ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 832 ‘รวมตัวอีกครั้ง’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 832 ‘รวมตัวอีกครั้ง’
ตอนที่ 832 ‘รวมตัวอีกครั้ง’
บริเวณรอยขาดระหว่างศีรษะและลำคอของร่างไร้ชีวิตสีดำคล้ำ เนื้อเน่าเปื่อยเริ่มบิดเบี้ยว ก่อนจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง
ทำให้ทั้งโลกดูเหมือนจะเริ่มสั่นไหว ความว่างเปล่าโดยรอบส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด
ปัง! ปัง! ปัง!
ราวกับมีบางสิ่งกำลังทุบตีอย่างรุนแรงอยู่นอกความว่างเปล่า พยายามจะเข้ามาที่นี่
แกร๊ก! เสียงแตกร้าวประหลาดเลือนรางดังมาแต่ไกล แทรกเข้าสู่หูของลูเมี่ยน
“นี่เป็นเพราะพี่ใหญ่ท่อนแขนต้องการเข้ามารวมร่างกับตัวหรือ?”
“เสียงแตกร้าวคือหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ผนึกถูกทำลายชั่วคราวใช่ไหม?”
ลูเมี่ยนที่ยังคงหลับตาแน่น ได้แต่คาดเดาจากเสียงที่ได้ยินและความเคลื่อนไหวที่รู้สึกได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ได้ยินเสียงของหุ่นเหล็กที่กังวานคล้ายโลหะ รวมถึงเสียงเสียดสีดังขึ้นจากระยะสิบกว่าเมตร
“ข้างๆ ร่างไร้ชีวิตที่รวมร่างกัน พื้นที่ว่างแตกออกเหมือนกระจก”
นี่คืออัลบัสกำลังแจ้งลูเมี่ยน ถึงสภาพที่เขาเห็นผ่านหุ่นเหล็ก รวมถึงรายละเอียดที่คิดว่าควรให้ความสนใจ
ลูเมี่ยน ‘เทเลพอร์ต’ มาอยู่ใกล้เขาโดยบังเอิญ ทั้งต้องหลบหลีกจุดที่ของหนักจะตกลงมา อีกทั้งยังไม่สามารถเข้าใกล้ตำแหน่งของจูลี่ และต้องอยู่ห่างจากศพของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ จุดหมายปลายทางที่ลูเมี่ยนสามารถเลือกได้จึงมีจำกัดจำเขี่ย การจะ ‘ปะ’ กับอัลบัสจึงถือว่ามีโอกาสค่อนข้างมาก
แตกเหมือนกระจก…เมื่อได้ยินคำบรรยายของอัลบัส หัวใจของลูเมี่ยนพลันสั่นไหว
เมื่อครู่ เขาเองก็รู้สึกสงสัยกับความมั่นใจและความน่าพรั่นพรึงที่จูลี่เผยออกมา
ภายในใจกำลังรู้สึกว่า ถ้าตัวเองไม่ได้ ‘เทเลพอร์ต’ หนีทันเวลา คงต้องตายภายใต้การโจมตีเช่นนั้นแน่
พลังของจูลี่สูงกว่าที่เขาประเมินไว้มาก จนต้องสงสัยว่า อีกฝ่ายอยู่ในสภาวะเทพสิงร่างแล้วหรือไม่ แต่ก็ดูไม่เหมือนสักเท่าไร
บัดนี้ ลูเมี่ยนพอจะเดาอะไรบางอย่างได้รางๆ
ท่ามกลางแผ่นดินที่สั่นสะเทือนหนักหน่วง อัลบัสไม่ได้ใช้ปากของหุ่นเหล็กอีกต่อไป แต่เปล่งเสียงออกมาโดยตรง
“คุณคิดว่า มันดูเหมือนกระจกแตกหรือเปล่า?”
กระจก…ใช่แล้ว! ลูเมี่ยนเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันในทันที
ที่นี่คือโลกในกระจก!
ที่นี่คือการต่อเนื่อง หรือภาพสะท้อนของโลกในกระจกพิเศษรอบ ‘0-01’!
หลังจากจูลี่และชาลิสต์มาถึงจุดหมาย ก็ได้วางกับดัก ทำทางเข้าโลกในกระจกไว้ ณ ทางเข้าภูเขาซากศพ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวานาค หรือเรากับอัลบัส ตอนที่แอบมองผ่านทางเดินเข้าไป จึงไม่พบร่องรอยของ ‘นางมาร’ ทั้งสอง แต่พอเข้ามาก็ถูกโจมตีเสียอย่างนั้น
และ ‘นางมารดำ’ เคยบอกฟรังก้าไว้ว่า นิกายนางมารเคยครอบครองโลกในกระจกพิเศษดังกล่าว โดยหลัง ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ ได้สูญเสียอำนาจควบคุมไปบางส่วน และหลัง ‘หายนะสีจาง’ ก็เหลือเพียงอิทธิพลเล็กน้อยเท่านั้น
ตอนนี้ จูลี่คงสวมวัตถุเทพสถิตที่ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ทิ้งไว้แล้ว ช่วยให้เต็มไปด้วยความพิเศษสารพัด หนึ่งในนั้นคือพลังสำหรับควบคุมโลกในกระจกพิเศษได้เบื้องต้นสินะ?
ก็เพราะได้รับพลังเสริมจากโลกในกระจกพิเศษนี่แหละ เธอถึงได้ปลดปล่อยการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเหลือเกินออกมาได้เมื่อครู่!
“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ที่นี่คือโลกในกระจกจริงๆ…” ลูเมี่ยนรู้สึกถึงโลกที่สั่นไหว ฟังเสียงความว่างเปล่าที่แตกร้าว ฟังเสียงสารพัดความเคลื่อนไหวที่จูลี่กับวานาคสร้างขึ้นรอบศพของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มหันศีรษะไปทางตำแหน่งของอัลบัส แล้วถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“จูลี่ปิดตาไหม?”
“ไม่” อัลบัสตอบอย่างแน่ใจที่สุด
อย่างที่คิด! ลูเมี่ยนลืมตาของตัวเองขึ้นอย่างมั่นใจและเด็ดเดี่ยว
ถ้าอยู่ภายในโลกในกระจกจริง ก็ไม่ต้องกังวลว่าพลังที่ล้นออกมาจาก ‘0-01’ จะใช้ดวงตาซึ่งเป็นหน้าต่างของดวงจิต เป็นกระจกพิเศษในทางศาสตร์เร้นลับ เพื่อสร้าง ‘คนในกระจก’ ขึ้นมาแทนที่ร่างต้นอย่างเงียบงัน!
วินาทีถัดมา ภาพต่างๆ ก็ปรากฏในดวงตาของลูเมี่ยน
มีทั้งเหล่าทหารในชุดเกราะสีดำเหล็กที่ล้มลงราวกับต้นข้าว ทั้งภูเขาซากศพที่อยู่ด้านข้างไกลออกไปหลายร้อยเมตร ทั้งจูลี่ที่ไม่ได้ปิดตา กำลังยืนอยู่บนยอดบันไดน้ำแข็ง ข้างเท้ามีตะเกียงที่ดับอยู่ ทั้งวานาคที่มีเปลวไฟสีแดงคล้ำลุกโชนอยู่ในเบ้าตาทั้งสอง
ขณะนี้ ทั้งจูลี่และวานาคต่างมองร่างสีดำคล้ำของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เป็นเป้าหมายสำคัญอันดับแรก พวกเขาปล่อยการโจมตีออกมาเป็นระลอก ดูเหมือนในสายตาของทั้งสอง มันคงอันตรายยิ่งกว่าทั้งตัวเองและอีกฝ่าย ทั้งลูเมี่ยนและอัลบัสเสียอีก
“นึกแล้วเชียว…” เสียงของอัลบัสแฝงรอยยิ้ม
เขาถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยไม่ปิดบังเมื่อลูเมี่ยนมองมา
ความคิดของลูเมี่ยนแล่นปราดดุจสายฟ้า ทันทีก็เข้าใจว่าอัลบัส ‘นึกแล้วเชียว’ อะไร
“ไอ้หมอนี่ เมื่อสักครู่ก็เดาว่าที่นี่คือโลกในกระจกเหมือนกัน แต่ยังไม่แน่ใจ เลยยุให้เราลืมตามาเพื่อพิสูจน์?”
“บัดซบ! จิตใจต่ำช้าเกินไปแล้ว!”
“ดีนะที่เราลืมตาเพราะมั่นใจจริงๆ!”
ในสายตาของลูเมี่ยน อัลบัสที่สวมแจ็กเกตสีดำลายแดง ผมยาวราวกับเปลวไฟลุกโชน ดึงผ้าพันตาที่มีรอยไหม้ออก แล้วหัวเราะ ‘หึๆ’ พลางว่า
“ถึงว่า ‘นางมาร’ คนนั้นต้องถือตะเกียงที่จุดไว้ตลอด มันคือการชักจูงพวกเรา ไม่ให้คิดว่าที่นี่คือโลกในกระจก”
“ถึงว่าตะเกียงของเธอดับไปก็ไม่มีปัญหาใด ช่างเจ้าเล่ห์เสียจริง”
“จะเจ้าเล่ห์เท่าคุณหรือ?” ลูเมี่ยนเพิ่งจะตอบกลับไป รอบๆ ร่างของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ก็เกิดความผิดปกติขึ้นทันที
ความว่างเปล่าตรงนั้น ดูคล้ายกระจกที่ถูกชกหนึ่งหมัด จุดที่รับแรงมีรอยแตกสีขาวหนาแน่นเกือบซ้อนทับกัน รอยแตกเหล่านี้แผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง แล้วเบาบางโปร่งใสลงทีละนิด
แกร๊ก!
กลุ่มรอยแตกสีขาวหนาแน่นระเบิดออก มีมือสีดำคล้ำที่บวมเน่าจนมีหนองไหลลอดเข้ามา
ในที่สุด ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ก็ฝ่าอุปสรรคนานัปการมาถึงที่นี่!
ทันทีที่ปรากฏตัว มันก็ใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ติดตั้งตัวเองเข้ากับข้อมือที่ขาด
จูลี่เห็นสถานการณ์แล้ว มีลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างแรงกล้า
แหวนไพลินบนมือซ้ายของเธอเรืองแสงในทันที
จากนั้น หญิงสาวปล่อยมือทั้งสองข้างลง แล้วยกขึ้นจากล่างสู่บน
พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างฉับพลัน ภูเขาไฟลูกเล็กก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วใต้เท้าของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ แล้วพ่นลาวาสีแดงเกือบขาวกับฝุ่นผงจำนวนมากออกมา
การโจมตีครั้งนี้กลืนกินร่างเน่าเปื่อยสีคล้ำนั้น ละลายเลือดเนื้อของมัน จะให้มันแข็งตัวอยู่ในหินภูเขาไฟ
วานาคที่มีเปลวไฟสีแดงคล้ำลุกไหม้อยู่ในดวงตาทั้งสอง เริ่มมีเลือดซึมออกมาจากกลางหน้าผาก โดยพวกมันบิดเบี้ยวราวกับจะก่อตัวเป็นลวดลายประหลาด
พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว วานาคยกมือขวาขึ้น
เหล่าทหารศพที่สวมเกราะสีดำเหล็ก ซึ่งล้มอยู่บนพื้น ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เปลวไฟสีขาวซีดหรือแดงคล้ำลุกโชนขึ้นใหม่ในเบ้าตา
วานาครวบรวมพลังสร้างหอกเพลิงยาวที่เกือบจะเป็นสีเขียวทั้งหมด มีประกายขาวแรง พุ่งไปที่ร่างสีคล้ำที่กำลังดิ้นรนทุรนทุรายอยู่ในลาวาอันดุร้าย
เหล่าทหารอันเดดล้วนเอาเยี่ยงอย่าง สร้างหอกเพลิงสีขาวขึ้นมาทีละเล่ม แล้วเลียนแบบท่าทางของวานาค รุมซัดพวกมันไปยังเป้าหมาย
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
หอกเพลิงเหล่านั้น แทบจะบดบังครึ่งท้องฟ้า
เมื่อเห็นภาพดังกล่าว อัลบัสเริ่มเคลื่อนตัวไปยังทางเข้า ลูเมี่ยนก็เคลื่อนไหวคล้ายกันอย่างไร้เสียง
ในไม่ช้า หอกเพลิงเหล่านั้นก็ปกคลุมร่างสีคล้ำของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ แล้ว ‘ฉีก’ มันออกเป็นก้อนเนื้อเน่าเล็กๆ นับไม่ถ้วน
ก้อนเนื้อเน่าเหล่านี้ ถูกแผดเผาอย่างทั่วถึง ร่วงกราวลงในลาวาสีแดงเกือบขาว
ทันใดนั้น ลาวาตรงจุดหนึ่งยุบตัวลงโดยไม่มีสัญญาณเตือน เหล่าก้อนเนื้อเน่าติดไฟคล้ายกับถูกแรงล่องหน รวมตัวกันไปที่นั่น
ในชั่วพริบตา ร่างสีคล้ำก็ปรากฏขึ้นใหม่ในท่ามกลางลาวาและเปลวเพลิง
เนื้อเน่าบนผิวของมันที่มีเปลวไฟติดอยู่ ทยอยหลุดร่วงลงทีละชิ้น ด้านล่างมีเนื้อและเลือดใหม่สด ซึ่งเต็มไปด้วยลมหายใจแห่งชีวิต งอกออกมาพร้อมผิวขาวสุขภาพดีราวกับไม่เคยถูกแสงแดดมาเนิ่นนาน
การโจมตีของจูลี่และวานาคยังคงดำเนินต่อไป ทั้งลูกเห็บที่ตกกระหน่ำราวกระสุนปืนใหญ่ ทั้งการเผาไหม้ของเพลิงทมิฬ การถล่มของสายฟ้า และลูกไฟอันน่าพรั่นพรึงที่พุ่งมาไม่ขาดสาย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น ยังช้ากว่าความเร็วในการรวมตัวและเยียวยาของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ร่างสมบูรณ์
เพียงไม่กี่วินาที ผิวหนังไหม้ดำและก้อนเนื้อเน่าบนใบหน้าของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ก็หลุดร่วงไปทั้งหมด เผยให้เห็นใบหน้างดงามประณีต
บนใบหน้าดังกล่าว ขนตาสีดำยาวดกกะพริบ ใต้เปลือกตาขาวนุ่มนวล ดวงตาทั้งสองบรรจงหมุนขยับ
ไม่ว่าจะเป็นจูลี่ที่อาศัยอยู่ในวงการ ‘นางมาร’ หรือลูเมี่ยนที่มักติดต่อกับนางมารอยู่เสมอ หรืออัลบัส·เมดีซีที่มีภูมิหลังลึกซึ้ง รวมถึงวานาคที่อยู่ในสภาวะพิเศษ ในขณะนี้ต่างก็กลั้นหายใจ จมดิ่งชั่วครู่ในความงดงามอันยากจะบรรยาย
ประหนึ่งกำลังชื่นชมงานศิลปะอันสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะตราตรึงไว้ในประวัติศาสตร์
พวกเขาไม่ได้สังเกตว่า เส้นผมของตนกำลังยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บาดแผลที่ได้รับก่อนหน้านี้กำลังสมานด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ส่วนพลังวิญญาณที่สูญเสียไป ก็เหมือนทะเลสาบที่ระเหยไปมากแล้ว กำลังเผชิญกับพายุฝน
พวกเขาเห็นใบหน้าอันไร้ที่ติเพียงแต่ดูนุ่มนวลเกินชาย ใต้สันจมูกโด่ง ริมฝีปากไม่หนาไม่บางพอเหมาะพอดีเผยอขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด ร่างเปลือยเปล่าขาวจนเรืองแสง แต่กลับมีมัดกล้ามชัดเจน สัดส่วนสมบูรณ์แบบ
เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ระหว่างขาทั้งสองของร่าง ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ จูลี่ก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว ฝ่ามือขวากำแน่นด้วยปฏิกิริยาตอบสนอง
ร่างสมบูรณ์แบบดังกล่าว แอ่นตัวไปด้านหลังเล็กน้อย ราวกับกำลังทนทุกข์กับบางสิ่ง
หน้าอกของเขาเริ่มนูนพอง สิ่งที่อยู่ใต้เอวหดเล็กลงกะทันหัน เส้นสายของเรือนร่างเปลี่ยนไปในทิศทางที่นุ่มนวลขึ้น
เขายิ่งสวยขึ้น ยิ่งเข้าใกล้ขีดจำกัดของความสมบูรณ์แบบเข้าไปทุกที
แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ติดขัด ราวกับขาดสิ่งสำคัญบางอย่าง จึงไม่อาจสำเร็จได้
ด้วยความติดขัดดังกล่าว อัลบัสจึงหลุดพ้นจากความตะลึง หลุดพ้นจากภวังค์อันเกิดจากความงามสุดขีด
เขาลูบไรเคราที่ค่อยๆ ชัดขึ้นรอบปาก พลางใช้เปลวไฟเผามันทิ้ง ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางถามลูเมี่ยนว่า
“ร่างที่คุณประกอบขึ้นมา มันคือสัตว์ประหลาดอะไรกันแน่?”
ลูเมี่ยนฝืนตัวเองให้ฟื้นคืนสติ หัวเราะในลำคอแผ่วเบา
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“…” อัลบัสถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
สายตาของลูเมี่ยนยังคงเพ่งมองร่างที่สมบูรณ์ของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
“แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากตะกอนพลัง อย่างเช่นแบบ ‘แม่มด’ นั่น เพศควรจะคงที่แล้ว ไม่ควรจะกลับเป็นร่างผู้ชายเมื่อตาย แล้วพอฟื้นคืนชีพก็เปลี่ยนกลับเป็นผู้หญิง…”
“นี่ดูเหมือนจะเป็นมลทินมากกว่า…ก่อนที่ร่างกายจะถูกมลทินเปลี่ยนแปลงจนหมด พี่ใหญ่ท่อนแขนก็ถูกฆ่า แล้วถูกแยกเป็นหลายส่วนผนึกไว้? ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไม่ให้เขารวมร่างฟื้นคืน จนทำให้มลทินปรากฏขึ้นมาอีก?”
“แต่ตอนนี้ สิ่งใดกำลังขัดขวางไม่ให้มลทินดังกล่าว แปรเปลี่ยนพี่ใหญ่ท่อนแขนอย่างสมบูรณ์? เป็นเพราะต้นกำเนิดของมลทินมีปัญหา หรือว่าเป็นความพิเศษของโมโรลากันแน่?”
ลูเมี่ยนเพิ่งจะคาดเดาไปตามความรู้ศาสตร์เร้นลับอันจำกัดของตน ก็เห็นเปลือกตาขาวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ สั่นเบาๆ แล้วลืมขึ้น
มันคือดวงตาสีแดงเลือดที่งดงามเปล่งประกาย
…………………………………………………….