ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 831 กลิ่นไม่ดี
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 831 กลิ่นไม่ดี
ตอนที่ 831 กลิ่นไม่ดี
ลูเมี่ยนดึงร่างไร้ศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ออกมา ในตอนที่กระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา นอกจากได้ยินเสียงของจูลี่แล้ว ยังได้ยินเสียงวัตถุหนักตกกระแทกอย่างแหลมและรุนแรง
เด็กหนุ่มเลือกจุดที่รับรู้ได้ไกลที่สุด เป็นจุดหมายของการ ‘เทเลพอร์ต’ โดยสัญชาตญาณ
ร่างของลูเมี่ยนเพิ่งหายไปจากตำแหน่ง อัลบัสก็นำหุ่นเหล็กสองตัวเข้ามาในพื้นที่
เมื่อสักครู่ เขาไม่ได้สนใจท่าทีของลูเมี่ยน ซึ่งทำเหมือนจะรีบวิ่งไปยังยอดเขาซากศพก่อน แต่กลับฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายมองไม่เห็น รวบรวมพลังสร้างหอกยาวจากเปลวไฟสีขาวโชติช่วง แล้วขว้างมันไปข้างหน้า เพื่อบังคับให้ลูเมี่ยนวิ่งออกจากทางเดิน ไปเผชิญกับอันตรายที่อาจซุกซ่อนอยู่ ไปเผชิญกับการถูกรุมโจมตีที่อาจเกิดขึ้น
ส่วนตัวเขาเอง ยังคงล้าหลังไปสองสามเมตร เว้นระยะเวลาให้พอสำหรับการตอบสนอง หากลูเมี่ยนถูกล้อมโจมตีหรือควบคุมจริง ก็จะสามารถหลบหลีกบริเวณอันตราย และเข้าใกล้ยอดเขาซากศพจากด้านข้างได้ทันเวลา
แน่นอน อัลบัสก็ไม่กล้าล้าหลังมากเกินไป เพราะเมื่อครู่ลูเมี่ยนได้พิสูจน์แล้วว่า เขามีวิธีรอดพ้นการโจมตีของวานาค สามารถไปถึงจุดหมายอย่างรวดเร็วโดยไม่ถูกขัดขวางใดๆ หากอัลบัสรอสิบกว่ายี่สิบวินาทีก่อนจะตามเข้ามา อีกฝ่ายอาจจะได้ติดต่อกับ ‘0-01’ โดยตรงแล้วก็ได้!
“ในสงคราม ทั้งความรีบร้อนและความล่าช้า ล้วนเป็นสาเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้…” อัลบัสเพิ่งจะคิดแบบนี้ผ่านไป ก็ได้ยินเสียงตกกระแทกที่ทำให้อากาศระเบิดอย่างน่าสะพรึงกลัว
หุ่นเหล็กตัวหนึ่ง ซึ่งเขาควบคุมอยู่ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นอุกกาบาตขนาดมหึมาลูกหนึ่งที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟ ส่องสว่างไปทั่วผืนแผ่นดิน กำลังพุ่งตกลงมาด้วยบรรยากาศราวกับจะทำลายทุกสรรพสิ่ง ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตรงสู่ทุ่งร้างที่เต็มไปด้วยทหารในชุดเกราะและซากศพ มุ่งสู่บริเวณใกล้ทางเข้า พุ่งลงมายังอัลบัสและวานาค ซึ่งอยู่ห่างจากเขาสามสิบสี่สิบเมตร
อุกกาบาตตกลงมาเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเร็วกว่าเสียง
ณ สถานที่ห่างไกล จูลี่ในชุดราตรียาวคอลึกผ่าข้าง ในมือถือตะเกียงอยู่ ยืนนิ่งกลางอากาศบนบันไดน้ำแข็งที่ซ้อนกันหลายชั้น
มือซ้ายที่สวมแหวนไพลินของเธอ ลากเส้นโค้งจากบนลงล่าง ชี้ไปยังจุดที่วานาคและอัลบัสอยู่
“นังลูกโสเภณี!”
นับแต่เข้ามาในโมโรลา นี่เป็นครั้งแรกที่อัลบัสสบถคำหยาบในใจอย่างควบคุมไม่ได้
อีกฝ่ายยังไม่ได้สวดวิงวอนเรียกเทพสถิตเลยไม่ใช่หรือ?
นี่ยังไม่ได้อยู่ในสภาวะเทพสถิตร่างเลยไม่ใช่หรือ?
แล้วทำไมนังหมูตัวเมีย ถึงเรียกอุกกาบาตได้แล้วล่ะ?
กฎของโมโรลาล่ะ? ‘0-01’ ล่ะ? ช่วยจำกัดหน่อยสิ นี่มันพลังของ ‘นางมารหายนะ’ นะ!
แถมนาง ‘นางมาร’ คนนั้นยังไม่ได้ปิดตาด้วย!
นี่มันไม่ชอบมาพากลแล้ว!
แม้จะเห็นได้ว่าอุกกาบาตดังกล่าว ยังไม่ถึงระดับที่จะทำลายเมืองได้ ยังไม่ถึงระดับของ ‘นางมารหายนะ’ ที่แท้จริง แต่อัลบัสในยามนี้ก็บังเกิดความหวาดกลัวจากก้นบึ้ง
แม้เขาจะเป็นสมาชิกของกองพลสีเลือด ‘สงครามแดง’ ที่บรรพบุรุษสร้างขึ้นใหม่ จนสามารถรวบรวมพลังของตนไปยังราชาเทวทูตผู้นั้น แล้วได้รับส่วนแบ่งพลังจากอีกฝ่าย รวมทั้งกระจายความเสียหายที่ได้รับบางส่วนออกไปได้ แต่ที่นี่คือโมโรลา ทั้งยังเป็นเขตหลักใต้ดินของอนุสาวรีย์บรรจุศพที่ผนึก ‘0-01’ ซึ่งมีการลดทอนพลังวิเศษประเภทที่อาศัยการเชื่อมโยงจากภายนอก อัลบัสอย่างมากก็ใช้พลังระดับได้ในลำดับ 4 รวมถึงคุณสมบัติในศักดิ์สูงบางชนิดได้ชั่วคราว อีกทั้ง ความเสียหายที่กระจายออกไปก็จะไม่มากกว่าหนึ่งในสาม
ตอนนี้ อย่าว่าแต่กระจายความเสียหายออกไปได้แค่หนึ่งในสามเลย ต่อให้ทำได้ครึ่งหนึ่ง หรือสองในสาม ส่วนที่เหลือก็ไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายปัจจุบันของอัลบัสจะรับไหว
โชคยังดี อุกกาบาตต้องใช้เวลาในการตก ไม่อย่างนั้น อัลบัสคงกลายเป็นศพไหม้เป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
เขาที่สวมผ้าปิดตาสีดำเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ปล่อยให้เส้นผมลุกเป็นเปลวไฟสีแดงเพลิง ที่ค่อยๆ ลามไปทางด้านหลัง
กระดูกและเนื้อใต้ผิวหนังของเขา เริ่มเผยให้เห็นสีดำเหล็กริบหรี่
ทันใดนั้น เขาก็แปลงกายเป็นหอกเปลวไฟสีขาว พาหุ่นเหล็กทั้งสองตัวพุ่งไปทางขวามืออย่างรวดเร็ว
อัลบัสยืมพลังของ ‘เทวทูตสีชาด’ มาแล้ว กลยุทธ์ที่เขาคิดได้ตอนนี้คือ หลบหนีออกจากจุดตกของอุกกาบาตเสียก่อน แล้วค่อยอาศัยการกระจายความเสียหายจากบรรพชน อาศัยการแปรร่างเป็นโลหะชั่วคราว และอาศัยหุ่นเหล็กสองตัวที่ใช้เป็นโล่ได้ เพื่อรับมือกับความเสียหาย เอาตัวรอดจากคลื่นกระแทกอันบ้าคลั่งที่จะแผ่ขยายออกมา
ใช่แล้ว ที่อัลบัสตั้งใจพาหุ่นเหล็กไปด้วย ไม่ใช่เพราะเสียดาย ‘ดวงตา’ ของตัวเอง และไม่ใช่เพราะมีใจรักทะนุถนอมสิ่งของประเภทนี้
พวกมันคือโล่ชั้นยอด!
วานาคซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของอุกกาบาต เลือกทำเหมือนอัลบัส แต่บุคคลที่อันตรายที่สุดแห่งโมโรลาผู้นี้ไม่มีหุ่นเหล็กที่จะให้การป้องกันขั้นสุดท้าย อีกทั้งยังถูกใยแมงมุมที่มองไม่เห็นเป็นชั้นๆ รอบตัวขัดขวาง
ขณะที่เส้นใยแมงมุมปรากฏขึ้นทีละหนึ่ง ย้อมด้วยสีเทาขาว หอกเปลวไฟสีขาวโชติช่วงที่วานาคจำแลงกาย ก็เริ่มช้าลงทุกขณะ
ปัง!
อุกกาบาตที่ลุกไหม้ลูกนั้น ตกลงมาห่างจากด้านหลังวานาคสิบกว่าเมตร
โครม!
ฝุ่นที่ม้วนตลบ เปลวไฟที่แผดเผา คลื่นปะทะอันน่าสะพรึงกลัว พลันท่วมท้นวานาคในพริบตา
ตัวอันตรายอันดับหนึ่งแห่งโมโรลาผู้นี้ ร่างที่เป็นสีโลหะแตกออกในทันที ราวกับกลายเป็นศพที่ถูกเผาไหม้
อัลบัสที่หนีออกมาได้ไกลพอสมควร ถูกคลื่นลมที่พัดบ้าคลั่ง ซัดใส่หอกเปลวไฟสีขาวโชติ ฟาดมันลงสู่พื้นโดยตรง
ในเสียงดัง ‘ตึง’ หุ่นเหล็กตัวแรกที่ถูกใช้เป็นโล่ บุบยุบเข้าอย่างรวดเร็ว แตกออกบางส่วน สูญเสียความรู้สึกของหุ่นกลในทันที กลายเป็นเพียงกองเศษเหล็ก
ต่อมา หุ่นเหล็กตัวที่สองก็ได้รับความเสียหายหนัก แล้วก็ถึงคิวอัลบัส·เมดีซี เขาคลายร่างจากสภาพหอกเปลวไฟ พ่นเลือดที่ลุกไหม้ออกมา ร่างที่กลายเป็นโลหะได้รับความเสียหายไปไม่เบา
ลูเมี่ยนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเอง ‘เทเลพอร์ต’ มายังแห่งหนใด ได้ยินเสียงระเบิดก่อน แล้วจึงรู้สึกถึงคลื่นลมที่ราวกับจะจับต้องได้ซัดใส่ร่าง ตามด้วยเปลวไฟที่ลุกไหม้
หูของเด็กหนุ่มสูญเสียการได้ยินชั่วคราว ไม่สามารถดูดซับความรู้จากที่อุดหูทองเหลืองได้อีก ทั้งร่างถูกซัดกระเด็นออกไป แต่แรงคลื่นกระแทกลดระดับลงมาถึงขั้นที่ ‘ยมทูต’ คนหนึ่งพอจะรับไหว
ส่วนเปลวไฟที่มากับคลื่นลมบ้าคลั่ง ทำได้เพียงเผาเสื้อผ้า ผ้าพันแผล และเส้นผมเท่านั้น ยากที่จะเกิดแผลไฟไหม้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง เขายังรีบใช้พลังควบคุมไฟ บังคับให้มันดับลงในพริบตา
ตึง!
ลูเมี่ยนล้มลงกับพื้นอย่างแรง เกือบทำโคมไฟคาร์ไบด์ในมือหลุด
ผ้าพันแผลที่ถูกไฟเผาขาดบนใบหน้า หลุดร่วงตามมา โชคยังดีที่เด็กหนุ่มยังคงหลับตาอยู่ตลอด
ในขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนรู้สึกว่าร่างไร้ศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่ถืออยู่ในมือขวา รวมถึงศีรษะเน่าของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่กำอยู่ในมือซ้าย เริ่มขยับพล่าน ต่างฝ่ายต่างใช้พลังอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งสามารถลากร่างของเขาได้ พุ่งเข้าหากัน
ลูเมี่ยนไม่ได้ห้ามปราม กลับปล่อยมือทั้งสองข้าง
เขากระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวาอีกครั้ง ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังขอบเขตสุดท้ายที่รับรู้ได้ในตอนนี้
เขาต้องหนีออกห่างจากชิ้นส่วนศพของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่กำลังจะรวมตัวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าโจมตีแรก หากไม่แล้ว ไม่เพียงแต่จะไม่บรรลุจุดประสงค์ในการให้อันตรายปะทะกันเอง แต่กลับจะทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกล้อมโจมตีได้ง่าย!
ตอนเลือกจุดหมายในการ ‘เทเลพอร์ต’ ลูเมี่ยนยังตั้งใจหลีกเลี่ยงจุดที่ของหนักร่วงลงมา รวมถึงตำแหน่งเสียงของจูลี่
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยควันหนาทึบ ร่างของลูเมี่ยนหายไปจากตำแหน่ง ปล่อยให้ชิ้นส่วนศพทั้งสองของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ขยับเข้าใกล้กัน
มือเดียวที่เหลือของร่างไร้ศีรษะ คว้าหัวที่มีผมรุงรังราวกับวัชพืช รีบนำมันไปประกบกับลำคอ
แต่ความพยายามนี้ถูกขัดขวางจากบางสิ่ง ราวกับในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน จะมีกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรว่า หัวกับร่างต้องแยกจากกัน
แน่นอน การขัดขวางนี้มิได้ยับยั้งการที่หัวจะกลับไปรวมกับคอได้ เพียงแต่เพิ่มความยาก ทั้งยังลดความเร็วในการประกอบร่างลง
อีกด้านหนึ่ง เปลวไฟที่พลิ้วไหว และควันที่ฟุ้งกระจาย เริ่มสงบลงบ้างแล้ว จูลี่ที่ยืนอยู่บนขั้นบันไดน้ำแข็ง แลเห็นว่าวานาคสิ้นลมหายใจ นอนแน่อยู่บนพื้น ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยแยกลึกและร่องรอยไหม้ดำ
หญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา
วานาคเป็นคู่ต่อสู้ที่เธอหวาดระแวงที่สุดมาตลอด ก่อนหน้านี้เธอยังเสียดายที่ลูเมี่ยนหนีไปก่อน จนพลาดโอกาสจับมือกันกำจัดวานาค
ในตอนนั้นเอง วานาคที่อยู่ในสภาพร่างไหม้เกรียมก็ขยับตัว
ตัวอันตรายอันดับหนึ่งแห่งโมโรลาผู้นี้ กระโดดพรวดขึ้น ในเบ้าตามีเปลวไฟสีแดงเข้มลุกโชนสองดวง
เขากลายเป็นอันเดด!
สำหรับวานาคที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อ ‘0-01’ ซึ่งเท่ากับเป็นหุ่นเชิดพิเศษ การมีชีวิตอยู่หรือคงอยู่ในสภาพอันเดด ดูเหมือนจะไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นอันเดดทำให้เขาสามารถยืมพลังอื่นๆ มาใช้ได้!
เขากางแขนทั้งสองข้าง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ปล่อยเสียงราวกับเสียงคำรามในการรบ
ทันใดนั้น ตะเกียงที่จูลี่ถืออยู่ก็ดับลง เปลวไฟรอบๆ บริเวณภูเขาซากศพก็สลายไปทั้งหมด เหลือเพียงตะเกียงในมือของอัลบัสและโคมไฟคาร์ไบด์ที่ลูเมี่ยนถือ ซึ่งได้รับการปกป้องโดยพลัง ‘นักล่า’ ของพวกเขา กำลังส่องแสงสั่นไหว ยังคงลุกไหม้สว่างๆ มืดๆ
ความมืดไหลบ่าเข้ามาใหม่ แต่กลับไม่สามารถท่วมทับจูลี่ได้
ไม่เป็นอะไร? อัลบัสที่เห็นภาพนี้ผ่านหุ่นเหล็กตัวสุดท้าย อดขมวดคิ้วไม่ได้
“แหวนไพลินวงนั้น ยังสามารถปกป้องจูลี่จากการกัดกร่อนและละลายของความมืดใต้ดินได้อีกหรือ?”
“ไม่น่าใช่!”
“แม้จะได้ แล้วก่อนหน้านี้ นังจูลี่ถือตะเกียงไว้ทำไม เพื่อชักจูงพวกเราหรือ?”
“อีกอย่าง พลังของ ‘นางมารหายนะ’ ไม่ควรจะปรากฏ แม้จะเป็นแค่รูปแบบที่อ่อนแอลง…”
“มีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล!”
ในตอนนั้น จูลี่ปล่อยเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ชวนให้จิตใจสั่นสะท้าน พร้อมชี้มือซ้ายขึ้นฟ้าอีกครั้ง
ณ ที่สูงในความมืด พลันมีแสงริบหรี่ปรากฏ น้ำแข็งแหลมคมก่อตัวขึ้นแท่งแล้วแท่งเล่า ร่วงหล่นลงมาราวสายฝน ลงสู่ทุ่งโล่ง ลงใส่วานาค อัลบัส และลูเมี่ยน
วานาคคำรามด้วยความเดือดดาลอีกครั้ง
เสียงนี้ราวกับกลองศึก กระหน่ำเข้าที่หัวใจของจูลี่ จนทั้งร่างของเธอแข็งค้างไปชั่วขณะ
ตามติดมาด้วยพายุทอร์นาโด ซึ่งเชื่อมระหว่างฟ้าดิน มันก่อตัวขึ้นพร้อมเสียงหวีดหวิว กวาดเอาน้ำแข็งทั้งหมดพุ่งย้อนกลับไปหาจูลี่
ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นลูเมี่ยนที่หลับตา อัลบัสที่ปิดตา หรือจูลี่และวานาคที่การมองเห็นยังเป็นปกติ ต่างก็รู้สึกว่าโลกทั้งใบสั่นไหว ได้ยินเสียงลั่นเปราะบางดังเอี๊ยดอ๊าดจากความว่างเปล่ารอบข้าง
ร่างของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ สีคล้ำ ในที่สุดก็ประกอบหัวของมันกลับเข้ากับลำคอได้สำเร็จ
…………………………………………………….