ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 830 จุดหมาย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 830 จุดหมาย
ตอนที่ 830 จุดหมาย
ลูเมี่ยนเดิมทีก็คิดว่าวานาค ผู้สามารถยืมพลังของ ‘0-01’ มาได้บางส่วน น่าจะอันตรายกว่าอัลบัสและจูลี่ และตอนนี้ อาณาเขตที่เต็มไปด้วยสายฟ้านี้ ก็เหมาะกับการใช้พลังของเขาอย่างยิ่ง
ไม่ว่าวานาคจะสามารถเปลี่ยนสภาพอากาศไปในทิศทางดังกล่าวได้จริงหรือไม่ จะสามารถเทียบชั้นกับจูลี่และชาลิสต์ ซึ่งสามารถเป็นภาชนะรับเทพได้หรือไม่ แต่การที่เขาดำรงอยู่ในป่าสายฟ้าแห่งนี้ ก็ช่วยให้เขาเทียบชั้นกับครึ่งเทพตัวจริงได้แล้ว
“เรากับอัลบัสร่วมมือกัน ก็คงไม่แคล้วถูกพายุสายฟ้าบดขยี้อยู่ดี…” ปฏิกิริยาแรกของลูเมี่ยนคือ รีบถอยออกจากพื้นที่นี้ แล้วหาเส้นทางอื่นไปยังตำแหน่งของ ‘0-01’ แทน เมื่อถึงตอนนั้น แม้ว่าวานาคจะไล่ตามมา เมื่อออกจากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เขาก็จะไม่น่ากลัวจนไม่ถึงกับต่อกรไม่ไหว
แต่พอคิดอีกที ลูเมี่ยนก็นึกถึงฝันร้ายที่ตนเคยเห็น
เขาจำได้ว่า หลังป่าสายฟ้านี้คือ ภูเขาที่ก่อตัวจากกองซากศพและโครงกระดูก และบนยอดเขาดูเหมือนจะมี ‘0-01’ ปักอยู่!
นั่นก็หมายความว่า ที่นี่คือเส้นทางจำเป็นที่จะต้องผ่านเพื่อเข้าสู่พื้นที่แกนกลางของการผนึก ไม่สามารถเลี่ยงได้!
เรื่องนี้ แม้ว่า ‘ตัวอย่างการสร้างอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน’ จะไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่ก็มีการบ่งบอกเป็นนัย
“หรือว่า แกล้งถอยหลัง ล่อให้วานาคออกมา หลีกเลี่ยงการต่อสู้กับเขาในป่าสายฟ้า…”
“เดี๋ยวก่อน…”
ลูเมี่ยนพลันผุดความคิดอันหาญกล้าบ้าบิ่น
ในเมื่อสิ่งอันตรายก่อนหน้านี้ ถือว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน งั้นวานาคที่เป็นหุ่นเชิดของ ‘0-01’ จะตัดสินใจในลักษณะคล้ายกันหรือเปล่า?
วานาคไม่สามารถถูกมองเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญา เขาดูใกล้เคียงกับทหารหุ่นที่มีจิตสำนึกของตัวเองมากกว่า
เป้าหมายแบบนี้ มีโอกาสสูงที่จะถูกตบตา!
“ตอนที่เราเพิ่งมาถึงโมโรลา มลทินของ ‘0-01’ ในตัวยังมีน้อยมาก แถมภายในก็ยังเต็มไปด้วยปัญหา ไม่แปลกที่วานาคจะถูกกระตุ้นให้คิดว่าเป็นศัตรู แต่ตอนนี้เราผ่านการอ่านหนังสือมานาน มลทินค่อยๆ เข้าใกล้จุดวิกฤติแล้ว”
“ลองดูสักตั้งก็ได้”
“ถ้าไม่ได้ผล ก็จะปลุกเงาขึ้นมารับการโจมตีจากสายฟ้า ฉวยจังหวะเทเลพอร์ตออกไปข้างนอก ไม่สู้กับวานาคในป่าสายฟ้านี่…”
ลูเมี่ยนคิดไวทำไม ก้าวเท้าไปข้างหน้า
ในระหว่างกระบวนการ เขาทั้งนึกย้อนถึงฝันร้ายที่เกิดขึ้นหลังจากมาถึงโมโรลา ฟังความรู้ที่ที่จุกหูทองเหลืองซึ่งตอนนี้เป็นปกติแล้วบอกเล่า จนตัวเองกับมลทินเริ่มมีความถี่ตรงกัน พลางครุ่นคิดเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ทั้งสำคัญและไม่สำคัญ เพื่อช่วยให้สภาพจิตใจผ่อนคลายลงบ้าง ทำให้ร่างกายไม่เกร็งมากเกินไป
เพราะนั่นอาจทำให้วานาคสังเกตเห็นความผิดปกติ!
“ทำไมถึงเป็นป่าสายฟ้าได้ล่ะ?”
“ตามฝันร้าย ไม่ใช่ว่าข้างหน้าควรเป็นพระราชวังลุกไหม้ กับสายฝนที่สาดเทราวกับน้ำตกหรอกหรือ?”
“หรือว่าพวกมันอยู่ในเส้นทางอื่น?”
“…”
ลูเมี่ยนอดทนต่อความรู้สึกเสียวแปลบที่ทวีความรุนแรงตามลำดับ พลางนับระยะทางที่ตนเดินไปในใจ
“อีกสามสี่ก้าวก็จะเจอวานาคแล้ว…”
ลูเมี่ยนเพิ่งจะคิดแบบนั้น ก็ได้ยินเสียงหายใจที่ช้าแต่ยาวนาน ดังมาจากระยะห่างไม่กี่เมตร แม้จะถูกกลบด้วยเสียงฟ้าร้องที่ก้องกังวานก็ตาม
หลังของลูเมี่ยนเกร็งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว มือขวาสอดเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ พร้อมที่จะดึง ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ออกมาได้ทุกเมื่อ
หลังจากขยับเข้าใกล้กันก่อนหน้านี้ พวกมันได้รวมเข้าด้วยกันแล้ว แต่ยังไม่สามารถทะลุการปิดกั้นของ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เพื่อกลับไปรวมกับหัวของตัวเองได้
ขณะที่เข้าใกล้วานาค ลูเมี่ยนที่มองไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเลย ก็อยากกลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณ
เด็กหนุ่มรีบปรับตัว บังคับตัวเองให้อยู่ในสภาวะปกติ
วินาทีถัดมา เขารู้สึกว่ามีสายตาจ้องมาที่ตน จนผิวหนังบนใบหน้าเกิดตุ่มเล็กๆ ที่แทบไม่สังเกตเห็น
นั่นคือการจ้องมองจากวานาค
ในช่วงเวลานี้ ลูเมี่ยนหวังมากว่าตัวเองจะเป็น ‘นักสะกดจิต’ เพื่อบอกตัวเองในใจซ้ำๆ ว่า ‘เราคือเจ้าหน้าที่ทดลอง เราคือเจ้าหน้าที่ทดลอง…’
เขารักษาท่าเดินตรงไปข้างหน้าด้วยจังหวะไม่เร็วไม่ช้า เหมือนกับพวกเจ้าหน้าที่ทดลองที่สวมเสื้อคลุมสีดำ
“สองก้าว…หนึ่งก้าว…” ลูเมี่ยนพยายามทำจิตใจให้ว่างเปล่า
เขาเดินผ่านร่างของวานาคที่อยู่ในจินตนาการไป
“หนึ่งก้าว…สองก้าว…สามก้าว…” ลูเมี่ยนไม่กล้าผ่อนคลาย รู้สึกว่าเหงื่อเย็นผุดซึมออกมาเต็มแผ่นหลัง
นอกป่าสายฟ้า อัลบัส·เมดีซีอาศัยดวงตาของทหารหุ่นตัวหนึ่ง จ้องมองลูเมี่ยนที่ถือโคมไฟคาร์ไบด์พร้อมด้วยศีรษะที่แหลกเละ บรรจงย่างกรายไปทางวานาคที่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสองเม็ด
เขาเห็นสายตาของวานาคตกลงบนตัวลูเมี่ยน จ้องตามไปเจ็ดแปดวินาทีแล้วค่อยๆ เบนออก เห็นลูเมี่ยนเดินผ่านบุคคลที่อันตรายที่สุดของโมโรลาผู้นี้ไป มุ่งหน้าไปยังปลายป่าสายฟ้า
“นี่มัน…” อัลบัสหรี่ตาลงก่อน แล้วจึงยิ้มออกมา “ที่แท้ก็ใช้วิธีแบบนี้ ผ่านพื้นที่อันตรายเข้ามาได้ ถึงว่าสองสามสัปดาห์นี้ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากอ่านหนังสือ…พอถึงจุดหมายต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี…”
ลูเมี่ยนเดินไปได้สักพัก ก็พบว่าอาการเสียวแปลบตามผิวกายเริ่มจางลง เสียงที่ออกมาจากจุกหูทองเหลือง เมื่อรั่วไหลออกไปก็เกิดเสียงสะท้อนอ่อนๆ
สิ่งนี้ทำให้ลูเมี่ยนตัดสินได้ทันทีว่า ตนได้ออกจากป่าสายฟ้าแล้ว เข้าสู่ทางเดินที่ไม่ค่อยกว้างนัก
“หลังจากเดินผ่านเส้นทางนี้ ก็คงถึงบริเวณรอบๆ ภูเขาซากศพแล้ว…”
“ต้องรอก่อน รออัลบัสตามมาให้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้เผชิญหน้ากับพวกจูลี่ตามลำพัง…?”
“หึๆ ไม่รู้ว่าอัลบัสจะใช้วิธีไหนผ่านการขัดขวางของวานาค…”
ลูเมี่ยนหยุดฝีเท้า เงี่ยหูฟังเสียงจากทิศทางของป่าสายฟ้า
ตึกตึกตึก! เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ไม่ช้าไม่เร็ว
“หยุดทำไม?” ข้างหูเด็กหนุ่มพลันมีเสียงแฝงความคมกริบของวานาคดังแว่ว
ความเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งจากก้นกบ ขึ้นถึงท้ายทอยของลูเมี่ยน เกือบทำให้เขาหลุดพูดถึงศพไร้ศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
เด็กหนุ่มแสดงท่าทางเกร็งๆ อยากจะ ‘อธิบาย’ แต่พอความคิดแล่นผ่านไป ก็เลือกที่จะเงียบไว้ เริ่มเดินหน้าต่อไปอย่างไร้เสียง
ในความรู้สึกที่อากาศแทบจะแข็งตัว ลูเมี่ยนได้ยินเสียงฝีเท้า ตึกตึกตึก! เดินผ่านตัวเขาไป มุ่งหน้าไปยังปลายทางเดิน
ฟู่ว…เด็กหนุ่มถอนหายใจแผ่วเบา
เขาไม่ได้หยุดอีก แต่ชะลอฝีเท้าลง ราวกับหอยทากที่กำลังคลาน
ไม่นานนัก เขาก็มีความรู้สึกเหมือนถูกสายตามากมายจับจ้องอีกครั้ง
เห็นวานาคมุ่งหน้าไปยังสถานที่ตั้ง ‘0-01’ อัลบัส·เมดีซีเยาะเย้ยลูเมี่ยนที่เสี่ยงอันตรายโดยเปล่าประโยชน์ พลางเดินผ่านป่าสายฟ้าไปอย่างสบายอารมณ์
อาศัยองครักษ์ที่มีไม่มากนักตามทางเดิน อัลบัสเห็นว่า ผนังทั้งสองด้านล้วนประกอบขึ้นจากเหล็กรูปสี่เหลี่ยม พื้นผิวโลหะเรียบมันราวกระจก
ในตอนนี้ บนผิว ‘กระจก’ แต่ละบานปรากฏใบหน้าซีดเซียวบิดเบี้ยวนับไม่ถ้วน
ใบหน้าเหล่านั้นเป็นของชาวโมโรลา ทั้งหมดกำลังจ้องมองลูเมี่ยนอย่างไร้เสียง บางคราวก็มีฝ่ามือยื่นออกจากพื้นผิวโลหะ แล้วเอื้อมไปคว้าร่างของลูเมี่ยนอย่างเงียบงัน
ลูเมี่ยนเพียงแค่สาดเปลวไฟไปทางนั้น โดยไม่ได้ทำท่าทีโจมตีเพิ่มเติม
เห็นฝ่ามือซีดเซียวนั้นหดกลับเข้าไปในผนังเหล็ก อัลบัสก็ให้การ์ดที่อยู่ด้านหน้าเยื้องๆ อ้าปากออก
“ผมเห็นวานาคไม่ได้ปิดตา คุณจะลองดูบ้างไหม?”
ในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน หุ่นเชิดระดับวานาคไม่จำเป็นต้องปิดตา ไม่ต้องกังวลว่าจะถูก ‘คนในกระจก’ แทนที่หรือ? พูดตามทฤษฎีแล้ว ดูเหมือนเราก็ทำได้เช่นกัน ในเมื่อเรากับเขาก็ไม่ต่างกันเท่าไรแล้ว…อัลบัสเห็นว่าเราไม่ถูกวานาคโจมตี เลยสงสัยในสภาวะของเรา จนเกิดการคาดเดาขึ้นมาสินะ? ลูเมี่ยนตอบคำพูดของอัลบัสอย่างสงบ
“ผมยังไม่อยากตาย”
เขาหันมาถามว่า
“พวกเราจะรออยู่ตรงนี้สักพัก รอให้วานาคกับสอง ‘นางมาร’ สู้กันจนถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยไปฉวยโอกาสดีไหม?”
วานาครีบไปที่ภูเขาซากศพ แน่นอนว่าเพื่อขัดขวางไม่ให้จูลี่และชาลิสต์ทำบางสิ่งกับ ‘0-01’!
อัลบัสใช้การ์ดตัวหนึ่งตอบว่า
“จากข้างหน้า…ผมไม่พบสองนางมารนั่น”
จูลี่และชาลิสต์ยังไม่มาหรือ? พวกเธอสอง ‘นางมาร’ หลงทาง? ทั้งที่พวกเธอเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินก่อนแท้ๆ! หรือว่า มาถึงแล้ว แต่ซ่อนตัวอยู่ กำลังรอจังหวะ? ในขณะที่ความคิดลูเมี่ยนสับสนว้าวุ่น ฝีเท้าที่ช้าลงก็กลับมาเป็นความเร็วปกติ
เขาเดินไปพลางยิ้มพูดกับอัลบัส
“คุณคงจะสังเกตเห็นแล้ว วานาคไม่โจมตีผม หลังจากนี้ คุณจะให้ผมเข้าไปคนเดียว เพื่อเข้าใกล้เป้าหมายโดยไม่ถูกขัดขวาง หรือจะไปด้วยกัน หรือจะนำหน้าไปก่อน?”
ลูเมี่ยนกำลังกังวลว่า อัลบัสจะรังแกตอนที่เขามองไม่เห็น จงใจถ่วงระยะห่าง ปล่อยให้ตนเข้าไปในบริเวณรอบๆ ภูเขาซากศพ เพื่อเผชิญกับเหตุไม่คาดฝันตามลำพัง ดังนั้น เด็กหนุ่มจึงชี้ให้เห็นความผิดปกติของตัวเองก่อน ทำให้อัลบัสเกิดความกังวล ไม่กล้าปล่อยปละ
อันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อไป แน่นอนว่าต้องเผชิญด้วยกันทั้งสองคน อย่าคิดจะถ่วงอยู่ข้างหลัง แล้วมาเป็นยมทูตที่ออกมาเก็บผลแห่งชัยชนะทีหลังสุด!
เสียงหัวเราะของอัลบัสดังขึ้นทางด้านหน้าเยื้องๆ กับลูเมี่ยน
“ในเมื่อตกลงร่วมมือกันแล้ว ย่อมต้องเข้าไปด้วยกันแน่นอน”
“ทำตัวน่านับถือจริงๆ” ลูเมี่ยนตอบอย่างไม่จริงใจ
เดินไปอีกสิบกว่าก้าว ลูเมี่ยนก็พลันหยุดฝีเท้า เนื่องจากสัมผัสได้ว่า หากเดินไปอีกก็จะถึงภูเขาซากศพนั่นแล้ว
“ทำไมไม่เดินต่อล่ะ?” อัลบัสถามผ่านการ์ดที่เฝ้าอยู่ตรงทางเข้า
“แล้วทำไมคุณถึงหยุดเหมือนกันล่ะ?” ลูเมี่ยนย้อนถาม
“คุณยังไม่ไว้ใจผมสินะ” อัลบัสถอนหายใจพูด
ลูเมี่ยนตอบอย่างขบขัน
“ทางนั้นก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
ขณะเอ่ยปาก เขาก็พลันเร่งฝีเท้า ราวกับจะทิ้งอัลบัสไว้ข้างหลัง รีบพุ่งไปที่เชิงเขาซากศพก่อน
ชั่วพริบตาต่อมา เขาได้ยินเสียงฟิ้ว นั่นคือเสียงของหอกเพลิงที่พุ่งทะลุอากาศ
ลูเมี่ยนแค่น ‘ฮึ’ เสียงหนึ่ง ออกจากทางเดินไปอย่างสิ้นเชิง
วินาทีถัดมา เขาเกิดความรู้สึกอันตรายอย่างรุนแรง
นั่นไม่ใช่ลางสังหรณ์ แต่เป็นปฏิกิริยาสัญชาตญาณของ ‘นักล่า’ ต่อการโจมตีที่กำลังจะฟันลงมายังศีรษะตน
“คุณก็มาหาที่ตายเหมือนกันหรือ?”
เสียงของจูลี่พลันก้องอยู่ในหูของลูเมี่ยน เย็นชาและเยือกเย็น
ลูเมี่ยนรีบกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา พร้อมกับดึงมือขวาออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
มันถือร่างไร้ศีรษะที่บวมคล้ำเขียวอยู่!
…………
ภายในอพาร์ตเมนต์ที่ทรีอาร์ ฟรังก้า และจินนาเช่าอยู่
จินนาพูดกับฟรังก้าว่า
“ข้อเสนอก่อนหน้านี้ของเธอได้ผลจริงๆ ฉันย่อยโอสถแม่มดหมดแล้ว จริงอย่างที่ว่า ต้องเข้าใกล้อันตรายที่เร้นลับ”
ฟรังก้าทันทีที่สีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี
“จะปรับตัวสองวัน แล้วค่อยไปที่ลานบูชาในสุสานใต้ดินเพื่อเลื่อนลำดับ หรือจะไปตอนนี้เลย?”
จินนาเม้มปากพูดว่า
“ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณบอกฉันว่า ตอนนี้จะดีที่สุด”
…………………………………………………….