ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 829 เหลี่ยมเพทุบายต่อกัน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 829 เหลี่ยมเพทุบายต่อกัน
ตอนที่ 829 เหลี่ยมเพทุบายต่อกัน
ร่วมมือ? ท่าจะหวังใช้เราเป็นเหยื่อสินะ? หึๆ ได้จังหวะพอดี จะได้หยั่งเชิงดูว่าบนตัวจูลี่มีของอะไรกันแน่…ลูเมี่ยนที่มีผ้าพันแผลสีขาวปิดตาทำสีหน้า ‘อย่างนั้นหรือ ฉันไม่เชื่อหรอก’
“อันตรายได้แค่ไหนกัน?”
อัลบัสที่ถือตะเกียงและปิดตาเช่นกัน กำลังพิงผนังห้องฝังศพแห่งหนึ่ง ใช้ดวงตาของหุ่นเหล็กที่อยู่ห่างออกไปกว่ายี่สิบเมตร จับตาดูความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวของลูเมี่ยน
ในเวลาเดียวกัน เขาก็หัวเราะเยาะในใจ
“หลังจากเจอหัวขยะนั่นแล้ว กลับไม่เอาใส่ถุงของคุณ แต่เลือกถือมันไว้ในมือทั้งที่รู้ว่าจะเกะกะ นี่กำลังวางแผนอะไรอยู่สินะ?”
“ยิ่งไปกว่านั้น มือขวาของคุณก็จ่อแช่อยู่ในถุงที่สร้างโดยลำดับสูงเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ มาตลอด…”
“ครึ่งร่างของหัวขยะที่ได้มาก่อนหน้านี้ น่าจะถูกใส่เข้าไปในถุงแล้ว…คุณยังไม่อยากให้หัวกับร่างมารวมกันตอนนี้ ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ไว้รอจนถึงช่วงสำคัญค่อยโยนออกมา ใช้เป็นอาวุธโจมตีที่ไม่เลือกหน้าสินะ?”
“อา…มันสามารถนำไปใช้เป็น ‘ของขวัญสุดเซอร์ไพรส์’ แก่จูลี่กับพรรคพวกได้ ทางผมจะได้ไม่ต้องทดสอบให้เปลืองพลัง”
“ร่วมมือกันก็ดีนะ จะได้ให้อันตรายทั้งหลายมารวมตัวกัน หักล้างซึ่งกันและกัน…”
อัลบัสบังคับปากของหุ่นทหารตัวหนึ่งขยับเปิดปิด ปล่อยเสียงที่มีความกังวานแบบโลหะออกมา
“ของที่อยู่บนตัว ‘นางมาร’ คนนั้น คือหนึ่งในห้าชิ้นที่ ‘นางมารต้นกำเนิด’ สร้างขึ้นก่อนจะเข้าสู่การหลับใหล ตรงกับช่วงสิ้นสุดยุคที่สี่และจบหายนะสีจาง มันสามารถทำให้ผู้สวมใส่กลายเป็นภาชนะรับการสิงสถิตของ ‘นางมารต้นกำเนิด’”
“ภาชนะรับการสิงสถิต…” ลูเมี่ยนทวนคำนั้น
นิกายนางมารของพวกคุณ เล่นใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ?
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่า ของวิเศษบนตัวจูลี่คงแค่ให้เธอมีพลังของ ‘นางมารสิ้นหวัง’ ลำดับ 4 ชั่วคราว โดยไม่มีศักดิ์ครึ่งเทพ เพื่อหลีกเลี่ยงคำสาปต้องห้ามอันเกิดจาก ‘0-01’ แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถกลายเป็น ‘นางมารต้นกำเนิด’ ได้ชั่วครู่!
แม้จะมีเพียงหนึ่งในพันหนึ่งในร้อยของพลังร่างแท้ นั่นก็ยังเป็นพลังระดับเทพแท้จริง!
เสียงหัวเราะของอัลบัสก้องกังวานไปในร่างโลหะ
“ใช่แล้ว ภาชนะรับการสิงสถิต”
“โชคดีที่ ‘นางมาร’ ที่ชื่อจูลี่คนนั้น ยังห่างไกลจากการเป็นภาชนะรับการสิงสถิตที่มั่นคงพอ ถ้าเธอเป็นนางมารระดับเทวทูต ก็จะรับการสิงสถิตได้หนึ่งถึงสองนาทีและไม่ตายหลังจากนั้น หากเป็นนางมารระดับนักบุญ ก็จะรับได้สิบกว่าวินาที แต่จิตวิญญาณและร่างกายจะแตกสลาย ส่วนจูลี่ตอนนี้เป็นแค่ ‘นางมารทุกข์ระทม’ รักษาสภาพการสิงสถิตได้ไม่เกินสามวินาที และต้องแลกด้วยการดับสูญอย่างสิ้นเชิง”
“แน่นอน แม้เธอจะไม่รับการสิงสถิต แค่อาศัยของชิ้นนั้น ก็มีความพิเศษหลายอย่าง สามารถใช้พลังลำดับ 4 ได้ชั่วคราว”
“ถ้าเราสองคนไม่ร่วมมือกัน การใช้พลังของตัวเองต่อสู้กับจูลี่ในสภาวะปกติแม้จะยากลำบาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีความหวังที่จะชนะ แต่ถ้าบีบให้เธอจนตรอก จนต้องลองขอรับการสิงสถิต พวกเราไม่มีใครจะรับมือได้เกินสามวินาที”
“แต่ถ้าเราร่วมมือกัน ใช้ไม้ตายของตัวเองออกมาจนหมดเปลือก ก็มีความเป็นไปได้ที่จะประคองจนกระทั่งสภาวะสิงสถิตของจูลี่สิ้นสุดลง ถึงตอนนั้น พวกเราค่อยใช้พลังที่แท้จริงมาสู้กัน”
ต่อหน้า ‘นางมาร’…ประคองได้สามวินาที…คำพูดพวกนี้ของแก ช่างกำกวมเสียจริง ถ้าเกิดอยู่ที่ทรีอาร์แล้วนักข่าวซุบซิบจากสำนักพิมพ์ต่างๆ แถวถนนใหญ่แนวร่มไม้ได้ยินเข้า ต้องตัดต่อให้เป็นความหมายที่แกไม่อยากเห็นแน่ แถมยังจะซักไซ้ว่า แกได้หรือไม่ได้กันแน่…ลูเมี่ยนที่ถูกบ่มเพาะด้วยมุกตลกหยาบๆ จากนิตยสาร ‘หน้าทะเล้น’ และหนังสือพิมพ์ต่างๆ รวมถึงจากฟรังก้า อดบ่นในใจไม่ได้
เด็กหนุ่มไม่เชื่อคำพูดเรื่อง ‘ร่วมมือกันอย่างจริงใจ’ ของอัลบัสเลยสักนิด เขาคิดว่าพอถึงช่วงสำคัญจริงๆ ทายาทของ ‘เทวทูตสีชาด’ ผู้นี้ต้องโยนเขาออกไปรับการโจมตีถึงตายแน่นอน
บางที นี่อาจเป็นไม้ตายใหญ่ที่สุดของอีกฝ่าย ในการประคองผ่านสภาวะสิงสถิตของจูลี่
เหมือนดังนิทานของจักรพรรดิโรซายล์ที่เคยเล่าไว้ว่า คนธรรมดาเมื่อเจอหมีใหญ่ในป่า ไม่จำเป็นต้องวิ่งให้เร็วกว่าหมี แค่วิ่งให้เร็วกว่าเพื่อนก็พอ
ฟรังก้าก็ชอบพูดติดตลกว่า ในการผจญภัย เพื่อนร่วมทางคือโล่ที่ทรงพลังที่สุด
แต่ก็นะ จูลี่กับชาลิสต์น่าจะรู้ตัวจริงของเราแล้ว รู้ว่าเราเป็นคู่รักของหนึ่งในพวกพ้องของเธอ เคยเข้าร่วม ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’…ฝั่งนิกายนางมารคงไม่ระแวงเราเท่ากับนามสกุลเมดีซี เมื่อถึงตอนนั้น ใครจะเป็นเป้าโจมตีแรก ใครจะเป็นโล่ที่แท้จริง ก็ยังยากที่จะบอก…ท่ามกลางกระแสความคิด ลูเมี่ยนเร่งประมวลผล ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงลังเลเจือความไม่ไว้ใจ
“ผมเองก็สัมผัสได้ว่าจูลี่อันตราย แต่ไม่คิดว่าจะอันตรายขนาดนี้”
“แต่แน่นอน ผมยังไม่เชื่อใจคุณอยู่ดี”
“การร่วมมือกับการระแวงกัน ไม่ได้ขัดแย้งกัน ผมก็ไม่อาจเชื่อใจคุณได้เหมือนกัน” อัลบัสตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงรอยยิ้ม “แต่เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกัน แม้แต่ศัตรูที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง ก็ยังร่วมมือกันได้ชั่วคราว แล้วนับประสาอะไรกับพวกเรา”
ขณะพูด อัลบัสคิดในใจว่า
ร่วมมือกันจัดการ ‘นางมาร’ สองคนนั่น ก็ยังดีกว่าให้ฉันต้องสู้ดุเดือดกับแกตอนนี้ เผชิญหน้ากับไม้ตายที่แกยังไม่เคยเผยไต๋ ถึงฉันจะชนะได้ ก็ต้องสูญเสียพลังไปมาก แล้วจะไปรับมือกับพวก ‘นางมาร’ กับวานาคได้ยังไง?
ฮึๆ ถ้าต้องต่อสู้กับ ‘นางมาร’ สองคนนั่นจริง แกอยากจะซ่อนไม้ตายก็ซ่อนไม่ได้แล้ว สถานการณ์ต้องชุลมุนวุ่นวายแน่ ทุกคนต้องใช้กำลังเต็มที่ อันตรายต่างๆ ก็จะหักล้างกันเอง ส่วนฉันถนัดที่สุดในการคว้าชัยชนะท่ามกลางความวุ่นวาย…
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง กัดฟันพูดว่า
“งั้นก็ร่วมมือกันจนกว่าจะจัดการ ‘นางมาร’ สองคนนั้นได้”
“เลือกได้ฉลาด” อัลบัสไม่ปิดบังความยินดีของตน
ลูเมี่ยนถือโคมไฟคาร์ไบด์กับหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ค่อยๆ เดินไปข้างหน้า
เขาแสดงท่าทาง ‘ฉันกำลังพยายามแสดงความจริงใจ’ พลางพูดว่า
“นอกจากนางมารสองคน กับวานาคแล้ว พวกเรายังมีศัตรูอีกคนหนึ่ง”
“นั่นก็คือ ‘คนในกระจก’ จากโลกในกระจกพิเศษของทรีอาร์ยุคที่สี่ เขามีชื่อในโมโรลาว่าเกฮี”
“คนในกระจก…” หุ่นทหารที่อยู่ด้านหน้าเคี้ยวคำนี้อยู่ครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะพูดว่า “ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร ทั้งหมดคือปัญหาที่ไอ้ทูดอร์เสียสตินั่นทิ้งไว้”
“ยังไงนะ?” ลูเมี่ยนฉวยโอกาสถาม
อัลบัสหยุดหัวเราะ พูดด้วยความเคารพอย่างชัดเจนว่า
“คุณคงทราบอยู่แล้วว่า บรรพชนของฉันคือราชาเทวทูต พระองค์บอกฉันว่า โลกในกระจกพิเศษน่าจะเป็นสิ่งที่ทูดอร์สร้างขึ้น”
“เทวทูตสีชาด? พระองค์ไม่ได้ถูกสังหารก่อนที่ทูดอร์จะกลายเป็น ‘จักรพรรดิโลหิต’ หรอกหรือ แล้วจะรู้ที่มาของโลกในกระจกพิเศษได้อย่างไร?” ลูเมี่ยนแสดงความสงสัย
“อะไรคือถูกสังหาร?” อัลบัสถอนหายใจพูดว่า “นี่แหละเหตุผลที่ผมไม่ชอบร่วมมือกับ ‘นักล่า’ ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้อับจนหนทาง ผมก็คงไม่มาหาคุณหรอก พวก ‘นักล่า’ พูดจาไม่น่าฟังเลยจริงๆ”
“ผมก็ไม่ชอบร่วมมือกับ ‘นักล่า’ เหมือนกัน อย่างเช่นคุณ” ลูเมี่ยนเห็นด้วยกับคำพูดของอัลบัส
อัลบัสเปลี่ยนไปใช้หุ่นทหารเหล็กอีกตัวหนึ่ง
“ก่อนหน้านี้ บรรพชนของผมเคยเข้าไปในทรีอาร์ยุคที่สี่ เพื่อยืนยันปัญหาต่างๆ ภายในนั้น พระองค์กล่าวว่า โลกในกระจกพิเศษอาจไม่ใช่ผลผลิตของปัญหา แต่เป็นสาเหตุที่ทำให้ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นและคงอยู่”
หมายความว่า โลกในกระจกพิเศษไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากการล่มสลายของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ และการทำลายล้างของทรีอาร์ยุคที่สี่ แต่มันมีอยู่ก่อนแล้ว และเป็นสาเหตุที่ทำให้ทรีอาร์ยุคที่สี่จมดิ่ง จนต้องใช้ทรีอาร์แห่งใหม่มาผนึก? ‘เทวทูตสีชาด’ อาจจะจงใจแพร่กระจายข้อมูลเท็จ เพื่อให้บรรลุแผนการบางอย่างหรือเปล่า?
แต่นี่สอดคล้องกับสิ่งที่เราค้นพบในคลังสมบัติของเรือ ‘โทสะสีคราม’ ก่อนที่พระองค์จะร่วงหล่น จักรพรรดิโลหิตอาจใช้โลกในกระจกเพื่อเตรียมการฟื้นคืนชีพของตัวเอง ในทำนองเดียวกัน ตระกูลทามาร่าก็เชื่อมโยงกับโลกในกระจกพิเศษก่อนที่จะเกิด ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’…ลูเมี่ยนหยุดเดิน ครุ่นคิดอยู่สองสามวินาทีแล้วพูดว่า
“ทูดอร์ทิ้งปัญหาไว้มากเกินไปไหม?”
แม้ ‘อัศวินดาบ’ จะบอกว่า ในบรรดาเทพบรรพกาลที่เสียสติในยุคที่สอง เกรจารี ต้นตระกูลฟีนิกซ์ คือตัวตนที่ชื่นชอบความวุ่นวายเหนืออื่นใด ทั้งยังสร้างเรื่องวุ่นวายไว้มากมาย คล้ายกับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ทูดอร์แห่งยุคที่สี่ แต่สำหรับลูเมี่ยนในปัจจุบัน ปัญหาที่เกิดจากฝีมือของต้นตระกูลฟีนิกซ์ เขาเพิ่งได้พบเพียงประเด็นเกี่ยวกับโลกแห่งความตาย แต่ในทางกลับกัน ปัญหาที่ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ทิ้งไว้ เด็กหนุ่มแทบจะพบเจอได้ทุกลมหายใจ ดังนั้น ‘จักรพรรดิโลหิต’ จึงเป็นคนที่วุ่นวายที่สุดในใจเขา ก่อปัญหาไว้มากกว่าต้นตระกูลฟีนิกซ์หลายเท่านัก
อัลบัสคงจะรู้สึกคล้ายกัน จึงใช้ปากของหุ่นทหารเหล็กเอ่ยว่า
“เพราะพระองค์คือสัญลักษณ์แห่งภัยพิบัติ”
นี่มัน…ลูเมี่ยนพลันเข้าใจเส้นทางของ ‘นักล่า’ ได้ลึกซึ้งขึ้น
อัลบัสเปลี่ยนเรื่องถามว่า
“ในฐานะผู้ร่วมมือชั่วคราว คุณต้องการให้ผมแบ่งปันการมองเห็นของหุ่นทหารให้ไหม? จะได้ไม่ต้องสวมบทบาทเป็นคนตาบอดอีก”
มีเรื่องดีแบบนี้ด้วย? ลูเมี่ยนระแวดระวังทันที
นึกถึงว่าวานาคต้องยอมจำนนต่อ ‘0-01’ อย่างสมบูรณ์ จึงจะได้แบ่งปันพลังบางส่วน นึกถึงว่าหุ่นทหารที่อยู่ตรงนี้ ล้วนเป็นหุ่นเชิดของ ‘0-01’ ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่สองสามวินาทีแล้วเอ่ยปาก
“ไม่ต้อง”
ในสถานการณ์ที่ตัวเองไม่ได้เป็นสมาชิกจริงๆ ของทีมอัลบัส เขากังวลว่าการแบ่งปันการมองเห็น อาจทำให้ตัวเองค่อยๆ กลายเป็นหุ่นเชิดไป
“บางครั้ง การระวังตัวเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี” อัลบัส·เมดีซีไม่ได้พยายามชักจูงอะไรอีก น้ำเสียงดูเหมือนจะแฝงความเสียดายที่ไม่เก็บซ่อน
เวลาต่อมา ลูเมี่ยนเดินวนเวียนไปมาในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินตามแผนที่ในหัว อัลบัสใช้หุ่นทหารเหล็กที่มีอยู่ทั่วบริเวณนี้เตือนหนึ่งสองประโยคเป็นระยะ แสดงว่าเขาไม่ได้หลงทาง
ผ่านไปสักพัก ลูเมี่ยนชะลอฝีเท้าลง พึมพำในใจว่า
“ในหนังสือ ‘ตัวอย่างการสร้างอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน’ ด้านหน้านี้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไม่มีการบันทึกอะไรเลย…”
“เวลาแบบนี้ อัลบัสถือว่ามีประโยชน์เลยไม่ใช่หรือ?”
ลูเมี่ยนไม่ลังเลอีก เดินผ่านบริเวณที่คาดว่าเป็นประตูใหญ่ เข้าไปในพื้นที่ว่างเปล่าบนแผนที่ในหัว
วินาทีถัดมา เด็กหนุ่มรู้สึกว่าผิวหนังทุกส่วนเริ่มชาและแสบเสียว ราวกับกำลังเข้าใกล้สายฟ้าอันเกรี้ยวกราด แต่ยังไม่ได้สัมผัสมัน
ลูเมี่ยนนึกถึงป่าสายฟ้าในฝันร้ายก่อนหน้านี้ทันที
ข้างหูเขาได้ยินเสียงของอัลบัสที่ส่งผ่านหุ่นทหารเหล็ก
“วานาคมาถึงแล้ว”
“อยู่ด้านหน้าสิบกว่าเมตร”
วานาค? ในหัวของลูเมี่ยนพลันนึกถึงบุคคลอันตรายที่สุดแห่งโมโรลา เจ้าของเรือนผมสีเลือดและดวงตาสีดำเหล็ก
จิตใจของเด็กหนุ่มตึงเครียดขึ้นทันที
…………………………………………………….