ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 834 เทพเสด็จเยือน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 834 เทพเสด็จเยือน
ตอนที่ 834 เทพเสด็จเยือน
ทั้งโลกดูราวกับกลายเป็นสีเทาขาว แม้แต่เปลวไฟสีเกือบฟ้าที่ผิวกายของวานาค ก็แข็งตัวกลายเป็นหิน
ปฏิกิริยาแรกของลูเมี่ยนคือ ล้วงมือขวาเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เพื่อหยิบ ‘กระดุมกระจก’ หวังอาศัยประโยชน์จาก ‘0-01’ ที่กำลังทำลายบาเรียของโลกในกระจก แทรกซึมพลังเข้าไปข้างใน ส่วนจูลี่ไม่มีโอกาสสนใจปัญหาฝั่งนี้แล้ว เร่งหนีออกจากกระจกไป กลับไปยังยอดเขาซากศพในความจริง เพื่อหลีกเลี่ยงศึกแห่งเทพที่กำลังจะอุบัติ
เขามองออกว่า เมื่อครู่จูลี่กำลังวิงวอนขอการเสด็จเยือนของเทพ
และตอนนี้ พลังส่วนหนึ่งของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ได้ลงมาแล้ว!
ลูเมี่ยนหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ ร่างกายก็พลอยย้อมเป็นสีเทาขาวเช่นกัน กลายเป็นแข็งทื่อ อาศัยความเจ็บปวดแสบร้อนรุนแรงจากออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ในฝ่ามือขวา จึงพอจะขยับแขนได้บ้าง ให้มันเคลื่อนไหวช้าๆ อย่างงุ่มง่ามเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ กำกระดุมข้อมือที่ทำจากแก้วไว้
เด็กหนุ่มเพิ่งชักมือกลับมา ยังไม่ทันได้เปิดใช้ ‘กระดุมกระจก’ ก็เห็นจูลี่ที่ผมลอยอยู่กลางอากาศ หันร่างมามองตน
‘นางมาร’ ผู้นี้ เส้นผมกลายเป็นสีดำสนิทตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ราวกับงูเหลือมพิษหลายเส้น ดวงตากลายเป็นสีคราม ใสกระจ่างเงางาม
ลูเมี่ยนกับจูลี่เพียงแค่สบตากัน ก็พลันสูญเสียความสามารถในการควบคุมร่างกายตัวเองทันที
เขาเห็นจากหางตาว่า สีเทาขาวรอบข้างเข้มข้นขึ้น แผ่ขยายอย่างรวดเร็วจากใต้เท้าขึ้นมา ทุกนิ้วของผิวหนัง ทุกชิ้นของเนื้อและเลือดที่มันผ่าน ล้วนกลายเป็นหินอย่างจริงแท้
“ทำไมเราถึงตกเป็นเป้าโจมตีแรก?”
“ที่นี่ยังมีวานาคและอัลบัสที่อันตรายกว่า ยังมี ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่ดูเหมือนยังไม่ตายสนิท ทำไมต้องมุ่งเล่นงานเราที่อ่อนแอกว่าใคร?”
“สู้ปล่อยให้เราโดนลูกหลงตอนโจมตีวงกว้างแล้วตายไปเองไม่ดีกว่าหรอกหรือ?”
“ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็จะมีโอกาสหนีออกจากโลกในกระจก รอจนกว่าเวลาที่เทพสถิตจะสิ้นสุด!”
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์สิ้นหวังที่ไม่อาจต่อต้าน แม้แต่ ‘นักพรต’ อย่างลูเมี่ยน ก็ยังไม่อาจระงับความไม่ยอมรับ และความโกรธแค้นอันแรงกล้าที่พลุ่งพล่านขึ้นมาได้
ในระหว่างนั้น เด็กหนุ่มยังไม่เลิกดิ้นรน แม้มือและเท้าจะกลายเป็นหินจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้มากนัก เขาก็ยังพยายามแผ่พลังวิญญาณไปกระตุ้น ‘กระดุมกระจก’ ที่กำแน่นอยู่ในมือสีเทาขาว รวมถึงพยายามกระตุ้นรอยประทับพันธสัญญาต่างๆ บนร่างกาย
แต่พลังวิญญาณของเขา เพิ่งจะเข้าใกล้สีเทาขาวที่กำลังแผ่ขยายลุกลาม ก็พลันแข็งตัวกะทันหัน กลายเป็นเศษหินร่วงสู่พื้นราวกับสายฝน
คอของลูเมี่ยนกลายเป็นหินตามมา ใบหน้าและสมองก็เริ่มกลายเป็นสีเทาขาว
สุดท้าย เด็กหนุ่มฝืนกลอกลูกตา มองไปยังตำแหน่งที่อัลบัส·เมดีซีอยู่อีกครั้ง
ทุ่งร้างดังกล่าว ว่างเปล่าไร้ผู้คนเสียแล้ว
ทายาทของ ‘เทวทูตสีชาด’ หายตัวไป!
เขาหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไร หรือว่าหนีไปแล้ว!
“ไอ้ลูกหมู…” ลูเมี่ยนอดด่าออกมาไม่ได้
วินาทีถัดมา แม้แต่ความคิดของเขาก็ดูเหมือนจะกลายเป็นหิน
ในดวงตาที่ย้อมด้วยสีเทาขาวของเขา จูลี่ที่รูปโฉมเปลี่ยนไปมาก เสน่ห์แรงกล้าจนแม้แต่หินก็ยังต้องเหลียวมอง ได้บินขึ้นสู่กลางอากาศ ทั่วร่างลุกโชนด้วยเพลิงสีดำ
นางมารผู้นี้ร่อนลงมาราวกับนกยักษ์ เบื้องหลังทิ้งเพลิงทมิฬที่แผ่ปกคลุมครึ่งฟ้า ปลายไฟทมิฬบิดเบี้ยวแตกแขนง ราวกับงูเหลือมนับไม่ถ้วนกำลังเกี่ยวพันกันอยู่บนที่สูง หางยาวแกว่งไกวแผ่วเบา
อย่างเงียบเชียบ โลกในกระจกแห่งนี้เริ่มพังทลาย ความว่างเปล่าอันมืดมิดปะปนด้วยเพลิงทมิฬ ยุบตัวเข้าด้านในไม่หยุด กลืนกิน ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่ยังอยู่ในสภาพโครงกระดูก กลืนกินวานาคที่ไม่อาจดิ้นหลุดออกไปได้ กลืนกินลูเมี่ยนที่กลายเป็นรูปปั้นหิน…
วันสิ้นโลกของที่นี่มาถึงแล้ว
ความมืดมิดอันเงียบสงัด ได้เติมเต็มความว่างเปล่าทั้งหมด
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด แสงไฟไร้รูปร่างที่เปี่ยมด้วยความดุร้ายพลันกระโดดออกมา ส่องสว่างในห้วงความคิดของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด ความแสบร้อน และความเย็นเน่าเปื่อยในฝ่ามือขวา รู้สึกถึงความร้อนระอุที่ตำแหน่งอกซ้าย
เด็กหนุ่มเบิกตาขึ้นฉับพลัน เห็นยอดเขาสูงร้อยเมตรที่ก่อขึ้นจากซากศพและโครงกระดูกนับไม่ถ้วน
“ร…เรายังมีชีวิตอยู่?” ลูเมี่ยนงุนงงอย่างยิ่ง
ความทรงจำสุดท้ายของเขา หยุดอยู่ตรงที่ตัวเองกลายเป็นรูปปั้น ส่วนจูลี่กำลังทำให้โลกในกระจก จมดิ่งสู่ความมืดแห่งความพินาศ
เขาก้มหน้าลงมองโดยสัญชาตญาณ เห็นสีเทาขาวบนร่างกายกำลังจางหายไป
นั่นแสดงว่า ทุกอย่างเมื่อครู่ไม่ใช่ฝันร้าย และไม่ใช่ภาพลวงตา
“แล้วเรารอดมาได้อย่างไร?”
“มีผู้ใดให้ความช่วยเหลือหรือ?”
ลูเมี่ยนเองก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถรอดชีวิตจากวันสิ้นโลกเช่นนั้นได้
ทันใดนั้นเอง เสียงของอัลบัส·เมดีซีที่แฝงรอยยิ้มก็ดังขึ้นข้างหู
“ที่แท้คุณก็สามารถท่อง ‘โลกในกระจก’ ได้เหมือนกันสินะ พอดีกับแผนหนีของผมเลย แถมคุณยังทำสำเร็จในสภาพที่เริ่มกลายเป็นหินได้ด้วย น่าทึ่ง…น่าทึ่งจริงๆ”
“คุณอาศัยกระดุมข้อมือเม็ดนี้สินะ?”
ลูเมี่ยนหันขวับไปด้านข้าง เห็นอัลบัสในเสื้อแจ็กเกตพื้นดำลายแดงที่ขาดรุ่งริ่ง ข้อมือพันด้วยสร้อยคอคริสตัลเส้นหนึ่ง
ในตอนนี้ อัลบัส·เมดีซีหลับตาสนิท แต่รอบตัวเขามีทหารอันเดดในชุดเกราะสีดำเหล็กห้อมล้อมอยู่หลายคน ในดวงตาของทหารเหล่านี้มีเปลวไฟลุกโชน บ้างก็สีขาวซีด บ้างก็สีแดงเข้ม
ลูเมี่ยนอึ้งไปครู่หนึ่งจึงนึกได้ว่า ตัวเองก็ควรจะหลับตาด้วย
ที่นี่น่าจะเป็นบริเวณรอบๆ ยอดเขาซากศพในความจริง ถ้าลืมตาขึ้นมา มีโอกาสสูงที่จะถูก ‘คนในกระจก’ แทนที่อย่างเงียบเชียบ!
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…อย่างที่คิด ตอนนี้เราเป็นสหายของวานาค เป็นพวกเดียวกับอันตรายทั้งหลาย เป็นหุ่นเชิดของ ‘0-01’ ไม่จำเป็นต้องกลัวกฎต้องห้ามบางอย่างแล้ว…น่าเสียดาย ไม่ได้รู้ตัวเร็วกว่านี้ ยังคงอยู่ในความตกตะลึงและความสงสัยที่ยังไม่ตาย ไม่อย่างนั้นคงจะหลับตาก่อนที่อัลบัสจะหันมามอง จะได้ใช้จังหวะสำคัญนี้แกล้งเขาสักตั้ง…ลูเมี่ยนรู้สึกเสียดาย แต่ก็พอจะเข้าใจแล้วว่าอัลบัสหลบหนีการเสด็จเยือนของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ได้อย่างไร
อีกฝ่ายก็คิดตรงกับเขา ทั้งคู่ต่างจ้องจะฉวยโอกาสตอนที่ ‘0-01’ ทำลายบาเรียของโลกในกระจก แทรกซึมพลังเข้าไปข้างใน โดยระว่างที่จูลี่กำลังอัญเชิญเทพจนไม่มีเวลาสนใจสิ่งอื่น ก็จะอาศัยวัตถุที่สามารถ ‘ข้ามกระจก’ หลบหนีกลับไปยังอนุสาวรีย์บรรจุศพในโลกความจริง
ต่างกันเพียงอย่างเดียวคือ จูลี่ที่ยังอัญเชิญเทพไม่เสร็จสมบูรณ์ ได้จับตาดูลูเมี่ยนเอาไว้ โดยไม่สนใจอัลบัส ดังนั้น คนหนึ่งจึงหนีไปได้ ส่วนอีกคนหนีไม่ได้
“ตอนนั้นเธอมัวมาจ้องฉันทำไม ควรจะมุ่งความสนใจไปที่การปิดผนึกโลกทั้งใบสิ จะได้ไม่มีใครหนีรอดไปได้สักคน!” ลูเมี่ยนนินทาจูลี่ในใจ คิดว่าตัวเองคงกระตุ้น ‘กระดุมกระจก’ ได้ทันก่อนที่ความคิดจะกลายเป็นหินโดยสมบูรณ์ ถึงสามารถรอดชีวิตมาได้
แต่พอเขาลองตรวจสอบดู กลับพบว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
กระดุมกระจกยังใช้งานได้อีกสองครั้ง!
เมื่อครู่เขาไม่ได้ใช้สิ่งของวิเศษชิ้นนี้เลย!
นี่มัน…หรือว่าอาร์ชบิชอปเฮราเบเกอร์แอบช่วยเราไว้? ถึงอย่างไร แม้แต่เทพแท้จริงก็ต้องอาศัยการจัดวางพิเศษ จึงจะส่งพลังลงมายังอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินของโมโรลาได้ เป็นไปไม่ได้ที่ยอดฝีมือจากภายนอกจะแทรกแซงกะทันหัน…คงไม่ใช่ว่า จูลี่นึกถึงบุญคุณที่เราเคยเป็นเถ้าแก่ แล้วช่วยผลักไสออกจากโลกในกระจกในวินาทีสุดท้ายหรอกนะ? ลูเมี่ยนตัดสินใจที่จะไม่ขบคิดเรื่องนี้ไปก่อน
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ดีในการแสวงหาความจริง!
ยังคงมีอันตรายรายล้อมอยู่มากมาย!
เขาเหลือบมองอัลบัส พบว่าทายาทของ ‘เทวทูตสีชาด’ ผู้นี้ กำลังครุ่นคิดบางอย่างพลางใช้เหล่าทหารอันเดดรอบตัวสอดส่องดูเขา
“อย่างที่คิด ที่อัลบัสไม่ได้ฉวยโอกาสตอนนั้นโจมตีเรา ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากทำ แต่เพราะยังกังวลอยู่ เขาคงมองว่า ฝีมือของเราเหนือกว่าที่เขาคาดไว้มาก อีกทั้ง การหลบหนีของเราก็ยังเต็มไปด้วยปริศนา เขากลัวว่าถ้าลงมือพลาดพลั้งไป อาจจะเผลอเหยียบกับดักเข้า…” ขณะที่ลูเมี่ยนเพิ่งจะคิดอะไรแวบผ่านไปแค่นี้ บนท้องฟ้าสูงก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที
ร่างของจูลี่ในชุดกระโปรงยาวผ่าข้าง ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าสูงที่มีแสงไฟส่องสว่างเล็กน้อย
ลูเมี่ยนรู้สึกขนหัวลุกในทันที
เธอยังไม่ตาย ยังคงอยู่ในสภาวะอัญเชิญเทพอยู่หรือ?
ลูเมี่ยนค้นพบในทันทีว่า ร่างของจูลี่โปร่งแสงผิดปกติ แหวนไพลินที่มือซ้ายก็หายไปแล้ว
ฟู่ว…เขาได้ยินอัลบัส·เมดีซีถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
จูลี่ก้มศีรษะลง เหลือบมองไปยังยอดเขาซากศพ
ลูเมี่ยนมองตามสายตาของเธอ เห็นเสาโลหะสีดำเหล็กสูงสองสามเมตร เห็นธงไหม้เกรียมที่แขวนอยู่บนยอดเสา บนผืนธงมีจุดเลือดสีแดงคล้ำและสีดำนับไม่ถ้วน มีรอยเปื้อนเลือดเป็นหย่อมๆ
เพียงแค่มองแวบเดียว ลูเมี่ยนก็รู้สึกเวียนหัว รู้สึกเจ็บแปลบตรงคอโดยไม่ทราบสาเหตุ มีกลิ่นคาวเลือดซึมออกมาจากระหว่างคิ้วและส่วนต่างๆ ของใบหน้า
“0-01? ธงโลหิตซาลินเตอร์? มลทินในตัวเราเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด…ดูท่า คงไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือที่เหลือแล้ว ศึกษาเล่มที่มีอยู่ให้ดี ก็น่าจะเพียงพอแล้ว…ไม่สามารถใช้มลทินตรงๆ แบบนี้เพื่อประหยัดเวลาได้อีก มันอาจเกินจุดวิกฤติได้ง่ายเกินไป…” ลูเมี่ยนรีบละสายตากลับ กวาดมองไปเห็นชาลิสต์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากธงนั้น
‘นางมาร’ ผู้นี้สวมเสื้อคลุมสีดำ กำลังก้มหน้ามองจุดที่เสาธงโลหะสีดำเหล็ก ปักอยู่บนยอดเขาซากศพ
วินาทีถัดมา เธอรู้สึกถึงบางสิ่ง จึงเงยหน้าขึ้น มองไปยังจูลี่อยู่บนท้องฟ้าสูง
มุมปากของจูลี่ยกขึ้น เผยรอยยิ้มที่ทั้งงดงามและเปล่งประกาย
เธอขยับริมฝีปากชุ่มชื้น ราวกับกำลังพูดว่า ‘ฝากด้วยนะ’
ชั่วพริบตา ลูเมี่ยนเห็นร่างของจูลี่จางหายและหดตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหยดเลือดเน่า
หยดเลือดนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือ ร่วงหล่นลงมาตรงๆ
มันร่วงลงมาในทิศทางของธงไหม้เกรียมของ ‘0-01’ ราวกับจะกลายเป็นหนึ่งในจุดเลือดและรอยคราบมากมายบนนั้น
ชาลิสต์เพิ่งได้สติกลับมา ร้องตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างผิดปกติ
“จูลี่!”
ขณะนี้ สีหน้าของอัลบัสเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาแปรร่างเป็นหอกเพลิงสีขาวอมฟ้าที่ลุกโชน พุ่งเข้าไปกลางอากาศ พุ่งไปเหนือธงผืนนั้นของ ‘0-01’
ดูเหมือนเขาจะไม่อยากเห็นหยดเลือดเน่าของจูลี่ เปรอะเปื้อนบนธงไหม้เกรียมนั้น
ในที่สุดก็แสดงฝีมือได้สักทีนะ…ลูเมี่ยนพึมพำ ไม่รีบติดตามอัลบัสไปยังยอดเขาซากศพ เพื่อหาโอกาสทิ้งตราประทับหรือขัดขวางไม่ให้อัลบัสและชาลิสต์ทำเช่นนั้น
เขาตั้งใจจะรอให้อัลบัสกับชาลิสต์ต่อสู้กันสักพัก แล้วค่อย ‘เข้าร่วม’!
แน่นอน ลูเมี่ยนมองออกว่า อัลบัสให้ความสำคัญกับหยดเลือดเน่าของจูลี่มาก ไม่อยากให้มันกลายเป็นรอยบนธงของ ‘0-01’ ถ้าอัลบัสทำได้ไม่ดี ไม่สามารถขัดขวางหยดเลือดเน่าให้ตกบนธง เขาจะ ‘เทเลพอร์ต’ ไปช่วยทันที
ถือโอกาสอันหายากนี้ ลูเมี่ยนหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
มันไม่ใช่ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ หากแต่เป็นแหวนกระดูก ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ ที่มาจาก ‘ฮิโซกะ’
…………………………………………………….