ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 836 หลอกโจมตี
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 836 หลอกโจมตี
ตอนที่ 836 หลอกโจมตี
อัลบัสแปรร่างเป็นหอกเพลิงสีขาวสว่างแกมเขียว บินขึ้นไปถึงยอดภูเขาซากศพ พุ่งเข้าหาโลหิตอาบมลทินของจูลี่ที่กำลังร่วงลงมาสู่ธงที่ไหม้เกรียม ‘0-01’
แต่เพียงชั่วพริบตา เขากลับพลาดเป้าหมาย คลายร่างจากสภาพเปลวเพลิง ตกลงข้างร่างไร้วิญญาณที่ควรจะมีธง ‘0-01’ ปักอยู่
บนยอดภูเขาซากศพ การลืมตาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาแล้ว อัลบัส·เมดีซีก็รู้ดี แต่ในสายตาของเขากลับมองไม่เห็นธงรบที่ไหม้เกรียม ทั้งยังไม่เห็นโลหิตอาบมลทินที่จูลี่กลายร่างเป็น รวมไปถึงชาลิสต์
อัลบัสที่มีประสบการณ์มาก่อน เข้าใจอย่างรวดเร็วว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่นี่คือโลกในกระจก หรือ ‘วงกตภาพสะท้อน’!
ชาลิสต์รอคอยอยู่บนยอดภูเขาซากศพมานานเพียงนี้ ย่อมต้องวางกับดักสักอย่างเอาไว้!
ตามที่อัลบัสคาดการณ์ นี่คือ ‘วงกตภาพสะท้อน’ ที่สร้างจากกระจกหลายบานสะท้อนซึ่งกันและกัน ชาลิสต์ยืนอยู่นอกเขาวงกต มองดูหยดโลหิตอาบมลทินที่กำลังพุ่งเข้าหาธงไหม้เกรียมด้วยดวงตาที่เศร้าโศกและเลื่อนลอย
ด้วยเหตุผลบางประการ หยดโลหิตอาบมลทินเหล่านั้นค่อยๆ ร่วงช้าลง ราวกับถูกผลักดันจาก ‘0-01’ แต่มันก็ยังคงจมลงอย่างไม่อาจต้านทานได้ เพียงแต่ความเร็วช้าลง
ณ ตอนนี้ อัลบัสลองใช้สร้อยคริสตัลที่พันอยู่รอบข้อมือ แต่ก็ไม่มีโลกในกระจกให้เขาเคลื่อนที่หรือออกไป
เขายืนยันได้ว่า ตัวเองถูก ‘วงกตภาพสะท้อน’ กักขังไว้ จึงรวบรวมลูกไฟสีขาวสว่างแกมเขียวขึ้นรอบตัวทันที ปล่อยให้พวกมันพุ่งออกไปทุกทิศทุกทาง เพื่อทำลายกระจกที่ซ่อนอยู่ซึ่งประกอบกันเป็นเขาวงกต
ก็ตามชื่อของมัน ‘วงกตภาพสะท้อน’ เป็นเพียงเขาวงกต ไม่ใช่บาเรียในความหมายที่แท้จริง ย่อมไม่มีความสามารถด้านการป้องกัน!
เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นเกือบจะพร้อมกัน แต่อัลบัสกลับยังไม่อาจทะลุผ่าน ‘วงกตภาพสะท้อน’ ได้
กระจกเหล่านั้น ไม่มีแม้แต่บานเดียวที่ถูกระเบิดโดน!
ดวงตาของอัลบัสขยับเล็กน้อย เขาตัดสินใจละทิ้งการทดลองในลักษณะเดียวกันนี้อย่างเด็ดขาด
นอกวงกตภาพสะท้อน ชาลิสต์สัมผัสถึงคลื่นลมจากการระเบิด จึงหัวเราะเยาะในใจหนึ่งที
หากอยู่ที่อื่น ‘วงกตภาพสะท้อน’ คงยากที่จะกักขัง ‘นักล่า’ ที่สามารถระเบิดได้ในวงกว้าง แต่ที่นี่คือภูเขาซากศพ เป็นพื้นที่หลักในการผนึก ‘0-01’
ในฐานะ ‘นางมารทุกข์ระทม’ ผู้ได้รับมลทินจาก ‘0-01’ มาบางส่วน ชาลิสต์ก็เหมือนกับจูลี่ สามารถใช้พลังบางส่วนของโลกในกระจกพิเศษได้!
‘วงกตภาพสะท้อน’ ที่เธอจัดเตรียมไว้ กระจกไม่ได้อยู่บนยอดภูเขาซากศพ แต่กระจายอยู่ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณและกระดูกเบื้องล่าง จากนั้นก็อาศัยการสะท้อนของโลกในกระจกพิเศษ ฉายขึ้นมารอบ ‘0-01’ ก่อรูปเป็น ‘วงกตภาพสะท้อน’
เมื่อเห็นหยดโลหิตอาบมลทินของจูลี่เคลื่อนเข้าใกล้ธงไหม้เกรียมมากขึ้นทีละนิด ชาลิสต์รู้สึกทั้งยินดีและสับสน โดยมีความทุกข์ระทมเป็นสีพื้นของอารมณ์ภาพรวม
หญิงสาวหยิบเครื่องประดับหน้าผากรูปน้ำตาสีดำออกมาจากที่ไหนสักแห่ง แล้วแปะมันไว้กึ่งกลางหว่างคิ้วตัวเอง
ภายในวงกตภาพสะท้อน อัลบัสค่อยๆ ก้มศีรษะลงอย่างไม่รีบร้อน หรี่ตาลง เตรียมทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำในอีกไม่ช้า
เขาเปล่งวาจาแผ่วเบาเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณว่า
“เทพแห่งสนามรบผู้ยิ่งใหญ่ สัญลักษณ์แห่งเลือดเหล็ก ผู้ปกครองความวุ่นวายและความขัดแย้ง”
พร้อมกับการเอ่ยพระนามสามท่อน เสาธงโลหะสีดำที่แขวนธงไหม้เกรียมอยู่ ก็พลันสั่นไหวทันใด ผืนธงที่ห้อยต่ำลงเล็กน้อย ถึงคราวคลี่กางออกอย่างสมบูรณ์ ส่งเสียงสะบัดดังในสภาพแวดล้อมที่ไร้ลม ดวงเลือดทั้งหลายบนผืนธงค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทีละจุด
โลหิตอาบมลทินของจูลี่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ ห่างจาก ‘0-01’ ราวสองสามเมตร ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นรองรับอยู่
เมฆชั้นสูงหมุนวนด้วยความเร็วสูง ก่อตัวเป็นวังวนมหึมาใหญ่กว่าภูเขา เรืองแสงไฟสีม่วงอ่อน ที่ปลายวังวนดูคล้ายกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา ต้องการจะบุกรุกเข้ามา แต่ไม่สามารถทะลุผ่านบาเรียได้
เสียงแตกร้าวดังขึ้นรอบ ‘ธงโลหิตซาลินเจอร์’ รอยแตกมากมายปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า แตกสลายอย่างรวดเร็ว
โลกในกระจกพิเศษที่ปกคลุมยอดภูเขาซากศพ ถูกทำลายโดยสมบูรณ์ ‘วงกตภาพสะท้อน’ จึงสิ้นฤทธิ์ไปด้วย
อัลบัสเงยหน้าขึ้นกะทันหัน ในดวงตามีสีดำเหล็กเจือปนยิ่งกว่าเก่า ที่กลางหว่างคิ้วมีรอยประทับสีเลือดแดงฉานราวกับจะหยดลงมา
สายตาของเขาตกอยู่บนร่างของชาลิสต์ ซึ่งสวมเครื่องประดับหน้าผากรูปน้ำตาสีดำ ทางด้านชาลิสต์ก็จ้องมองเขาเช่นกัน
ก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ต่อสู้กัน ก็เห็นลูเมี่ยนปีนขึ้นมาถึงยอดภูเขาซากศพ ‘อย่างสบายๆ’ อยู่ห่างจาก ‘0-01’ เพียงเจ็ดแปดเมตร
โดยไม่ต้องสื่อสาร อัลบัสและชาลิสต์โจมตีลูเมี่ยนพร้อมกัน
คนแรกออกหมัดอย่างเรียบง่าย แต่มีเปลวเพลิงจำนวนมาก เกือบเป็นสีเขียว พวยพุ่งตามออกมา รวมตัวกันเป็นลูกไฟขนาดมหึมา ส่วนรอบศีรษะของรายหลัง แผ่นน้ำแข็งทยอยปรากฏขึ้น กลายเป็นกระจกหลายบาน และเบื้องหน้ากระจกแต่ละบาน มีเปลวไฟสีดำอันชั่วร้ายแต่สงบนิ่งลุกไหม้อยู่
ขณะกระจกน้ำแข็งที่ชาลิสต์สร้าง กำลังจะสะท้อนภาพลูเมี่ยน ร่างของเด็กหนุ่มก็จางหายไปในบัดดล อันตรธานไปจากตำแหน่งพร้อมรอยยิ้มเยาะหยันเต็มใบหน้า
ด้านหลังลูเมี่ยน ร่างมหึมาสายหนึ่งผุดขึ้นอย่างฉับพลัน สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของอัลบัสและชาลิสต์แทน
ร่างดังกล่าวสูงราวห้าหกเมตร แต่ดูเหมือนยังอยู่ในช่วงเติบโต ยังคงแผ่ขยายไปในทิศทางต่างๆ ผิวกายของมันบางส่วนปกคลุมด้วยเปลือกไม้สีน้ำตาล บางส่วนงอกเป็นปุ่มไม้ที่ดูน่าขยะแขยง ระหว่างรอยแยกของเปลือกไม้และปุ่มไม้ มีของเหลวใสไหลออกมาทีละนิด
ขณะนี้ สัตว์ประหลาดตัวดังกล่างใช้มือข้างหนึ่ง อุ้มศีรษะของตัวเองที่มีกระดูกสันหลังเปื้อนเลือดห้อยอยู่ โดยเหนือศีรษะนั้น ดวงตาเป็นสีเงินผสมดำ ดูไร้ชีวิตชีวา
บนไหล่ทั้งสองข้างของสัตว์ประหลาด มีก้อนเลือดเนื้อขนาดเท่าศีรษะข้างละหนึ่งก้อน ภายในก้อนมีน้ำพราวพราย ไม่รู้ว่าบรรจุสิ่งใดอยู่
วินาทีถัดมา สัตว์ประหลาดกระโดดขึ้นไปบนยอดภูเขาซากศพ ทิ้งกองเลือดและเนื้อที่ประกอบด้วยหนอนไว้เป็นหย่อมๆ
เบื้องหลังของมัน มีกลุ่มพลังสีดำจำนวนมากกำลังดึงรั้งมันไว้ พยายามฉุดมันกลับเข้าไปในเกราะอกสีดำ ซึ่งมันวาวราวกระจก
เพียงได้เห็นภาพดังกล่าว ชาลิสต์กับอัลบัสก็ทราบทันทีว่า ตัวเองกำลังถูกมลทินรุกราน
คนแรกผมเริ่มปลิวสยาย แล้วหนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนคนหลังมีเส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นมาบนใบหน้า
ตูม!
ลูกไฟยักษ์สีเขียวอมขาวของอัลบัสระเบิดใส่สัตว์ประหลาดนั้น ขณะที่กระจกน้ำแข็งที่ลอยอยู่แถวศีรษะของชาลิสต์สะท้อนเงาของสัตว์ประหลาด แล้วเพลิงทมิฬก็พุ่งเข้าปกคลุมมัน
แกร๊ก!
สัตว์ประหลาดนั้นแตกออกเหมือนกระจก ร่างของมันปรากฏขึ้นใหม่ข้างๆ ‘0-01’
นั่นทำให้อัลบัสและชาลิสต์รู้สึกขนลุกซู่ สัตว์ประหลาดนี่มี ‘กระจกตัวแทน’ ด้วยหรือนี่
สัตว์ประหลาดนั้นยกหัวของตัวเองขึ้น แล้วปล่อยเสียงที่ดูเหมือนมาจากโลกเสมือน
ชาลิสต์รู้สึกในทันทีว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดเย็นเยียบ ถูกจำกัดและกดดันไปทุกทิศทาง ไม่อาจดิ้นหลุดได้แม้เพียงชั่วครู่
อัลบัสก็ถูกความมืดหนาทึบห้อมล้อมเช่นกัน
นี่คือวิชาลับอย่างหนึ่ง ที่เกฮีสร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้จากสภาวะของ ‘คนในกระจก’
ณ บัดนี้ ลูเมี่ยนที่เพิ่ง ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังเชิงเขาซากศพเพื่อหลบการปะทะเมื่อครู ก็ ‘เทเลพอร์ต’ กลับมาอีกครั้ง
ร่างของเขาปรากฏขึ้นในความมืดเบื้องหลังอัลบัส·เมดีซี ปากอ้าออก ปล่อยเสียง ‘ฮ่า’ ออกมา
กลุ่มก๊าซสีเหลืองอ่อนพลันพุ่งกระจาย ตกลงบนร่างของอัลบัส
ดวงตาของอัลบัสว่างเปล่าไปชั่วขณะ ร่างกายโงนเงนเล็กน้อย แล้วก็ฟื้นคืนมา
เขามี ‘เทวทูตสีชาด’ ช่วยรับผลกระทบบางส่วนจาก ‘วิชาฮึ่มฮ่า’
ถือโอกาสที่อัลบัสเหม่อลอย ลูเมี่ยนเสกเปลวไฟสีขาวจัดเคลือบหมัดซ้าย พุ่งชกใส่จุดอ่อนของอีกฝ่าย ลำคอที่เชื่อมระหว่างศีรษะกับร่างกาย
เก็บเกี่ยว!
หมัดของลูเมี่ยนเพิ่งแตะถูกลำคอของอัลบัส สมาชิกตระกูลเมดีซีผู้นี้ก็พลันเปลี่ยนร่างเป็นเปลวไฟรูปมนุษย์สีขาวจัดอมเขียว
นี่ไม่ใช่การผสานกับหอกเพลิง แต่เป็นการกลายเป็นเปลวไฟอย่างแท้จริง
ในสภาวะเปลวไฟ ลำคอของอัลบัสไม่ใช่จุดอ่อนอีกต่อไป!
โครม!
หมัดนี้ของลูเมี่ยนทำได้เพียง ทำให้เปลวไฟรูปมนุษย์สั่นไหวและหม่นลงเล็กน้อยเท่านั้น
ต่อมาทันที อัลบัสเปลี่ยนร่างเป็นหอกเพลิงที่ลุกโชน พุ่งทะลุพันธนาการแห่งความมืดเย็นเยียบ ทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ
เขาพลิกกลับทิศทางทันที ประหนึ่งหอกที่ถูกขว้างจากองค์ซ่อนเร้นในวังวนเบื้องบน พร้อมด้วยลูกไฟสีขาวอมเขียวนับสิบดวง พุ่งดิ่งลงสู่ยอดเขาซากศพอย่างดุเดือด
ตูม ตูม ตูม!
การระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมพื้นที่รอบบริเวณ ทั้งยังเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอก
ส่งผลให้สัตว์ประหลาดที่ไม่อาจบรรยายได้ตนนั้น ต้องใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากรัศมีการระเบิด
ส่วนลูเมี่ยนรีบฉวยจังหวะ ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยังเชิงเขาซากศพ
“ยังเทเลพอร์ตได้อีกหรือ? พี่ใหญ่แขนขาดยังไม่ตายหรือ?” ขณะที่ลูเมี่ยนรู้สึกหนาวสันหลัง เขาก็เห็นใบหน้าของชาลิสต์สะท้อนอยู่บนเกราะอกสีดำของศพร่างหนึ่งในบริเวณนั้น
‘นางมาร’ ผู้นี้เมื่อครู่ไม่ได้ใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ต้านทานการโจมตีของอัลบัสอย่างแข็งขัน แต่เลือกที่จะขว้างกระจกออกไป แล้วอาศัยโลกในกระจก ย้ายตำแหน่งในพริบตาไปอยู่เหนือทุ่งร้าง นี่ก็เป็นแผนสำรองของลูเมี่ยนเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าชาลิสต์ยังไม่โจมตีตน ลูเมี่ยนจึงละสายตากลับมามองยังยอดเขาซากศพ
เขาไม่ได้เสียดายที่เมื่อครู่ไม่สามารถฉวยโอกาสกำจัดอัลบัสได้ เพราะนี่คือผลลัพธ์ที่เขาต้องการ
หากการโจมตีครั้งนั้น เด็กหนุ่มหวังจะฆ่าอัลบัสจริง ก็คงไม่ใช้แค่ ‘เก็บเกี่ยว’ ซึ่งเป็นพลังของตัวเอง แต่จะต้องชักดาบเหี้ยมหาญออกมา หรือไม่ก็ใช้สภาวะ ‘อวตารแห่งตัณหา’ ครอบงำไปเลย!
“ถ้าเชือดอัลบัสทิ้งไปตอนนี้ แล้วใครจะช่วยเรากำจัดชาลิสต์กับสัตว์ประหลาดนั่น คิดจะให้ลงมือตามลำพังหรือไง?” ลูเมี่ยนพึมพำในใจเจือความเจ้าเล่ห์
การโจมตีเมื่อครู่ของเขา ยังมีจุดประสงค์ที่ซ่อนเร้นอยู่อีกอย่าง
นั่นคือการหลอกอัลบัส ให้คิดว่าตนไม่มีทางเอาชนะการป้องกันของเขาได้ ให้เชื่อว่าแหวนกระดูกสีดำที่ตนสวมอยู่ ไม่สามารถใช้กับเขาได้!
พอถึงช่วงเวลาสำคัญ ก็จะใช้ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้มอบ ‘ของขวัญ’ ให้!
เสียงระเบิดดังกึกก้องสงบลงในที่สุด ศพและกระดูกนับไม่ถ้วนบนยอดเขาซากศพได้รับความเสียหายอย่างหนัก เลือดมลทินของจูลี่ก็จางหายไปบ้าง
สัตว์ประหลาดที่ยากจะพรรณนารูปร่างตนดังกล่าว ไม่เหลือ ‘กระจกตัวแทน’ อีกต่อไปแล้ว ผิวกายกลายเป็นรอยแหว่งวิ่น ไหม้เกรียมดำทั้งร่าง
อัลบัสที่ปรากฏร่างขึ้นใหม่ เงยดวงตาสีดำเป็นมันวาวขึ้น ยกมือขวาผลักไปด้านหน้า
ฝูงอีกาเพลิงสีขาวอมเขียว บินวนเวียนพุ่งใส่ท้องของสัตว์ประหลาดนั่น ดาหน้ามาไม่ขาดสาย ปกคลุมไปทั่วผืนฟ้า
ตูม! ตูม! ตูม!
สัตว์ประหลาดที่จุดอ่อนถูกโจมตีซ้ำๆ โงนเงนล้มลง แตกกระจายอย่างราบคาบ
ลูเมี่ยนเห็นดังนั้น จึงชักดาบตรงเล่มหนึ่งซึ่งดูคล้ายดาบเหี้ยมหาญออกมา แล้ว ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังยอดเขาซากศพ ชาลิสต์ก็กำลังมุ่งหน้าไปที่นั่นเช่นกัน
……………………………………………………..