ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 833 กระตุ้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 833 กระตุ้น
ตอนที่ 833 กระตุ้น
สายตาของลูเมี่ยนและคนที่เหลือ ถูกดึงดูดไปยังดวงตาคู่นั้น ซึ่งงดงามประดุจคริสตัล ราวกับแม้แต่ดวงวิญญาณก็จะจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกสีเลือดไปด้วย
แต่ดวงตาคู่นี้พลันเอ่อล้นไปด้วยความเดือดดาล บ้าคลั่ง และความวุ่นวายอันปราศจากเหตุผลรองรับ จนก่อเกิดเป็นแกนกลางของวังวนที่ไม่อาจพรรณนาถึงความว่างเปล่า
ภาพดังกล่าวทำให้ผู้พบเห็นทั้งหมด ต่างพากันรู้สึกอึดอัด ราวกับว่าสิ่งที่ควรเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ กลับมีรอยแตกร้าวปรากฏขึ้น
ลูเมี่ยนเพิ่งหลุดพ้นจากความรู้สึกจมดิ่ง ก็เห็นดวงตาสีเลือดของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ จ้องมองมายังตน
สิ่งแรกที่มันสังเกตเห็นคือ ผู้ทำพันธสัญญาของมันเอง
มันแสดงออกถึงแรงกระตุ้นอันโหดเหี้ยมกระหายเลือดโดยไม่ปิดบัง
หัวใจของลูเมี่ยนกระตุกวูบในทันที ขนตามร่างกายถูกกระตุ้นจนลุกชันขึ้นทุกเส้น
“แย่แล้ว มันจะโจมตีผมเป็นคนแรก!” ลูเมี่ยนรีบเตรียมจะ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังด้านข้างของยอดเขาซากศพในโลกกระจก เพื่อหลบการโจมตีที่กำลังจะเกิดขึ้นจาก ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
เขารู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสงสารเหลือเกิน เมื่อครู่แค่ยืนดูเฉยๆ ไม่ได้พยายามแทรกแซงการรวมร่างของพี่ใหญ่ท่อนแขนเลยด้วยซ้ำ แต่กลับถูกอีกฝ่ายจ้องเล็งเอา ทั้งที่ตัวร้ายอย่างโจ่งแจ้งคือจูลี่กับวานาคต่างหาก!
“ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังเป็นคนที่อุตส่าห์รวบรวมร่างของเธอให้ครบสมบูรณ์ด้วย ก็ไม่ได้หวังคำขอบคุณหรอกนะ แต่อย่างน้อยก็อย่าฆ่าแกงกันเป็นคนแรกสิ!” ลูเมี่ยนพึมพำในใจ ขณะที่เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณของ ‘นักล่า’ รวมถึงนิสัยส่วนตน ก็ลงมือกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา
ในขณะเดียวกัน จูลี่และวานาคต่างรู้สึกได้ว่า ร่างที่แปรเปลี่ยนจากความเน่าเปื่อยน่าขยะแขยง ยิ่งทวีความอันตราย
พวกเขาฉวยโอกาสที่ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ กำลังจ้องเล็งลูเมี่ยน ต่างเริ่มรวบรวมการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดและมีโอกาสเกิดผลมากที่สุด
จูลี่ยกมือซ้ายขึ้น ชี้ไปยังท้องฟ้า
ณ เบื้องบนที่มืดมิดลึกล้ำ เมฆหนาถูกลมพายุกวาดพัด ม้วนตัวเป็นวังวนมหึมารอบตาพายุ ในห้วงลึกของวังวน ดาวตกสีดำเหล็กค่อยๆ ปรากฏรูปร่างขึ้นมา หนักอึ้งผิดปกติ
ในดวงตาสีเลือดที่งดงามประดุจคริสตัลนั้น ภาพของจูลี่ในชุดกระโปรงยาวผ่าข้างสะท้อนขึ้น จากนั้นก็สะท้อนภาพฝ่ามือขาวสะอาดที่ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ยกขึ้น
ฝ่ามือดังกล่าวกำแน่นลงในทันใด
ลำคอของจูลี่ส่งเสียงกร๊อบในทันที บุ๋มเข้าด้านในอย่างเห็นได้ชัด
แก๊ก แก๊ก แก๊ก! กระจกบนตัวเธอแตกกระจายทีละบาน แต่ก็ไม่อาจช่วยให้เธอหลุดพ้นจากสถานการณ์คับขัน ณ ปัจจุบันได้
ร่างทั้งร่างของหญิงสาวบรรจงลอยขึ้น กล้ามเนื้อบนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ราวกับถูกใครบางคนจับคอแล้วยกลอยขึ้นกลางอากาศ
มือทั้งสองข้างของเธอหดกลับตามสัญชาตญาณ พยายามงัดฝ่ามือล่องหนซึ่งรัดคอเธออยู่
ดาวตกสีดำเหล็กที่กำลังจะก่อตัวสมบูรณ์ ก็ถึงคราวพังทลายลงตามไป ส่งผลให้ลมพายุสงบ เมฆหนาสลายตัว
ลูเมี่ยนที่เพิ่งปรากฏร่าง ณ ด้านข้างของยอดเขาซากศพ เห็นภาพนี้แล้วก็รู้สึกสะท้านใจถึงความน่าสะพรึงกลัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ถ้าเป็นในโลกภายนอก หากไม่ได้เชิญมาดามเมจิกเชี่ยนมาคุ้มครองก่อน การปฏิบัติตามพันธสัญญาก็เท่ากับการฆ่าตัวตาย
ในตอนนี้ ลูเมี่ยนรู้สึกว่าตัวเองตัวเบาอย่างประหลาด ราวกับว่าพันธนาการที่มองไม่เห็นในร่างกายได้หายไปหนึ่งสาย
เขาได้ทำตามข้อตกลงสำเร็จแล้ว ไม่มีอะไรขัดขวางการได้มาซึ่งเทวบารมีอีกต่อไป
สายตาของลูเมี่ยนกวาดมองจูลี่ที่ปากเริ่มอ้าทีละน้อย ใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำตามลำดับ พลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ชาลิสต์อยู่ไหน?”
“จูลี่รับหน้าที่สกัดกั้นผู้รบกวนอยู่ภายในโลกกระจก ส่วนชาลิสต์ก็ลงมือกับ ‘0-01’ หรือ?”
ท่ามกลางกระแสความคิด สายตาของลูเมี่ยนหันไปมองอัลบัส·เมดีซีที่อยู่ห่างจากตัวเองหลายร้อยเมตร
“ไอ้หมอนี่ก็มีปัญหาใหญ่เหมือนกัน…”
“สามารถควบคุมและใช้ประโยชน์จากหุ่นทหารเหล็กได้แท้ๆ แต่ทำไมต้องรอให้ชาลิสต์กับจูลี่ลงมือก่อน ถึงได้เริ่มเข้ามาที่นี่?”
“เขาก็กำลังเตรียมการบางอย่างอยู่ หรือไม่ก็กังวลว่าตัวเองไม่อาจผ่านการขัดขวางของวานาคได้ เลยรอโอกาสที่สถานการณ์จะวุ่นวาย?”
ในขณะที่ดวงตาของจูลี่เริ่มถลน จนต้องกระตุ้นพลังทั้งหมดของแหวนไพลินนั้น โลกในกระจกแห่งนี้ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง รอยแยกชัดเจนปรากฏขึ้นรอบทิศ
จากรอยแยกเหล่านี้ เปลวไฟที่แทบมองไม่เห็นผุดขึ้นมาทีละดอก แทรกซึมเข้ามา
ในชั่วพริบตา ท้องฟ้าและพื้นดินก็เริ่มลุกไหม้
ลูเมี่ยนพลันมีแรงกระตุ้นที่อยากจะยอมสวามิภักดิ์ ร่างกายหลบหลีกเปลวไฟที่แทบมองไม่เห็น ซึ่งปรากฏเป็นดอกดวงตามสัญชาตญาณ พลางหลบหลีกดินโคลน หิน และห้วงว่างที่ค่อยๆ ละลาย
เขาสัมผัสได้ว่า ต่อให้เป็นคุณสมบัติต้านทานการเผาไหม้ของตน ก็คงไม่อาจต้านทานเปลวไฟเช่นนี้ได้ หากสัมผัสเข้า จะต้องถูกเผาเป็นจุณในพริบตา
เกือบจะในเวลาเดียวกัน ฝ่ามือขวาของเด็กหนุ่มร้อนผ่าวผิดวิสัย กระแสอารมณ์ดุร้ายบ้าคลั่งพลุ่งพล่านไหลเวียนอยู่ภายในกาย แต่ก็ไม่อาจทะลวงการพันธนาการแห่งความเยือกเย็นตายดักที่มาจากรอยประทับของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’
ออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ถูกกระตุ้นขึ้นมาเอง ถูกกระตุ้นอย่างสมบูรณ์!
สิ่งนี้ทำให้ลูเมี่ยนรู้สึกราวกับว่า ตัวเองเป็นลูกโป่งที่ถูกเป่าจนเกือบถึงขีดจำกัดแล้ว แต่ยังคงถูกสูบลมเข้าไปไม่หยุด
มันทรมานเหลือประมาณ
บริเวณรอบๆ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ คือจุดที่มีรอยแตกของกระจกมากที่สุด และมีเปลวไฟทะลักเข้ามาหนาแน่นที่สุด ร่างสมบูรณ์นั่นจมดิ่งสู่นรกพลิงในทันที ศีรษะค่อยๆ ก้มต่ำลง ฝ่ามือที่บีบคอจูลี่ผ่านอากาศคลายออกตามไปด้วย
เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ และรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่อาจพรรณนา ลูเมี่ยนก็นึกถึงข้อความตอนหนึ่งในเอกสารผนึก ‘0-01’ ทันที
“ผู้วิเศษลำดับ 5 ขึ้นไปห้ามเข้าใกล้ คำเตือน ผู้วิเศษลำดับ 5 ขึ้นไปห้ามเข้าใกล้!”
และตอนนี้ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่รวมร่างฟื้นคืน ชัดเจนว่ามีเทวบารมีแล้ว เทวบารมีที่ทรงพลัง!
“ใช่แล้ว…‘0-01’…ตระหนักถึงครึ่งเทพได้ จึงกำลังพยายาม…พยายามทำลายบาเรียของโลกในกระจกด้วยกำลัง?”
“ตราประทับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ของเรา ถ…ถูกกระแสพลังของ ‘0-01’ กระตุ้น…จนพลุ่งพล่านอย่างเต็มที่โดยไม่อาจควบคุม?” ลูเมี่ยนคิดอย่างทรมาน ความคิดขาดห้วงเป็นช่วงๆ
อัลบัส·เมดีซีก็ก้มศีรษะลงเช่นกัน เส้นผมเพลิงที่หลังยาวขึ้นอีกนิ้ว
จูลี่ร่วงลงบนยอดบันไดน้ำแข็ง ในที่สุดก็หลุดพ้นจากสภาวะใกล้ตาย
บริเวณลำคอขาวเนียนเรียวยาวของเธอ มีรอยแดงบวมสลับกับช้ำดำ เป็นรอยนิ้วมือห้านิ้วที่กดลึกลงในเนื้อ
จูลี่ถอนหายใจออก แล้วยกมือซ้ายขึ้นอีกครั้ง
เธอต้องฉวยโอกาสนี้ ในขณะที่ศัตรูซึ่งเกือบจะฆ่าเธอ ถูกพลังของ ‘0-01’ แทรกซึมเข้าไปจำกัดการเคลื่อนไหว เพื่อกำจัดมันให้สิ้นซาก
อีกด้านหนึ่ง เปลวเพลิงสีเกือบจะเขียว ลุกโชนขึ้นบนร่างของวานาค
เขายื่นฝ่ามือขวาออกไปทันที ปล่อยให้เปลวเพลิงพุ่งทะยานไปข้างหน้า กลายเป็นลูกไฟขนาดมหึมา
ลูกไฟนี้ดึงดูดเปลวเพลิงแทบจะไร้รูปร่างที่อยู่รอบๆ ให้รวมตัวเข้ามา หลอมรวมเป็นชั้นๆ
เบื้องหลังวานาค กองทัพอันเดดถูกเปลวเพลิงที่แทรกซึมผ่านช่องว่าง แผดเผาอย่างร้อนแรง แต่พวกมันกลับไม่กลายเป็นเถ้าถ่าน ตรงกันข้าม แต่ละตัวยังหลอมรวมกับเปลวเพลิง แล้วบินเข้าหาลูกไฟที่วานาคสร้างขึ้นทีละตัวๆ
ลูกไฟดังกล่าวขยายขึ้นตามลำดับ สีค่อยๆ เปลี่ยนเป็นม่วง
วานาคที่มีเปลวเพลิงสีแดงเข้มลุกไหม้อยู่ในเบ้าตา กัดริมฝีปากแน่น เนื่องจากถึงขีดจำกัดสูงสุดที่ร่างกายจะทนไหวแล้ว
เขาตัดสินใจผลักลูกไฟยักษ์สีม่วงอ่อนนั่นออกไป พุ่งตรงไปยัง ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ทันทีที่ลูกไฟสัมผัสกับร่างสมบูรณ์ของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อุกกาบาตดวงหนึ่งที่ลุกไหม้เพราะการเสียดสีกับอากาศ ก็ตกลงมาจากที่สูง
อุกกาบาตตกลงมาด้วยความเร่ง พุ่งชนเป้าหมายที่อยู่ในสภาพกึ่งยอมจำนนเข้าอย่างจัง
ลูเมี่ยนที่กำลังต่อต้านออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ มองเห็นแสงไฟระเบิด ฝุ่นควันลอยฟุ้ง ก่อนจะได้ยินเสียงกึกก้องจนหูอื้อ พลางรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนอันบ้าคลั่งของพื้นดิน
โลกพลันสูญเสียสีสัน กลายเป็นสีเทามืด
“สำเร็จแล้วหรือ?” จูลี่ทอดสายตาไปยังบริเวณที่อุกกาบาตตกลงมาด้วยความยินดี
แม้ว่าที่นั่นจะเต็มไปด้วยฝุ่นตลบ ควันพวยพุ่ง คลื่นลมที่มองไม่เห็นโหมกระหน่ำ แต่จูลี่ก็สามารถใช้การเชื่อมโยงระหว่างตนกับโลกในกระจก ทำให้ดวงตาเป็นดั่งกระจกสะท้อนภาพเหตุการณ์ ณ ใจกลางการระเบิด
ร่างสมบูรณ์นั่นถูกระเบิดจนแตกเป็นเสี่ยงๆ เลือดเนื้อบางส่วนไหม้เกรียม บางส่วนระเหยไป เหลือเพียงโครงกระดูกสีดำที่แตกหักไม่สมบูรณ์ ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม
แต่บนโครงกระดูกนั้น ยังมีเนื้อเยื่ออ่อนใหม่กำลังงอกเงย และกระดูกก็กำลังบิดเบี้ยวขยับไหว สลัดสีดำไหม้ออก
“ยังไม่ตายอีกหรือ?” จูลี่ที่อ่อนแรงรู้สึกหนักอึ้งในใจอย่างประหลาด
วินาทีต่อมา กลางหว่างคิ้วของจูลี่เริ่มเจ็บแปลบ ราวกับว่าเลือดเนื้อตรงนั้นมีจิตสำนึกของตัวเอง ต้องการจะซึมทะลุออกมา หลุดพ้นจากพันธนาการของผิวหนัง แสดงรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมัน
หูของจูลี่มีเสียงดังอื้ออึง ในความคิดมีแต่ภาพธงสีเลือดที่สูงเด่น โบกสะบัดพัดแผ่ว
พร้อมกับใบหน้าที่ย่นยู่ในชั่วขณะ เธอคิดอย่างยากลำบากเจือความเจ็บปวด
“ถ…ถูก ‘0-01’ จับตามองแล้วหรือ?”
“ฉ…ฉันทนไม่ไหวแล้ว…”
“ฉันกำลังจะกลายเป็นหุ่นเชิดของมัน…”
ร่างของจูลี่ค่อยๆ โน้มไปข้างหน้า ราวกับไม่อาจทนรับน้ำหนักที่มองไม่เห็น ดวงตาของเธอค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ แล้วมีเส้นเลือดปรากฏขึ้นทั่ว
หญิงสาวมองไปยังวานาคบนทุ่งร้าง มองไปยังฝุ่นควันที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า แววตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นคลุ้มคลั่ง เหมือนกลับไปสู่สภาวะตอนที่เพิ่งเข้าสู่โมโรลาใหม่ๆ
เธอกัดฟัน พูดเสียงต่ำว่า
“ฉันจะลากทุกคนตรงนี้ไปด้วย!”
“ชาลิสต์ ต่อจากนี้ฝากด้วยนะ!”
“จำประโยคเด็ดในหนังสือ ‘รักนิรันดร์’ ได้ไหม?”
“จงมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ เจ้าทึ่ม”
จงมีชีวิตอยู่ต่อไป! จูลี่ตะโกนออกมาอย่างไร้เสียง แหวนไพลินที่มือซ้ายพลันเปล่งแสงจ้าบาดตา
เธอกำลังอ้อนวอนขอให้เทพต้นกำเนิดเสด็จเยือน!
ท่ามกลางแสงสว่าง รอยประทับสีเลือดที่กลางหว่างคิ้วของจูลี่จางหายไปในบัดดล เรือนผมลอยขึ้น ยาวขึ้นและหนาขึ้นเรื่อยๆ
รอบตัวเธอเริ่มกลายเป็นสีเทาขาว ทั้งทุ่งร้างก็ค่อยๆ กลายเป็นสีเทาขาวเช่นกัน
ลูเมี่ยนแข็งทื่อไปทั้งร่าง ราวกับกลายเป็นรูปปั้นหิน และออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ในฝ่ามือขวาของเขา ทำให้เกิดความเจ็บปวดราวกับถูกเผาไหม้ไม่รู้จบ
จากนั้น เด็กหนุ่มเห็นจูลี่ที่มีรูปลักษณ์เปลี่ยนไปท่ามกลางโลกสีเทาขาว กำลังหมุนตัวกลับหลัง มองมาที่ตัวเขา
…………
กรุงทรีอาร์ ณ ลานบูชาบริเวณทางเข้าชั้น 3 ของสุสานใต้ดิน
ฟรังก้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบเสร็จแล้ว แน่ใจว่าไม่มีคนอื่นอยู่ และได้จัดวาง ‘เขาวงกตกระจก’ เรียบร้อยแล้ว
“ดื่มโอสถได้เลย” เธอพยักหน้าให้จินนา
จินนาหยิบวัตถุดิบต่างๆ ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วใช้แก้วคริสตัลเป็นภาชนะผสมโอสถ ‘สุขสม’
มองดูโอสถที่เปล่งประกายสีชมพูอมเลือด จินนาไม่มัวลังเล เงยหน้าเล็กน้อย แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
เธอรู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นในทันที ราวกับเหยียบอยู่บนก้อนเมฆ ทั่วร่างกายบังเกิดความเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ เหมือนถูกเข็มทิ่ม เส้นผมของเธอได้รับอิทธิพลจากพลังที่มองไม่เห็น หลุดพ้นจากแรงดึงดูดของพื้นโลก ทอดยาวออกไปไกล
ในความพร่าเลือน จินนาเห็นงูเหลือมหลายตัวเลื้อยเข้ามาในความมืดมัวรอบกาย แล้วยกลำตัวท่อนบนขึ้น
งูเหลือมเหล่านี้มีดวงตาประหลาดงอกอยู่บนหัว จนจินนาเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า ราวกับว่าอีกวินาทีต่อไป ตัวเธอจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
ภาพหลอนเช่นนี้จางหายไปในพริบตา จินนาเห็นร่างอันศักดิ์สิทธิ์พร่าเลือนในชุดคลุมขาวเรียบง่าย
ร่างสตรีดังกล่าวถอนหายใจอย่างว่างเปล่าระคนเลือนราง พลางกล่าวว่า
“ในฐานะสตรีคนหนึ่ง เธอรู้ไหมว่าหนทางนี้อันตรายเพียงใด?”
“ฉันไม่มีทางเลือก” จินนาตอบในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น
ร่างอันศักดิ์สิทธิ์เงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าว
“จงปรองดองกับคนในกระจกของตัวเอง เพราะแท้จริงแล้วเป็นหนึ่งเดียวกัน”
“เธอยังมีอะไรจะถามอีกไหม?”
ร่างนั้นค่อยๆ จางลง ดูเหมือนกำลังจะสลายไป
จินนาพลั้งปากถามว่า
“ท่านคือมาดามกริสโมนาใช่ไหมคะ? ท่าน…บิดาของท่านคือใคร?”
เพิ่งถามคำถามนี้ออกไป จินนาก็อยากจะตบตัวเองสักฉาด
นี่เป็นเพราะคุ้นเคยกับการพูดคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องกับลูเมี่ยนและฟรังก้าจนเป็นนิสัยหรือ? ทั้งที่ยังมีเรื่องสำคัญอีกมากมายที่จะถามได้ แต่กลับถามคำถามไร้สาระเช่นนี้ออกไป!
ร่างอันศักดิ์สิทธิ์ในชุดคลุมขาวเรียบง่ายนั้นเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“บิดาของข้าคือ อลิสต้า·ทูดอร์”
…………………………………………………….