พอเขาฉากหลบไป รอบตัวกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ยังคงเงียบสงัดเช่นเคย
เปลวเพลิงสีขาวจ้าพลันลุกโชนบนผิวกายของลูเมี่ยน แล้วขยายตัวออกเป็นทรงกลม พุ่งออกไปทุกทิศทาง
มันเพียงแค่จุดไฟเผาบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งแต่เดิมเป็นฐานติดตั้งศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ในสภาพที่มองไม่เห็น ลูเมี่ยนไม่ได้ยึดติดกับการค้นหาว่า เมื่อสักครู่สิ่งใดพยายามจะตบไหล่ตน เพียงระลึกถึงการต่อสู้ก่อนหน้านี้ แล้วรีบกำหนดตำแหน่งและทิศทางของจุดหมาย
จากนั้น เขาก็เดินอย่างมั่นคงกลับไปยังประตู เดินออกไป ตลอดทางทำท่าราวกับมองเห็นทุกรายละเอียดรอบข้าง
การได้หัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ มา ช่วยให้ลูเมี่ยนมั่นใจขึ้นเล็กน้อย จึงเดินไปยังชั้นล่างสุดของอนุสาวรีย์บรรจุศพ ซึ่งเต็มไปด้วยทหารหุ่น โดยอาศัยแผนที่สามมิติภายในสมอง
เด็กหนุ่มซึ่งมีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบดวงตาหลายชั้น บ้างก็เลี้ยวขวา บ้างก็เดินตรงไป บ้างก็เดินลงบันได บ้างก็คลำหาประตูทั้งหนักทั้งเบาเพื่อเปิด
เขาไม่ลืมใช้ภาษาเฮอร์มิสโบราณเปิดยันต์ทองเหลือง หูข้างหนึ่งศึกษาหาความรู้ อีกข้างคอยฟังความเคลื่อนไหวรอบข้าง
ขณะเดินไป ฝ่ามือขวาของลูเมี่ยนพลันรวมเปลวเพลิงขึ้นมาก้อนหนึ่ง สะบัดไปทางด้านหน้าเยื้องๆ กลายเป็นดาบตรงที่ลุกโชนเป็นไฟ
ดูเหมือนจะฟันโดนบางสิ่งบางอย่างเข้า แต่ก็ราวกับเป็นเพียงภาพหลอน
ลูเมี่ยนไม่พยายามรักษาดาบเพลิง เพียงปล่อยให้มันดับไปโดยไม่ได้สืบค้นว่า สิ่งที่เผชิญเมื่อครู่เป็นของจริง หรือเป็นเพียงปฏิกิริยาเกินพอดี อันเกิดจากจิตใจที่กำลังตึงเครียด รวมถึงสภาวะสูญเสียการมองเห็น
แม้ความรู้ทั้งหมดที่เขามี จะไม่เคยพูดถึงอย่างชัดเจน แต่ประสบการณ์ก่อนหน้าทำให้เข้าใจจุดสำคัญอย่างคลุมเครือว่า
ในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน ถ้าคิดว่าอะไรเป็นของจริง มันก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นของจริง!
ตราบใดที่ยังไม่เป็นอันตรายต่อตัวเอง ก็ควรมองว่าอันตรายที่ซ่อนอยู่นั้นไม่มีตัวตน!
หลังจากเดินบันไดเสร็จอีกช่วงหนึ่ง ลูเมี่ยนพลันรู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองมาที่ตน
ทันใดนั้นเอง เขาถูกกระตุ้นให้อยากจะดึงผ้าพันแผลออกจากใบหน้า เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แปะ! หยดของเหลวเย็นเฉียบหยดลงบนหลังมือซ้ายของเด็กหนุ่ม
มันเหนียวเนอะเล็กน้อย แต่ลูเมี่ยนกลับไม่ได้กลิ่นคาวเลือด
แปะ แปะ แปะ! ‘หยดน้ำ’ เย็นเฉียบเริ่มเพิ่มจำนวน เพิ่มความถี่ ราวกับฝนห่าเทลงมา
ภายในอนุสาวรีย์บรรจุศพที่อยู่ห่างจากพื้นดินยี่สิบถึงสามสิบเมตร เกิด ‘ฝนห่า’ โปรยปรายในบัดดล
นี่มันเรื่องบ้าอะไร? รอบๆ เป็นยังไงบ้าง…หนังสือเล่มนั้นแค่บอกว่า ที่นี่มีห้องโถงใหญ่ เดินตรงไปก็จะถึงทางออก แต่ไม่ได้ให้แผนผังที่แน่ชัด และไม่ได้บอกว่าในห้องโถงมีอะไรพิเศษ…ลูเมี่ยนทนต่อ ‘สายฝน’ ที่ชุ่มโชก ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมอง
ตึง!
เสียงกลองดังขึ้นอย่างฉับพลัน ราวกับตีลงบนหัวใจของลูเมี่ยน ทำให้เขารู้สึกอยากจะอาเจียนเลือดออกมาอย่างทรมาน
ตึง ตึง ตึง!
เสียงกลองดังชัดขึ้นตามลำดับ รุนแรงขึ้นตามลำดับ
อีกทั้ง ลูเมี่ยนยังได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบา น่าขนลุก คล้ายเสียงข่วนอย่างเลือนราง
…………………………………………………….