ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 837 ต่างคนต่างมีแผน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 837 ต่างคนต่างมีแผน
ตอนที่ 837 ต่างคนต่างมีแผน
ลูเมี่ยนไม่ได้ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังด้านหลังของอัลบัส·เมดีซี และไม่ได้เข้าใกล้ร่างของสัตว์ประหลาดเกฮีที่แตกกระจาย
ร่างของเด็กหนุ่มปรากฏรวดเร็ว ณ ชายขอบพื้นที่บนยอดเขาซากศพ
ก่อนหน้านี้ ระหว่างที่ยืนมองการต่อสู้บนยอดเขาจากด้านข้าง เด็กหนุ่มได้หยุดการอ่านความรู้จากยันต์ทองเหลืองของอาร์ชบิชอปเฮราเบเกอร์ แล้วถอดที่อุดหูออก เก็บมันไว้ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ด้วยกังวลว่าการต่อสู้อันดุเดือดที่ใกล้จะอุบัติ อาจทำให้มันพังเสียหายย่อยยับ
ในทำนองเดียวกัน เขาสวม ‘กระดุมกระจก’ ไว้กับข้อแขนเสื้อ เตรียมพร้อมสำหรับการใช้งาน
เมื่อลูเมี่ยนปรากฏตัวบนยอดเขา ก็พลันเห็นของเหลวเน่า ซึ่งไหลออกจากชิ้นส่วนศพของสัตว์ประหลาดเกฮี ซึมลงไปในซากศพและกระดูกที่เป็นพื้นผิวของภูเขา จนเกิดเปลวไฟที่แทบจะไร้รูปไร้สีขึ้นนับไม่ถ้วน
เปลวไฟเหล่านี้กลืนกินชิ้นส่วนศพของเกฮีในชั่วพริบตา แผดเผาจนเป็นเถ้าถ่าน ไม่ให้โอกาสมันได้บิดเบี้ยวงอกงาม
ในขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนสังเกตเห็นว่า เปลวไฟเกือบล่องหนที่มีอยู่เดิมบนยอดเขา ได้ดับไปเกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ก็ใกล้จะมอดดับ
อีกทั้ง เขายังเห็นตั้งแต่ตอนที่อยู่เชิงเขาแล้วว่า เปลวไฟที่กระจัดกระจายอยู่บนทุ่งร้าง กำลังทยอยดับลงทีละดวง
แน่นอนว่า สิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อแสงสว่างที่ส่องลงบนภูเขาซากศพ รวมถึงบริเวณโดยรอบ โดยแสงดังกล่าวมาจากรัศมีไฟสีม่วง ซึ่งลอดผ่านวังวนขนาดมหึมาบนฟากฟ้า และมาจากซากศพกับกระดูกตามที่ต่างๆ บนทุ่งร้าง ซึ่งถูกจุดระหว่างการต่อสู้ของอัลบัส·เมดีซี ชาลิสต์ และสัตว์ประหลาดเกฮี มาจากธงสีดำไหม้ที่สั่นสะเทือนด้วยความถี่ที่กำลังทวีคูณ
“เปลวไฟดั้งเดิมจะดับหรือ? พวกมันไม่ได้ดำรงอยู่ตลอดเวลา แต่เป็น ‘0-01’ ที่สร้างขึ้นมา เพื่อตอบสนองต่อการปรากฏตัวของพี่ใหญ่ท่อนแขนผู้มีเทวบารมีสินะ?” ในขณะที่ความคิดแล่นปราด ลูเมี่ยนกำดาบตรงธรรมดาที่ดูคล้ายกับ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ไว้ทั้งสองมือ วิ่งตึงๆ ไปทางอัลบัส·เมดีซีที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร
ฟู่! ดาบตรงเล่มนั้นลุกโชนด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วง
อัลบัสที่มีรอยประทับสีแดงสดระหว่างคิ้ว ซึ่งราวกับจะหยดย้อย ก้มตัวลง ให้มือทั้งสองสัมผัสกับซากศพและกระดูกที่ประกอบกันเป็นภูเขา
เลือดเนื้อของศพบางส่วนละลายทันที กลายเป็นของเหนียวข้น กระดูกมากมายพุ่งมารวมตัวกันในพริบตา
อัลบัสยืดตัวขึ้นอีกครั้ง ดึงดาบยักษ์สีขาวซีดที่ประกอบขึ้นชั่วคราว จากกระดูกสันหลังและกระดูกคอนับไม่ถ้วน ออกมาจากพื้นซากศพ โดยมีเลือดเนื้อที่ละลายเหนียวข้นพันอยู่รอบดาบ ส่งกลิ่นคาวและความผิดแปลก
อัลบัสลากดาบยักษ์ประหลาดที่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวนั่น เข้าประจัญบานกับลูเมี่ยน
กร๊อบ! ดาบยักษ์ที่มีกระดูกแทงทะลุเนื้อ ทั้งยังดูคล้ายขี้ผึ้ง เพียงแค่ดาบเดียว ก็ฟันดาบตรงที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วงของลูเมี่ยนขาดเป็นสองท่อน
ร่างของลูเมี่ยนหายวับไป แล้วปรากฏขึ้นใหม่ที่ด้านหลังอัลบัส
เด็กหนุ่มล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ชักดาบตรงสีดำสนิทที่ดูคล้าย ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ อีกเล่มออกมา แล้วฟันเต็มแรงใส่ลำคอของสมาชิกตระกูลเมดีซีตรงหน้า
อัลบัสหมุนตัวอย่างว่องไว ฟันดาบยักษ์ประหลาดตวัดขวาง ทำให้อาวุธของลูเมี่ยนแตกกระจายอีกครั้ง
ลูเมี่ยนใช้ ‘เทเลพอร์ต’ รอบใหม่ แฟลชไปปรากฏที่ด้านหลังศัตรูอีกครั้ง
แต่พอร่างของเด็กหนุ่มเพิ่งจะปรากฏ หอกน้ำแข็งแหลมคมนับไม่ถ้วนก็ก่อตัวขึ้นกลางอากาศ โปรยปรายลงมาดุจสายฝน
ชาลิสต์ที่กายหายไป ไม่รู้ว่าอ้อมไปทางไหน ได้เปิดการโจมตีแบบกว้างใส่อัลบัสและลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนเห็นหมอกหนาทึบในทันที
หมอกดังกล่าวพวยพุ่งออกมารอบตัวอัลบัส ปกคลุมทั่วบริเวณในพริบตา จนทัศนวิสัยลดลงเหลือสิบเมตร ทำให้ลูเมี่ยนไม่สามารถรับรู้พิกัดโลกวิญญาณนอกหมอกได้อีก และยากที่จะ ‘เทเลพอร์ต’ ออกไป
หมอกสงคราม!
ทันทีหลังจากนั้น อัลบัสที่หลุดพ้นจากการมองเห็นของลูเมี่ยนและชาลิสต์ ได้กดลูกไฟสีเขียวขนาดมหึมาที่ถูกบีบอัด ลงบนพื้นของภูเขาซากศพ
ตูม!
การระเบิดสยองขวัญที่ทำให้หูอื้อชั่วครู่ กวาดไปทั่วบริเวณ พัดพา ‘หมอกแห่งสงคราม’ ที่หนาทึบให้กระจายออก จนหอกน้ำแข็งที่ร่วงลงมาจากฟากฟ้า ระเหยกลายเป็นไอ ทำลายซากศพบางส่วน และจุดไฟเผาบางส่วน
แทบจะในเวลาเดียวกัน ร่างของลูเมี่ยนก็สะท้อนขึ้นบนเกราะอกสีดำสนิทของศพบนทุ่งร้าง
เมื่อสักครู่ เมื่อการ ‘เทเลพอร์ต’ ถูกจำกัด เด็กหนุ่มรีบหยิบกระจกบานหนึ่งออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วกระตุ้น ‘กระดุมกระจก’ บนแขนเสื้อข้างซ้าย
อาศัยวัตถุเหนือธรรมชาติชิ้นนี้ ลูเมี่ยนได้ดิ่งเข้าสู่โลกในกระจก ทันเวลาก่อนที่อัลบัสจะสร้างการระเบิดไม่เลือกหน้า และก่อนที่หอกน้ำแข็งมากมายจะร่วงลงมา พาตัวเองออกจากยอดเขาซากศพ
นี่ก็เหมือนกับตอนที่เขาหลบหนีการล้อมสังหารของอัลบัสและกูซินในโพรงใต้ดินนั่น ซึ่งเต็มไปด้วยหมอกแห่งสงคราม
ลูเมี่ยนกระโดดออกจากเกราะอกโลหะสีดำมันวาว พร้อมกันนั้น เครื่องประดับคล้ายแก้วที่ข้อแขนเสื้อ ก็กลายเป็นสีเทาขาวกะทันหัน แตกเป็นผงร่วงลงสู่พื้น
‘กระดุมกระจก’ ผ่านการใช้งานครั้งสุดท้ายไปแล้ว
บนยอดเขาซากศพ อัลบัสหันตัวแล้ววิ่งไปทาง ‘0-01’ ที่สั่นสะเทือนพลางโยกไหวรุนแรงขึ้นตามลำดับ
ณ บัดนี้ แอ่งเลือดสกปรกของจูลี่ เหลือระยะห่างจากผิวธงที่ไหม้เกรียมเพียงราวหนึ่งเมตร
นับตั้งแต่อัลบัสเริ่มต่อสู้กับสัตว์ประหลาดเกฮี แอ่งเลือดสกปรกนั่นก็ไม่ได้ถูกมือที่มองไม่เห็นรองรับอีกต่อไป มันร่วงหล่นลงอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ความเร็วช้าลงเรื่อยๆ
ขณะที่เห็น ‘0-01’ อยู่แค่เอื้อม กระจกที่ก่อตัวจากน้ำแข็งและหิมะ สูงเท่าสองถึงสามคน ก็พลันพุ่งขึ้นตรงหน้าอัลบัส
กระจกบานดังกล่าวสะท้อนเงาของอัลบัสอย่างรวดเร็ว
ณ ด้านข้างทั้งสองฝั่งของอัลบัส รวมไปถึงด้านหลัง กระจกน้ำแข็งคล้ายกันก็ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน สะท้อนด้านต่างๆ ของทายาทแห่ง ‘เทวทูตสีชาด’ ผู้นี้
พร้อมกับการก่อตัวของกระจกน้ำแข็งบานใหญ่ เส้นผมสีดำขนาดเท่างูตัวเล็กจำนวนมาก ได้โผล่ออกมาจากขอบเขา มาพร้อมเพลิงทมิฬของ ‘นางมาร’ ที่เงียบงันและชั่วร้าย ทอดยาวอย่างรวดเร็วไปยังกระจกเหล่านั้น
ชาลิสต์กำลังจะใช้คำสาปใส่อัลบัส!
อัลบัสพลิกตัวหันไปทางต้นกำเนิดของเส้นผมดำที่เหมือนงูตัวเล็กทันที แลเห็นชาลิสต์ในชุดคลุมดำ ใบหน้าแดงระเรื่อผิดปกติ
โครม!
ลูกไฟสีขาวจัดอมเขียวหลายลูก ก่อตัวขึ้นในพริบตา ระเบิดกระจกน้ำแข็งขนาดมหึมาทั้งสี่ด้านแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่เศษกระจกเหล่านั้นละลายช้า ยังคงสะท้อนร่างของอัลบัสจากมุมต่างๆ รอคอยเส้นผมที่เหมือนงูซึ่งแบกเพลิงทมิฬของ ‘นางมาร’ มาถึง
อัลบัสที่ถือดาบประหลาดมหึมา พลันกลายเป็นร่างไฟสีขาวจัดอมเขียว และขยายขนาดสูงถึงสามสี่เมตร
สิ่งนี้ก่อให้เกิดอุณหภูมิสูงต่อเนื่อง จนเศษกระจกน้ำแข็งละลายหมดสิ้น
ในความเงียบงัน ชาลิสต์ดึงเส้นผมยาวที่ปกคลุมด้วยเพลิงทมิฬกลับคืน แล้วอำพรางกายอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเทเลพอร์ตไปที่ใด
ส่วนลูเมี่ยนเป็นฝ่ายเทเลพอร์ตเข้ามา
คราวนี้ เขาชักดาบเหี้ยมหาญสีดำเหล็กออกจากกระเป๋านักเดินทาง
ดาบเหี้ยมหาญของจริง!
ลูเมี่ยนที่ทนความเจ็บปวดจากการถูกเปลวไฟกำมะถันแผดเผาอย่างต่อเนื่อง พลันเต็มเปี่ยมด้วยความกล้า
“ก็แค่ลำดับ 5 ที่ยืมพลังเทวทูตสีชาดมานิดหน่อย จะน่ากลัวสักแค่ไหนกันเชียว?”
“ของแค่นี้ต้องหลบด้วยหรือ?”
ลูเมี่ยนฟันดาบเหี้ยมหาญใส่อัลบัส·เมดีซี จนกระทั่งดาบเหี้ยมหาญใกล้ปะทะกับดาบกระดูกและเลือดเนื้อสีขาวของอัลบัส เขาถึงได้ปล่อยให้ดาบตรงที่เปี่ยมด้วยเทวบารมีเล่มนี้ ลุกไหม้เป็นเปลวไฟสีขาวจัดอมเขียว
มีความกล้าไม่ได้แปลว่าจะไม่ใช้กลอุบาย!
ดวงตาของอัลบัสที่กลายเป็นสีดำเหล็ก ไม่มีความประหลาดใจแม้แต่น้อย มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นมา
ดาบกระดูกและเลือดเนื้อรูปทรงประหลาด พลันลุกโชนเป็นเปลวไฟเกือบสีเขียว
“เมื่อครู่ คุณแสดงความอ่อนแอของตัวเองมาตลอด ใช้แค่ดาบตรงธรรมดา แล้วใครจะไม่ระวังการโจมตีที่เปี่ยมด้วยเทวบารมี ซึ่งคุณงัดออกมาใช้อย่างกะทันหัน?”
ร่างของอัลบัสพลันแปรเปลี่ยนเป็นเหล็กกล้า ช่วยให้พลังของตนทะยานถึงจุดสูงสุดในพริบตา
โครม!
ดาบยาวทั้งสองปะทะกัน กระทบกันเสียงดังราวกับระเบิดปืนใหญ่
คลื่นลมที่ซัดขึ้นไม่อาจสั่นคลอนอัลบัส ผู้มีผิวหนังเป็นสีดำเหล็ก กลับผลักให้ลูเมี่ยนและดาบเหี้ยมหาญของเขาถอยหลัง
ลูเมี่ยนพลันละลายกลายเป็นของเหลวสีดำเหนียวข้น ราวกับเป็นความปรารถนาชั่วร้ายที่สุด ซึ่งรวมตัวกันจากส่วนลึกในหัวใจมนุษย์
เขาแตกสลายบนพื้น แล่นอย่างรวดเร็วไปยังใต้ฝ่าเท้าของอัลบัส ปกคลุมขึ้นไปดั่งเงา
กร๊อบ! ของเหลวสีดำลวงตา เหนียวข้นจนใจหนาวเยือก พลันกระจายตัวออกไป กระจกที่เคลือบด้วยสีเงินผสมดำบานหนึ่ง ร่วงลงบนศพและซากกระดูก แตกเป็นเสี่ยง
“กระจกตัวแทน?” ลูเมี่ยนตกใจในใจ
อัลบัสก็มีกระจกตัวแทนด้วย?
ไม่สิ…เขาไม่เคยใช้มันเลยในหลายครั้งที่เผชิญวิกฤติ!
ร่างของอัลบัสโผล่ออกจากกระจกบานหนึ่งใกล้ยอดเขาศพ ยิ้มพลางจำแลงกลายเป็นหอกเพลิงสีขาวจัดอมเขียว บินกลับสู่สนามรบ กระจกบานนั้นเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากวงกตกระจกของชาลิสต์
อัลบัสไม่มีกระจกตัวแทน แต่สามารถอาศัยสร้อยคริสตัลที่พันรอบข้อมือ ท่องไปในโลกในกระจกได้เช่นกัน และตั้งแต่ครั้งแรกที่ลูเมี่ยนโจมตี เขาก็เตรียมกระจกบานหนึ่งไว้ล่วงหน้า ซ่อนมันไว้ที่เอวใต้แจ็กเกตขาดๆ
สัตว์ประหลาดที่ไม่อาจเอ่ยนามตนนั้น ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันและแปลกประหลาด ไล่ล่าแกมา แล้วใครจะไม่เตรียมตัวป้องกัน?
อีกทั้ง การจะหลบหนีจากการต่อสู้ในพริบตาโดยไม่มีกระจกตัวแทน หลีกเลี่ยงการได้รับผลข้างเคียง แกสาธิตให้ฉันเห็นถึงสองครั้งแล้ว!
พอเห็นหอกเพลิงพุ่งมา ลูเมี่ยนที่ยังอยู่ในสภาพของเหลวสีดำเหนียวข้น ก็แทรกซึมเข้าไปในช่องว่างระหว่างศพและซากกระดูกทันที อาศัยวิธีนี้หลบออกจากยอดเขา
เด็กหนุ่มที่เต็มเปี่ยมด้วยความกล้า ไม่ได้คิดจะหลบหนี เพียงแต่กลัวว่าในสภาพที่สูญเสียกระดุมกระจกไปแล้ว จะถูกหมอกแห่งสงครามกักขังอีก จึงวางแผนจะอ้อมไปอีกด้านหนึ่ง หาโอกาสใหม่ในการแพร่มลทินใส่อัลบัส·เมดีซี
ไอ้เรื่องหนีน่ะ ไม่มีทางหนีแน่นอน!
ในตอนนั้นเอง ลูเมี่ยนจู่ๆ ก็รู้สึกอ่อนแรงอย่างกะทันหัน
พลังวิญญาณของเราเหือดแห้งเร็วเกินไป? ไม่…ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องพลังวิญญาณ…ลูเมี่ยนแปรร่างกลับเป็นมนุษย์ พลางปลดปล่อยพลังวิญญาณที่สั่งสมไว้
ติ๋ง!
มือขวาของเขาอ่อนแรงอย่างไร้สาเหตุ ไม่อาจกำดาบเหี้ยมหาญไว้ได้อีก ได้แต่มองดาบตรงสีดำเหล็กร่วงลงพื้น กระแทกกับซากกระดูกสีขาวซีด
“ทำไมเราถึงไม่เทเลพอร์ตถอยห่างออกไปก่อนล่ะ?”
“ด…ดูเหมือนจะป่วยเข้าแล้วสินะ…”
ลูเมี่ยนสะดุ้งตกใจ รีบกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา หายตัวไปจากบริเวณใกล้ยอดเขาศพ
เขาทิ้งดาบเหี้ยมหาญไว้ที่นั่น ยังไม่ไปเก็บมันกลับมา
นี่คือการรอคอยให้อีกฝ่ายได้รับผลด้านลบอย่างหนึ่ง อีกสิบกว่านาที หากดาบเหี้ยมหาญยังไม่ถูกผนึก มันจะโจมตีผู้คนรอบข้างโดยไม่เลือกหน้า
และตอนนี้ ผู้ที่อยู่รอบดาบเหี้ยมหาญคืออัลบัส·เมดีซี และชาลิสต์
ร่างของลูเมี่ยนเพิ่งจะปรากฏขึ้นบนทุ่งร้าง อัลบัสที่อยู่บนยอดเขาศพก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ทายาทของเทวทูตสีชาดผู้นี้ ร่างกายโงนเงนแผ่วเบา อ่อนแรงกว่าเดิมไม่น้อย
เขาดูเหมือนจะป่วยเช่นกัน
…………………………………………………….