ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 835 ต้นกำเนิดมลทิน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 835 ต้นกำเนิดมลทิน
ตอนที่ 835 ต้นกำเนิดมลทิน
นิ้วของลูเมี่ยนเพิ่งแตะแหวนกระดูกสีดำเป็นมันวาว ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดแสบร้อน ซึ่งแผ่ซ่านจากจุดสัมผัสไปทั่วร่าง
เด็กหนุ่มก้มหน้าลง เห็นเปลวไฟกำมะถันสีน้ำเงินม่วง พวยพุ่งออกจากทุกรูขุมขน จนผิวหนังบริเวณใกล้เคียงค่อยๆ ไหม้ดำ ส่งกลิ่นฉุนลอยโชย
ความเจ็บปวดเช่นนี้ ลูเมี่ยนคุ้นเคยเหลือเกิน จนแทบไม่แสดงอาการใด อย่างมากก็แค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย กัดฟันเอาไว้ แม้แต่การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าก็แทบไม่มี
เขารีบหยิบแหวนกระดูก ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ สวมเข้านิ้วกลางข้างขวา แล้วปรับใบหน้าปีศาจที่บิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวดให้หันขึ้นด้านบน
แววตาของลูเมี่ยนเริ่มเย็นชา ในห้วงลึกของดวงตาสีน้ำเงินเจือความมืดมิดที่แสงสว่างไม่อาจส่องถึง
เจตนาร้ายในร่างกายของเขา แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว ท่วมท้นคุณสมบัติน้ำอดน้ำทนของ ‘นักพรต’ ส่วนที่เหลือก็ทำสงครามชักเย่อดุเดือดกับเจตนาของตัวเอง ก่อให้เกิดสมดุลอันเปราะบาง
ลูเมี่ยนหยิบ ‘ปลามะนาวน้ำแข็ง’ ที่สำรองไว้บางส่วนออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ยัดเข้าปาก เคี้ยวกลืน เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อความเสียหายจากเปลวไฟชั่วคราว พร้อมกับหยั่งรู้เจตนาร้ายรอบตัว
เขากำลังมองหา ‘คนในกระจก’ เกฮี!
หนึ่งในผลข้างเคียงด้านลบของ ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ คือ ทำให้ผู้สวมใส่และคนในรัศมีร้อยเมตร เกิดความคิดชั่วร้ายได้ง่ายขึ้น เกิดอารมณ์พลุ่งพล่านได้ง่ายขึ้น และเนื่องจาก ‘คนในกระจก’ เองก็เป็นพวกนิสัยสุดโต่งอยู่แล้ว ค่อนข้างบิดเบี้ยวอยู่แล้ว ย่อมได้รับผลกระทบที่ชัดเจนยิ่งกว่า
ภายใต้เงื่อนไขนี้ ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ ยังมีความสามารถ ‘การหยั่งรู้เจตนาร้าย’ ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่รับรู้ได้ว่า คนรอบข้างมีเจตนาร้ายต่อตนหรือไม่ แม้มันจะยังไม่สามารถค้นพบอันตรายที่กำลังก่อตัวล่วงหน้าได้เหมือนอย่าง ‘ปีศาจ’ แท้จริง แต่ก็นับเป็นการหยั่งรู้ทาง ‘ศาสตร์เร้นลับ’
แค่ ‘คนในกระจก’ มีเจตนาร้ายต่อตัวเขา และอยู่ในระยะที่กำหนด ลูเมี่ยนคิดว่าตนน่าจะสามารถใช้ความสามารถ ‘การหยั่งรู้เจตนาร้าย’ ค้นหาเขาออกมาได้!
ลูเมี่ยนที่มีเปลวไฟกำมะถันแผดเผาผิวกายอย่างเงียบงัน กวาดตามองรอบบริเวณอย่างเยือกเย็น เห็นซากศพในชุดเกราะเต็มตัวสีดำเหล็ก นอนเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วทุ่งร้าง หลายแห่งยังมีไฟไหม้เศษซาก ราวกับสนามรบที่เพิ่งจบการฆ่าฟันไปหมาดๆ
เช่นเดียวกัน ตามจุดต่างๆ บนภูเขาซากศพ ก็มีเปลวไฟที่แทบมองไม่เห็นลุกไหม้อยู่
มันส่องสว่างทุ่งร้างและท้องฟ้า ช่วยทำให้ที่นี่ไม่ถูกความมืดครอบงำ ช่วยให้ลูเมี่ยน อัลบัส และชาลิสต์ แม้จะสูญเสียโคมไฟคาร์ไบด์และตะเกียงที่ถืออยู่ในมือไป แต่ก็ไม่ได้หายตัวไปในทันที
ผ่านไปเพียงหนึ่งถึงสองอึดใจ มุมปากของลูเมี่ยนก็ยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มโหดเหี้ยมเยือกเย็น
เขารู้สึกถึงเจตนาร้ายรุนแรงที่มุ่งมายังตนจากระยะสิบกว่าเมตร ทางด้านหลังเยื้องๆ!
มันมาจากศพศพหนึ่ง ไม่สิ มาจากชุดเกราะส่วนอก สีดำเงาวับราวกระจกบนร่างศพ
เจอตัวแล้ว…ลูเมี่ยนไม่ได้หันหลัง ในระหว่างที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ก็ ‘เทเลพอร์ต’ ไปข้างศพนั้นทันที พร้อมกับเปิดใช้ ‘กระดุมกระจก’
ภายในเกราะอกสีดำ ‘คนในกระจก’ เกฮีแอบมองสถานการณ์ภายนอกผ่านผิวกระจกโลหะ
หลังจากใช้พลังพิเศษของโลกในกระจกค้นพบว่า ‘นางมาร’ สองคนอาศัยโลกในกระจกมาถึงบริเวณนี้ เขาก็แอบถอยออกไปอย่างเงียบงัน ปล่อยให้จูลี่กับชาลิสต์อยู่ที่นี่ไป
เขาไม่ได้กังวลว่านี่จะทำให้ ‘นางมาร’ สองคนได้ครอบครอง ‘0-01’ ก่อน เพราะตามความรู้ที่เขามี กอปรกับข้อมูลที่รวบรวมได้จากการสำรวจภาคสนาม เขาเชื่อว่าตราบใดที่วานาคผู้เป็นตัวแทน ‘0-01’ ยังไม่ถูกกำจัด ก็จะไม่มีใครถูกยอมรับโดย ‘0-01’ ไม่ว่าจะใช้กำลัง หรืออาศัยช่องโหว่เอาเปรียบ จนกว่า ‘บัลลังก์’ ดังกล่าวจะว่างลง กลายเป็นความโกลาหล ผู้อื่นจึงจะมีโอกาส
เกฮีรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่ตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ตัวเขาที่มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับโลกในกระจกพิเศษ เพิ่งจะรับรู้ถึงความพินาศของโลกเลียนแบบได้
มันคือภาพของวันสิ้นโลก ซึ่งแรงสะเทือนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เขาสลายเป็นผุยผงแล้ว
เขายังใช้เรื่องนี้ยืนยันการตายของวานาค แล้วอาศัยโลกในกระจกธรรมดาแอบกลับมาใกล้ภูเขาซากศพ มองหาโอกาสที่จะได้รับการยอมรับจาก ‘0-01’ และนำมันไป
เขาเห็นจูลี่กลายเป็นเลือดเน่าโปรยปราย เห็นอัลบัส·เมดีซีแปลงร่างเป็นหอกเพลิงยาวไปขัดขวางเรื่องนี้ เห็นชาลิสต์สาปแช่งอัลบัส·เมดีซีด้วยสีหน้าเจ็บปวด เห็นลูเมี่ยน·ลีใจเย็นสวมแหวน หวังจะออกโรงเป็นคนสุดท้าย เก็บเกี่ยวผลแห่งชัยชนะ
เกฮีพลันเกิดจิตสังหารรุนแรง
“เป็นพวกแก! เป็นพวกแกที่คอยขัดขวางภารกิจของฉัน!”
หลังเข้าสู่ ‘โมโรลา’ ในฐานะ ‘คนในกระจก’ เส้นทาง ‘นักอ่าน’ ที่หาได้ยาก เดิมทีเกฮีค่อนข้างมั่นใจ จึงไปเติมเต็มความรู้ที่วิหาร พร้อมกับสำรวจภาคสนาม รวบรวมข้อมูลสำหรับปฏิบัติการสุดท้าย
แต่หลังจากแอบสังเกตท่าทีของอัลบัส·เมดีซี, วานาค, จูลี่ และลูเมี่ยน·ลีแล้ว เกฮีก็ค่อยๆ เริ่มสงสัยตัวเอง
เราที่สามารถใช้พลังของโลกในกระจกพิเศษ ถ้าต่อสู้ตัวต่อตัวจะเอาชนะใครในพวกเขาได้บ้าง? คงได้แค่จัดการกับลูเมี่ยน·ลี คนที่หัวหน้ากำชับให้คอยระวังเป็นพิเศษ…
หากเทียบเรื่องการเรียนรู้ แม้ว่าประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเราจะสูงกว่าลูเมี่ยน·ลีหลายเท่าตัว แต่ร่างกายดูเหมือนจะทนรับมลทินได้น้อยกว่าเขามาก…
เรา…คงเป็นคนที่มีความหวังน้อยที่สุดในบรรดาพวกเขาสินะ?
การตระหนักถึงข้อจำกัดนี้ ทำให้ ‘คนในกระจก’ เกฮีวางแผนฉวยโอกาสจากความพิเศษของตนในการซ่อนตัวในเงามืด รอให้พวกที่เก่งกาจเหล่านั้นต่อกรกันเอง ทำร้ายกันเอง แล้วค่อยออกมาจัดการกับสถานการณ์ที่เหลือ
จนถึงตอนนี้ แผนการของเขาก็ดำเนินไปได้ราบรื่นทีเดียว
อุปสรรคใหญ่ที่สุดในปฏิบัติการครั้งนี้อย่างวานาค รวมถึงตัวอันตรายที่สุดอย่างจูลี่ต่างก็ตายไปแล้ว แม้แต่ดวงวิญญาณก็ถูกทำลายจนสิ้นซาก ไม่สามารถอาศัยพลังที่ไหลล้นออกมาจาก ‘0-01’ ย้อนกลับมาในรูปแบบอันเดดได้อีก!
“รอให้อัลบัส·เมดีซีกับชาลิสต์ตัดสินผู้ชนะกันเสร็จ เราก็จะเข้าร่วมแย่งชิง ฆ่าคนที่เหลือรอด แล้วดวลกับลูเมี่ยน·ลีที่อ่อนแอที่สุด…”
“จะลงมือดีไหม จะลงมือดีไหม ถือโอกาสตอนที่ลูเมี่ยน·ลียังไม่ทันระวังตัว โจมตีเขาเสีย? เขาไม่ใช่ ‘นางมาร’ แล้วก็ไม่ใช่ ‘คนในกระจก’ ไม่มีตัวแทนให้ใช้ หากถูกโจมตีก็ต้องตายแน่นอน…”
ความคิดอันเต็มไปด้วยความมุ่งร้ายเช่นนี้ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในใจของเกฮี แรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ
เขายังไม่ทันตัดสินใจ ลูเมี่ยนในสายตาก็พลันขยายใหญ่ มาอยู่ในระยะประชิดตัวเขา
จากนั้น ลูเมี่ยนก็หายวับไปจากสายตา
ใต้เท้าของเขาพลันมีของเหลวสีดำหนืดทะลักขึ้นมา ราวกับเป็นความปรารถนาชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจมนุษย์ ซึ่งกลายเป็นของเหลวลวงตา
อวตารแห่งตัณหา!
ของเหลวสีดำพุ่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง ห่อหุ้มเกฮีไว้ข้างใน
แกร๊ง!
ภายในของเหลวลวงตาสีดำ มีเสียงแก้วแตกดังขึ้น ร่างของเกฮีถูกวาดขึ้น ณ ขอบของมิติอันมืดมิดว่างเปล่าหลังกระจกโลหะ
เขาเห็นของเหลวสีดำ รวมตัวกันเป็นรูปร่างของลูเมี่ยน แล้วหัวเราะในลำคออย่างผู้รู้แจ้ง
“คุณไม่รู้หรือว่าผมมี ‘กระจกตัวแทน’?”
การโจมตีตรงๆ แบบนี้แค่ทำให้ข้าต้องเสียกระจกไปหนึ่งบานเท่านั้น
เกฮียังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ ในใจก็พลันมีความรู้สึกดุร้ายผิดปกติพลุ่งพล่าน
เขาสัมผัสที่คอตัวเองตามสัญชาตญาณ สัมผัสได้ถึงเลือดสีแดงฉาน
ความเจ็บปวดจากจุดนั้น แทงทะลุเข้าสู่สมองของเขา
แกร๊ง!
เกฮีรีบเรียกใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ปล่อยให้เศษกระจกนับไม่ถ้วนร่วงกราวลงพื้น
ร่างของเขาปรากฏขึ้นใหม่ ณ อีกมุมหนึ่งของมิติหลังกระจก แต่ที่คอยังคงมีรอยแผลเป็นเส้นบางๆ ลึกๆ หลงเหลืออยู่
อารมณ์ของเขาเปลี่ยนเป็นโกรธจัด ดุร้าย และบ้าคลั่งโดยสิ้นเชิง ผิวหนังบนใบหน้าเหี่ยวแห้งและแก่ชราลงกะทันหัน ราวกับกลายเป็นเปลือกไม้สีน้ำตาลแผ่นแล้วแผ่นเล่า ข้างหูของเขามีเสียงก้องว่า ‘ลูกของข้า ลูกของข้า’ เนื้อหนังบนไหล่ทั้งสองข้างบิดเบี้ยว ราวกับจะงอกเป็นศีรษะออกมาข้างละหัว
ท้องของเขาพองขึ้นทีละนิด ดวงตาย้อมด้วยสีเงินผสมดำ ลมหายใจกำลังจางหายไป ร่างกายกำลังแตกสลายอย่างเห็นได้ชัด เนื้อหนังร่วงหล่นเป็นก้อนๆ บิดเบี้ยวเหมือนหนอน…
ลูเมี่ยนได้เห็นมลทินที่อยู่บนร่างของตัวเองอย่างชัดเจน
นี่มันจะต่างอะไรกับอาหารรวมมิตร!
เมื่อครู่ที่เขาใช้ ‘อวตารแห่งตัณหา’ ของเหลวลวงตาสีดำนั่น ไม่ได้มีเพียงอารมณ์และแรงกระหายของตัวเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอารมณ์และแรงกระหายที่มาจากบรรดามลทิน ซึ่งเชื่อมโยงกับเขาอย่างแน่นแฟ้น
สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ปราศจากเทวบารมี นี่คือมลทินที่ต้านทานได้ยาก กระทั่งนักบุญก็ยังได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง!
และเมื่อเผชิญกับมลทินระดับสูงเหล่านี้ หากไม่รีบใช้ ‘กระจกตัวแทน’ หลบหลีกให้ทันการ เอาแต่รอจนของเหลวลวงตาสัมผัสโดนตัว แล้วค่อยกระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ มันก็คงจะสายเกินไป ไม่แคล้วถูกมลทินเข้าครอบงำเรียบร้อย!
ตอนนี้ เกฮีก็คือสัตว์ประหลาดที่เต็มไปด้วยมลทินซ้อนทับชั้นแล้วชั้นเล่า
เมื่อเห็น ‘คนในกระจก’ กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ไม่อาจบรรยายได้ ลูเมี่ยนก็พลันบังเกิดสัญชาตญาณว่า ถ้าตัวเองมองต่อไป ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทำนองเดียวกัน
เด็กหนุ่มรีบถอยหลังหนึ่งก้าวทันที หลุดออกจากผิวกระจกโลหะ กลับไปยังข้างๆ ศพ กลับไปยังทุ่งร้างรอบๆ ภูเขาซากศพ
เขาเห็นควันสีดำเริ่มซึมออกจากผิวเกราะอกที่เรียบเงาดั่งกระจก ดูคล้ายกับเงามายา โดยมันพยายามจะคว้าจับตัวเขา
ลูเมี่ยนรีบหมุนกาย วิ่งสุดกำลังไปทางภูเขาซากศพ
เด็กหนุ่มบางครั้งก็แปรร่างเป็นหอกเปลวไฟสีขาวโชติช่วง พุ่งไปข้างหน้าได้ระยะหนึ่ง บางครั้งก็ ‘เทเลพอร์ต’ ไปหลายสิบเมตร ไต่ขึ้นไปอย่างต่อเนื่องบนภูเขาอันประกอบด้วยซากศพและกระดูก อีกทั้ง บนยอดเขายังมีเศษไฟกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
เด็กหนุ่มต้องการจะนำพา ‘คนในกระจก’ เกฮีที่คลุ้มคลั่งและแตกสลายจากมลทิน ไปหาอัลบัส·เมดีซีกับชาลิสต์ แล้วพูดกับพวกเขาว่า ‘ไม่ต้องขอบคุณ’
ไม่ว่าลูเมี่ยนจะปีนป่ายด้วยทั้งมือเท้า หรืออาศัยพลังตามสัญญา ‘เทเลพอร์ต’ ระยะสั้น หรือพุ่งขึ้นในรูปหอกเปลวไฟ เบื้องหลังของเขาก็ยังคงมีความรู้สึกกดดันอันรุนแรงส่งมา ยังมีเงาดำที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาจนยากจะบรรยาย ทอดลงบนตัวเขา แล้วจึงสะท้อนไปด้านหน้าเด็กหนุ่ม จนบังเกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวอย่างไม่อยากเลี่ยง
ตอนนี้เขาไม่อาจล่วงรู้ได้แล้วว่า สัตว์ประหลาดที่ไล่ล่าอยู่เบื้องหลัง ได้เปลี่ยนเป็นอย่างไร อยู่ในสภาพใด รู้เพียงว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ปกติควรจะมองดูหรือจำแนก
ทันใดนั้น ข้างหูเขาพลันได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเกฮี
“แม่…”
แม่…มุมปากของลูเมี่ยนสั่นกระตุก พบว่าแม้ตัวเขาจะเต็มไปด้วยสารพัดมลทินประหลาด แต่มลทินที่มาจาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ มาจากสายเลือดโอมีเบล่า ก็ยังนับว่าโดดเด่นที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ทิ้งไว้คือตราผนึก มิใช่มลทิน
ลูเมี่ยนเร่งฝีเท้าหนีให้เร็วขึ้น
ในที่สุด เด็กหนุ่มเห็นยอดของภูเขาซากศพ เห็นชาลิสต์และอัลบัส·เมดีซี
……………………………………………………..