ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 838 บลัฟ
ตอนที่ 838 บลัฟ
………………..
อัลบัสปล่อยมือขวาที่ถือหอกลง ดูเหมือนไม่มีแรงจะรับน้ำหนักดาบที่ทำจากเลือดเนื้อและกระดูกได้อีก จึงปักมันลงบนพื้นที่ปูด้วยซากศพและกระดูก แต่เมื่อเทียบกับลูเมี่ยนที่ปล่อย ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ หลุดมือไปเลย สภาพเขายังดีกว่าเห็นได้ชัด
ในขณะเดียวกัน เสียงของชาลิสต์ที่แฝงรอยยิ้มคาดหวังเจือโหดร้าย ได้ดังออกมาจากกระจกและวัตถุคล้ายกระจก ซึ่งอยู่ตามจุดต่างๆ บนยอดเขาซากศพและทุ่งร้าง
“รู้สึกยังไงบ้าง?”
“สงสัยไหมว่าตัวเองติดเชื้อโรคตั้งแต่เมื่อไร?”
อย่างที่คิด เป็น ‘โรค’ ของ ‘นางมาร’…ลูเมี่ยนที่ยืนอยู่บนทุ่งร้างรีบถอดแหวนกระดูก ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ ออกจากนิ้วในจังหวะที่กล้ามเนื้อยังไม่อ่อนแรงไปสิ้น เพียงแค่ยกของหนักไม่ไหว แล้วเก็บมันกลับเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
การสวมแหวนวงนี้จะทำให้ลูเมี่ยนถูกเปลวไฟกำมะถันแผดเผาตลอดเวลา ทั้งภายในและภายนอก ค่อยๆ ลดทอนความสามารถในการต้านทานและรับมือกับ ‘โรค’ ถึงแม้ตอนนี้เขาจะได้รับพิษกำมะถัน รวมถึงมีแผลไหม้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่การหยุดความเสียหายให้ทันท่วงทีก็สำคัญมาก
หลังจากเก็บแหวนกระดูก ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ เรียบร้อยแล้ว ลูเมี่ยนก็หยิบยันต์ทองเหลืองและที่อุดหู ซึ่งอาร์ชบิชอปเฮราเบเกอร์มอบให้ออกมา กำไว้ในอุ้งมือซ้ายอันหนึ่ง อีกอันใส่กลับเข้าไปในรูหูซ้าย
“ฟัง!” ลูเมี่ยนเปล่งคำในภาษาเฮอร์มิสโบราณอีกครั้ง ดำเนินกระบวนการเรียนรู้ของตนต่อไป
ในขณะเดียวกัน เสียงของชาลิสต์ยังคงดังออกมาจากกระจกและวัตถุคล้ายกระจกทีละบาน
“พวกเราค่อนข้างแน่ใจว่า ปฏิบัติการต่อ ‘0-01’ จะมีผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักล่า’ มาแทรกแซงแข่งขัน และจะต้องเผชิญหน้ากับวานาคอย่างแน่นอน ดังนั้น ทางเราจึงเตรียมสมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ ไว้ล่วงหน้า จุลชีพก่อโรคที่มันสร้างขึ้น จะมีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือ มันสามารถดำรงอยู่ในเปลวไฟอุณหภูมิสูงได้ระยะหนึ่ง”
“และฉันยังสามารถใช้พลังของโลกในกระจกพิเศษ ควบคุมให้จุลชีพเหล่านั้น แพร่กระจายผ่านกระจกต่างๆ อย่างเงียบเชียบ กระจายจนเต็มทุ่งร้างและยอดเขาศพแห่งนี้โดยไร้สุ้มเสียง”
“เมื่อครู่พวกคุณปล่อยไฟออกมาตลอด แต่ฉันก็ปล่อยน้ำแข็งออกมาอย่างต่อเนื่อง แสร้งทำเป็นโจมตีสลับกับสาปแช่ง แท้จริงแล้วเป็นการทำให้จุลชีพก่อโรคแข็งตัวอยู่ภายใน ช่วยให้มันอยู่รอดในอุณหภูมิสูงได้นานขึ้น เมื่อผนวกกับคุณสมบัติพิเศษของตัวมันเอง ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกคุณติดเชื้อเบื้องต้น แล้วค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย…”
ชาลิสต์อธิบายอย่างละเอียด ราวกับต้องการสร้างความทุกข์ระทม ชื่นชมความสิ้นหวัง
นี่อาจเป็นงานอดิเรกของเธอ หรืออาจเป็นผลกระทบด้านลบจากของบางอย่าง
อัลบัส·เมดีซีพยุงตัวด้วยดาบเลือดเนื้อและกระดูก หมุนตัวไปมาไม่หยุด มองไปยังที่ต่างๆ ดูคล้ายต้องการจะระบุตำแหน่งร่างแท้ของชาลิสต์ให้ได้โดยเร็ว เพื่อดึงเธอออกมาจากโลกในกระจก
แต่ไม่สามารถบอกได้เลยว่า ชาลิสต์อยู่ในกระจกบานใดจากเพียงแค่ต้นกำเนิดเสียง อีกฝ่ายอาจจะกำลังท่องไปในโลกในกระจกอย่างไม่หยุดพัก
เช่นเดียวกัน แม้จะท่องสามนามอันทรงเกียรติเมื่อครู่อีกครั้ง อัลบัสก็ทำได้เพียงส่งผลต่อโลกในกระจกพิเศษในบริเวณยอดเขาศพเท่านั้น ไม่สามารถทำให้ ‘กระจก’ บริเวณกลางและล่างของเขาศพ รวมถึงบนทุ่งร้างเสียหายได้
เสียงของชาลิสต์เริ่มแหลมเสียดแทง ทั้งทุกข์ทรมานและเปี่ยมสุข
“จุลชีพตัวนี้มีข้อบกพร่องเหมือนกัน คือไม่ใช่ประเภทที่จะแสดงผลถึงตายในเวลาอันสั้น ทำได้เพียงบั่นทอนกำลังวังชากะทันหัน บั่นทอนพลังวิญญาณ จนในที่สุดพวกคุณก็ต้องนอนกองอยู่กับพื้น ขยับตัวไม่ได้ ทำได้เพียงฟังเสียงหัวใจของตัวเองเริ่มอ่อนแรงลง จนกระทั่งหยุดเต้นด้วยความสิ้นหวัง”
พอได้ยินถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็ ‘เทเลพอร์ต’ ย้ายตำแหน่ง เพื่อไม่ให้ชาลิสต์ฉวยโอกาสลงมือสังหาร
ในหัวของเด็กหนุ่มแล่นผ่านความคิดบางอย่าง
“จะใส่หน้ากากทองคำของตระกูลอายเกส เพื่อหักล้างความเสียหายจากจุลชีพนี้ได้ไหม?”
“ถ้าเราทำให้หัวใจตัวเองหยุดเต้นก่อน ก็ไม่ต้องกังวลว่ามันจะไม่มีแรงแล้ว!”
“ไม่ได้ จุลชีพนี้ดูเหมือนจะส่งผลต่อร่างวิญญาณด้วย บางที แม้ร่างกายจะตายไป ร่างวิญญาณก็อาจจะค่อยๆ สูญเสียพลังที่ใช้ดำรงอยู่…”
“และอาร์ชบิชอปเฮราเบเกอร์เคยบอกว่า การกลายเป็นคนตายที่นี่ จะมีเพียงการหลับใหลชั่วนิรันดร์ อา…บางทีในอนาคต เราอาจถูก ‘ปลุก’ ในฐานะหุ่นเชิดของ ‘0-01’…”
อัลบัส·เมดีซีบนยอดเขาศพพลันหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง
“อย่างนี้นี่เอง ถึงว่ารู้สึกอ่อนแรงไปเลย”
“แม้จะมีบรรพชนคอยช่วยแบ่งเบาผลกระทบ อีกสามสี่นาทีผมก็คงจะสิ้นสภาพการต่อสู้ ทำได้แต่คลานไปมาอย่างทุลักทุเลแน่”
“แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่า เคยบอกคุณหรือยังว่าตัวเองลงมาทำอะไรในอนุสาวรีย์บรรจุศพ? หรือพูดอีกอย่างคือ คุณสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นหรือยัง?”
ขณะที่พูด รอยยิ้มของอัลบัสก็ค่อยๆ เบิกบาน
ท่าทางของเขาสงบนิ่ง แสดงออกถึงความมั่นใจและมีหลักการ ไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ชาลิสต์ที่กำลังส่งเสียงออกมาจากกระจกและวัตถุคล้ายกระจก เพื่อถ่วงเวลาให้จุลชีพก่อโรคออกฤทธิ์มากขึ้น ถึงกับเงียบไปทันที
เธอดูเหมือนจะเริ่มสำรวจรอบๆ เพื่อหาความผิดปกติที่อัลบัสพูดถึงว่าอยู่ตรงไหน
อัลบัสขยับคอของตัวเอง มุมปากยกโค้งพลางกล่าว
“สิ่งที่ผมต้องทำที่นี่มีเพียงสามอย่าง”
“หนึ่งคือ สังหารวานาค ทำให้ ‘0-01’ ไม่มีตัวแทนระดับนี้อีกต่อไป”
“สองคือ เอ่ยนามอันทรงเกียรติของท่านบรรพชนรอบ ‘0-01’ เพื่อให้มันเกิดการสั่นพ้องและค่อยๆ ลืมตาตื่น”
“สาม…หึๆ สามคือการถ่วงเวลา รอให้ ‘0-01’ หลุดพ้นจากยอดเขาซากศพนี้เอง”
“คุณไม่เห็นหรือว่า ความถี่และปริมาณการสั่นสะเทือนของ ‘0-01’ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
“คุณไม่เห็นหรือว่า ‘0-01’ กำลังจะหลุดพ้นจากยอดเขาซากศพแล้ว?”
นี่มัน…ชาลิสต์ที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ยอดเขาศพ ซ่อนอยู่ในชิ้นส่วนหนึ่งของ ‘โลกในกระจก’ คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของอัลบัสอย่างใกล้ชิด พร้อมจะแทรกแซงเป้าหมายที่พยายามช่วยเหลือตัวเองได้ทุกเมื่อ จิตใจของเธอเริ่มตึงเครียด สัญชาตญาณสั่งให้มองไปยัง ‘0-01’ ที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างหนัก
เธอเห็นธงไหม้นั้นทันที เห็นดวงเลือดอันตรายที่ปกคลุมมันอยู่
สมองของเธอมึนงงไปชั่วขณะ คอปวดร้าวขึ้นมา
เธอถูกมลทินแทรกซึมเพิ่มขึ้น!
แกร๊ก!
กระจกที่ชาลิสต์ซ่อนตัวอยู่ แตกละเอียดในพริบตา ร่างของเธอปรากฏขึ้น สีหน้าเลื่อนลอย ศีรษะพยายามจะหลุดออกจากลำคอ
ตอนนี้แหละ! อัลบัสฉวยโอกาส ทิ้งดาบกระดูกและเนื้อเลือดอันหนักอึ้ง แปลงกายเป็นหอกเพลิงสีขาวเจิดจ้าแซมเขียว พุ่งวูบลงไปใกล้ชาลิสต์
ต่อเนื่องทันที เขาสร้างหมอกแห่งสงครามหนาทึบขึ้น ให้มันปกคลุมชาลิสต์ ปกคลุมรัศมีสิบกว่าเมตรรอบนางมารผู้นี้
หลังจัดการเสร็จ อัลบัสไม่เปิดโอกาสให้ชาลิสต์หลุดพ้นจากสภาวะมลทิน ไม่เปิดโอกาสให้เธอใช้โลกในกระจกหนีออกจากหมอกแห่งสงคราม ด้วยการรวบรวมพลังที่เหลือ ก่อลูกไฟสีเขียวหลายกลุ่ม ควบคุมให้พวกมันทยอยพุ่งเข้าไปในหมอกแห่งสงคราม
ตูมตูมตูม!
แรงระเบิดอันหนักหน่วงบังเกิดขึ้นตามมา พร้อมด้วยเปลวไฟสีเขียวอ่อนที่ลุกโชน จนกระจกตัวแทนของชาลิสต์ถูกกระตุ้นโดยไม่ตั้งใจ
แต่เธอได้รับผลกระทบและถูกชักจูงจากหมอกแห่งสงคราม ร่างที่ปรากฏขึ้นใหม่ยังคงอยู่ในรัศมีการระเบิด ยังคงถูกคลื่นกระแทกที่สามารถทำลายร่างของนางมารปกคลุมอยู่
อัลบัสควบคุมพลังของลูกไฟ ทำให้หมอกแห่งสงครามไม่กระจายตัว ทำให้กระจกตัวแทนของชาลิสต์แตกทีละบาน
เช่นเดียวกัน เขาก็ควบคุมความถี่ของลูกไฟที่ถล่มเข้าไปในม่านหมอกเล็กๆ ไม่ให้ชาลิสต์มีโอกาสพักหายใจ เพื่อหลบเข้าไปในโลกในกระจก
ในที่สุด เงาของชาลิสต์ก็หยุดนิ่ง ร่างอันงดงามและเย้ายวนนั้น ไหม้ดำและแตกสลาย ร่วงหล่นลงพื้นในสภาพชิ้นส่วนศพ
แป๊ะ! เครื่องประดับรูปหยดน้ำตาสีดำที่เคยติดอยู่กลางหน้าผากของเธอ หล่นลงบนซากศพชิ้นหนึ่ง
อัลบัสเลิกรักษาหมอกแห่งสงคราม มองชาลิสต์ที่ตายไปแล้ว หัวเราะ ‘หึๆ’ ด้วยท่าทีเย้ยหยัน
“จริงสิ…ลืมบอกไปเลย ที่ผมดูใจเย็นเมื่อครู่นี้เป็นแค่การแสดง ความจริงแล้วต้องการถ่วงเวลาห้าถึงหกนาทีเพื่อรอให้ ‘0-01’ เกิดการสั่นพ้องกับบรรพชนถึงขีดสุด ต้องรอให้มันตื่นขึ้นในเบื้องต้น จนหลุดพ้นจากพันธนาการของยอดเขาซากศพ”
“ทำไมถึงได้รีบร้อนนักเล่า? รีบจนลืมไปว่า การจ้องมอง ‘0-01’ จะทำให้ถูกมลทิน และตัวคุณเองก็ถูกมลทินในระดับหนึ่งแล้ว”
“จำเอาไว้ให้ดี ทั้งรีบเกินไปและช้าเกินไป ล้วนเป็นข้อห้ามใหญ่ของสงคราม”
ขณะเยาะเย้ยคนตาย อัลบัสไม่ไปเก็บเครื่องประดับรูปหยดน้ำตาสีดำ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าแฝงพลังวิเศษ เพราะกังวลว่าจะกระตุ้นผลด้านลบที่เกี่ยวข้อง ส่งผลต่อเรื่องที่จะตามมา เนื่องจากตอนนี้เขาอ่อนแรงมากแล้ว
ขณะนี้ แขนขาของเขาเริ่มอ่อนเปลี้ย การวิ่งเริ่มยากลำบาก ได้แต่แปรร่างเป็นหอกเพลิงสีขาวจัดแซมเขียวอีกครั้ง บินกลับไปใกล้ ‘0-01’
เขาชำเลืองมองเลือดเปื้อนมลทินของจูลี่ ซึ่งกำลังร่วงหล่นช้าๆ กลางอากาศ คาดคะเนว่ามันห่างจากเป้าหมายเหลือเพียงสามสี่สิบเซนติเมตร
อัลบัสรีบปาลูกไฟสีเขียวไป เผาไหม้หยดเลือดเปื้อนมลทินนั่น จนมันค่อยๆ ระเหยและสลายไป โดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม
หลังหลับตาสัมผัสความถี่และขนาดการสั่นสะเทือนของ ‘0-01’ แล้ว อัลบัสพึมพำกับตัวเองเงียบงัน
“ดูเหมือนจะเร็วกว่าที่คาดไว้ อีกสองสามนาทีน่าจะพอ”
“หึๆ ชาลิสต์เอ๋ย…จากที่ฉันพูดไปทั้งหมด มีประโยคหนึ่งไม่เป็นความจริง…สุดท้ายแล้ว ‘0-01’ จะไม่สามารถหลุดพ้นได้เอง จำเป็นต้องใช้เลือดของตระกูลเมดีซีช่วยกระตุ้นอีกแรง…”
“และเมื่อสักครู่ ฉันก็ไม่ได้เยาะเย้ยศพเธอเพราะมีเวลาเหลือเฟือ แต่มีบางคำที่อยากให้ลูเมี่ยน·ลีได้ยิน เพื่อให้เขามองข้ามส่วนที่โกหกไป…”
อัลบัส·เมดีซีหันไปมองทุ่งร้าง มองลูเมี่ยนที่เพิ่งเทเลพอร์ตเสร็จเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งไม่ให้ถูกล็อกเป้า พลางหัวเราะพูดเสียงดัง
“คุณนี่ไวยังกับลิง ในสถานการณ์คับขันขนาดนั้น กลับไม่ได้ตามไอ้โง่ชาลิสต์ไปสังเกตความผิดปกติของ 0-01”
ลูเมี่ยนยกมือขึ้นเกาหูข้างขวา แล้วเอ่ยคำลวงที่เห็นชัดว่าเป็นเท็จ
“ขอโทษด้วย พอดีผมกำลังเรียนอยู่ ไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกคุณเลยสักนิด”
“ขอสารภาพตามตรงว่า ทางนี้คิดจะหลอกใช้ชาลิสต์ช่วยยืนยันสถานการณ์ของ ‘0-01’ อยู่แล้วน่ะ”
อัลบัสมองหน้าเด็กหนุ่ม พลางกล่าวอย่างครุ่นคิด
“ยังเยือกเย็นอยู่ได้อีกนะ พลังทางกายเหลือไม่มากแล้วแท้ๆ”
“ส่วนทางนี้น่ะ มีบรรพชนช่วยแบ่งเบา ย่อมต้านทานได้นานกว่าคุณแน่”
ลูเมี่ยนหัวเราะร่วน หัวเราะอย่างผ่อนคลายและมั่นใจ
“คุณไม่เห็นหรือว่า ที่นี่ยังมีความผิดปกติอื่นอยู่อีก?”
…………………………………………………….