ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 839 ข้อห้ามซ่อนเร้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 839 ข้อห้ามซ่อนเร้น
ตอนที่ 839 ข้อห้ามซ่อนเร้น
ความผิดปกติอื่นหรือ? อัลบัสคิดเป็นอย่างแรกว่า ลูเมี่ยนกำลังเลียนแบบตน พยายามหลอกให้ตนไปมองสิ่งที่ไม่ควรมอง
สายตาของเขากวาดมองอย่างระมัดระวังไปยังทุ่งร้างเบื้องล่างภูเขาซากศพ แลเห็นเพียงทหารอันเดดที่ล้มอยู่ตามจุดต่างๆ รวมถึงเปลวไฟไร้สีที่เกือบดับสนิท
ในระหว่างนี้ อัลบัสยังตั้งใจฟังความเคลื่อนไหวรอบข้าง แต่นอกจากการสั่นสะเทือนและการโคลงเคลงของ ‘0-01’ ที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ เขาก็ไม่ได้รับข้อมูลอะไรเลย
“คุณคิดจะถ่วงเวลาด้วยลูกไม้นี้หรือ? มันกลับจะเข้าทางผมมากกว่านะ” อัลบัสยิ้มตอบลูเมี่ยน
ดวงตาสีดำเหล็กของเขาสะท้อนเงาของคู่แข่งรายนี้ ในสมองประเมินอย่างรวดเร็วถึงโอกาสที่จะโจมตีจู่โจมให้สำเร็จ
เขาต้องการกำจัดความเสี่ยงที่แฝงอยู่ให้หมดสิ้น ก่อนที่จะสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิด
ลูเมี่ยนไม่ได้ให้โอกาสนี้แก่อัลบัส แม้แขนของเขาจะอ่อนแรงจนยกได้เฉพาะของเบาๆ ขาทั้งสองข้างอ่อนล้าจนแทบเดินไม่ไหว แต่พลังวิญญาณที่สั่งสมไว้ยังคงเหลือเฟือ เพียงพอต่อการเทเลพอร์ตได้อีกหลายครั้ง
ร่างของเขาหายไปจากสายตาของอัลบัส แล้วปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของภูเขาซากศพ
ก่อนที่อัลบัสจะหาตัวเขาเจอ ลูเมี่ยนยิ้มพลางกล่าวว่า
“ก็เข้าใจได้ว่าทำไมคุณถึงไม่พบความผิดปกติอื่น เพราะดูเหมือนคุณจะไม่ใช่คนที่รักการเรียนรู้ และบรรพชนอย่าง ‘เทวทูตสีชาด’ แม้จะเข้าใจ ‘0-01’ อย่างลึกซึ้ง แต่ ‘0-01’ ในปัจจุบันก็ไม่ใช่ ‘0-01’ แต่ก่อนแล้ว”
“จากข้อมูลในสมบัติปิดผนึก ผมได้ทราบว่า หลังจากบรรพชนของคุณถูก ‘จักรพรรดิโลหิต’ สังหาร ‘0-01’ ก็เปลี่ยนเจ้าของไปสองคน คนหนึ่งคืออลิสต้า·ทูดอร์ อีกคนคือ ‘เทพมรณา’ แห่งทวีปใต้ ดังนั้นจึงแปดเปื้อนมลทินอื่นที่มีศักดิ์สูงเช่นกัน”
เห็นอัลบัสหันสายตามา ดูเหมือนกำลังตั้งใจฟังและแยกแยะความจริงเท็จในคำพูด โดยไม่มีทีท่าว่าจะจู่โจม ลูเมี่ยนจึงยืนอยู่ที่เดิม กล่าวต่อไปว่า
“แน่นอน บรรพชนของคุณเคยไปทรีอาร์ยุคที่สี่ เข้าใจรายละเอียดต่างๆ ของตราผนึก ส่วนโมโรลาก็สร้างขึ้นโดยเลียนแบบการปิดผนึกของทรีอาร์ คุณจึงเข้าใจสถานการณ์ที่นี่เป็นอย่างดี แต่ตราผนึกทั้งสองแห่งเพียงแค่คล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ รายละเอียดหลายอย่างยังคงมีความแตกต่างที่สำคัญ”
“หนังสือ ‘หลักการผนึก’ เขียนเอาไว้ว่า นี่เป็นเพราะ ‘0-01’ และมลทินที่ติดอยู่กับมันนั้น บริสุทธิ์กว่าทรีอาร์ยุคที่สี่ ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก สามารถสร้างสมดุลและการควบคุมได้น้อยกว่า ปัญหาสำคัญหลายอย่างจึงเด่นชัดขึ้น”
“หากบรรพชนของคุณมาด้วยตัวเอง เดินดูรอบอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินสักรอบ ไม่สิ แค่มองไม่กี่ที พระองค์ก็คงเข้าใจแน่ว่า ความผิดปกติที่ผมพูดถึงคืออะไร แต่น่าเสียดาย พระองค์ไม่สามารถมาปรากฏที่โมโรลาได้ และคงไม่สามารถอาศัยตาหรือหูของคุณ รับรู้สถานการณ์ผ่านตราผนึก ได้แต่มอบพลังให้คุณช่วยแบ่งเบาความเสียหาย และคอยรับฟังรายงานเป็นระยะ”
“ในสถานการณ์เช่นนี้ หึๆ มันไม่แปลกเลยที่คุณไม่พบความผิดปกติอื่นๆ”
อัลบัส·เมดีซีจ้องมองลูเมี่ยนที่อยู่เบื้องล่าง ฟังเด็กหนุ่มพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในใจกลับครุ่นคิดว่าปัญหาอยู่ตรงไหนกันแน่
“พูดพล่ามน้ำท่วมทุ่ง ดูเหมือนกำลังถ่วงเวลาอยู่จริงๆ”
“แต่การถ่วงเวลากลับเป็นประโยชน์ต่อเรามากกว่า…การเชื่อมโยงระหว่าง ‘0-01’ กับบรรพชนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว อีกแค่สองสามนาที เราก็จะสามารถเข้าใกล้ และหยดเลือดตระกูลเมดีซีลงไปได้…”
“สภาพของเขามีแต่จะทรุดลงเร็วกว่า ยิ่งถ่วงเวลาก็ยิ่งอ่อนแรง…”
“เขากำลังรอการช่วยเหลือหรือ? แต่นอกจากอาร์ชบิชอปของศาสนจักรความรู้จะลงมือเอง ที่โมโรลาก็คงไม่มีใครสามารถเข้าร่วมศึกแย่งชิงครั้งนี้ได้แล้ว ส่วนคนนอกโมโรลาก็เข้ามาไม่ได้…ศาสนจักรความรู้ตอนนี้แสดงท่าทีเป็นกลาง อย่างมากก็แค่มีความเอนเอียงแอบแฝงเล็กน้อย คงไม่ลงมาเกี่ยวข้องโดยตรงหรอก ฮะๆ ต้องระวังจุดนี้ไว้ พวกที่อ้างตัวว่าเป็นนักวิชาการ กลับเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าพวกเรา ‘นักล่า’ เสียอีก ยิ่งมีความรู้มากก็ยิ่งเจ้าเล่ห์…”
“น่าเสียดาย ไอ้ถังขยะนี่ระแวดระวังมาก พอมีอะไรผิดปกติก็จะ ‘เทเลพอร์ต’ หนีไป ส่วนเราก็ต้องเข้าใกล้ถึงจะปล่อย ‘หมอกแห่งสงคราม’ ได้…ไม่แปลกที่บรรพชนบอกว่า ก่อนอลิสต้า·ทูดอร์จะเป็นเทพ เขารำคาญเบเทล·อับราฮัมมากกว่า…”
“โจมตีหลอกไปเรื่อยๆ บังคับให้เขาต้องใช้ ‘เทเลพอร์ต’ ต่อเนื่อง จนพลังวิญญาณหมดไปเอง? นั่นก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่ถ้าจะทำแบบนั้น กว่าพลังวิญญาณของเขาจะหมดจนไม่พอต่อการ ‘เทเลพอร์ต’ ตัวเราก็แทบจะต่อสู้ไม่ไหวแล้ว แม้แต่จะยืนก็ยังลำบาก ได้แต่พึ่งอีกาไฟ ยิงกราดสุ่มไป เหมือนคนตาบอดยิงนก…”
“แต่การโจมตีหลอกถ้าจะให้ดูสมจริง ก็ต้องใช้พลังวิญญาณมากพอสมควร ถ้าไม่สมจริงก็บลัฟใครไม่ได้…”
“ทำไมจุลชีพก่อโรคห่าเหวนี่ ถึงต้องโจมตีร่างกายก่อน แล้วค่อยส่งผลต่อร่างวิญญาณ ถ้าการสูญเสียพลังวิญญาณเร็วเท่ากับที่กล้ามเนื้อสูญเสียแรง ปัญหาก็คงง่ายแล้ว ในสถานการณ์ดังกล่าว เราไม่จำเป็นต้องอดทนนานเลย แค่ทนให้นานกว่าไอ้ถังขยะนี่ก็พอ”
ในขณะที่อัลบัสกำลังครุ่นคิดสับสน ลูเมี่ยนยิ้มแล้วกล่าวว่า
“อยากได้คำใบ้ไหมล่ะ?”
“ผมไม่รู้ว่าคุณเคยอ่านข้อมูลการปิดผนึกของ ‘0-01’ หรือไม่ แต่คงต้องเข้าใจข้อห้ามต่างๆ ของโมโรลาเป็นอย่างดีแน่ คุณไม่เคยสังเกตเลยหรือ ว่าในเนื้อหาสองตอนนั้น หรือพูดอีกอย่างคือ ในข้อห้ามสองข้อนั้น มีปัญหาซ่อนอยู่?”
ข้อห้ามสองข้อที่ซ่อนปัญหาอยู่? อัลบัสพลันเกิดลางสังหรณ์อันตราย เริ่มเชื่อว่าคำพูดของลูเมี่ยนอาจแฝงความจริงไว้บางส่วน
ลูเมี่ยนหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ยังนึกไม่ออกอีกหรือ? เห็นไหม นี่แหละผลร้ายของการไม่เรียนรู้ แรกๆ ผมก็ไม่ได้สังเกตเห็น แต่ที่โมโรลา หลังจากได้อ่านหนังสือและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทางนี้ก็ค่อยๆ เกิดความสงสัยขึ้นมา”
“ผมบอกจะใบ้ให้อีกที ข้อห้ามแรกที่มีปัญหาคือ เจ้าหน้าที่ทดลองต้องปิดตา ถือตะเกียงหนึ่งดวง และถ้าตะเกียงดับ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะหายตัวไปทันที ทุกคนที่รู้จักเขาจะเชื่อพร้อมกันว่า เขาตายไปนานแล้ว”
“มันมีปัญหาตรงไหน? ผมให้คนไปพิสูจน์ความจริงของข้อห้ามนี้มาแล้ว หึๆ หากไม่ใช่เพราะที่นี่กำลังเต็มไปด้วยแสง พวกเราคงหายตัวไปกันหมดแล้ว” อัลบัสรีบไตร่ตรองถึงรายละเอียดที่ตัวเองอาจมองข้าม
ทันใดนั้นเอง ร่างของลูเมี่ยนก็หายวับไป
เขาใช้ ‘เทเลพอร์ต’ เปลี่ยนตำแหน่ง ย้ายไปปรากฏตัวบนยอดเขาซากศพ ในตำแหน่งด้านข้าง ‘ดาบเหี้ยมหาญ’
เด็กหนุ่มฉวยจังหวะที่ยังจับ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ไหว รีบก้มตัวลง นำถุงที่จับเตรียมไว้ในมือครอบ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ช่วยให้ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ กลับคืนไปอยู่กับเพื่อนร่วมทางของมัน
ในตอนนั้น อัลบัสไม่คาดคิดว่าลูเมี่ยนจะปรากฏตัวใกล้ยอดเขาแห่งซากศพ จึงยังคงใช้สายตามองหาเป้าหมายตามจุดต่างๆ ในทุ่งร้าง
กว่าเขาจะรู้ตัวและรวบรวมลูกไฟสีฟ้าอมเขียวยิงถล่มเข้าไป ลูเมี่ยนก็เปิดใช้รอยประทับสีดำที่ไหล่ขวา ‘เทเลพอร์ต’ หายไปยังที่แห่งหนึ่งในทุ่งร้างเสียแล้ว
ที่เขาเสี่ยงเก็บ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ก็เพราะตอนนี้ เด็กหนุ่มพบว่าคนที่จะต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีไม่เลือกหน้าของ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ในภายหลังอาจเป็นตัวเขาเอง
เสียงระเบิดเพิ่งจะสงบลง เสียงของลูเมี่ยนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ยังคิดไม่ออกอีกหรือ?”
“หลังจากผมไปถึงภูเขาซากศพของจริง ทีแรกก็เคยนึกกังขาและโยนข้อสันนิษฐานของตัวเองทิ้งไป แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง กลับยิ่งทำให้ผมมั่นใจมากขึ้น จนสามารถขบคิดปัญหาอื่นๆ ได้อย่างกระจ่าง”
ลูเมี่ยนพูดกับอัลบัส·เมดีซีด้วยน้ำเสียงแบบครูสอนนักเรียนผ่านอากาศ
“คำตอบก็คือ ทำไมต้องให้เจ้าหน้าที่ทดลองถือตะเกียงที่จุดไฟเข้าไป ทำไมไม่ติดตั้งโคมไฟไว้ตามผนังในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินเป็นระยะๆ แล้วค่อยเปลี่ยนน้ำมันตามกำหนดเวลา? แม้วิธีนี้จะสิ้นเปลืองทรัพยากรมากกว่า แต่ก็สะดวกและปลอดภัยกว่า ด้วยกำลังทรัพย์ของศาสนจักรความรู้ ย่อมต้องจัดการได้สบายอยู่แล้ว”
“เพื่อให้ตราผนึกดูลึกลับน่ากลัวหรือ? แน่นอนว่าไม่ใช่ แน่นอนว่าต้องมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น”
ดวงตาของอัลบัส·เมดีซีขยับเล็กน้อย เหมือนจะเริ่มคาดเดาบางสิ่งได้
เขาเหลือบมองเปลวไฟที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตามจุดต่างๆ บนเขาแห่งซากศพ
ร่างของลูเมี่ยนหายวับไปอีกครั้ง ปรากฏท่ามกลางชิ้นส่วนศพของชาลิสต์
เขารีบคว่ำ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ครอบเครื่องประดับรูปหยดน้ำตาสีดำที่หน้าผาก เก็บมันเข้าไป
คราวนี้อัลบัสติดตามร่างของลูเมี่ยนได้ทัน แต่ก็ไม่ได้ลงมือโจมตี และไม่ได้แปลงร่างเป็นหอกเพลิงพุ่งเข้าใส่
หนึ่งเพราะอีกฝ่าย ‘เทเลพอร์ต’ หนีได้ตลอดเวลา สองเพราะสิ่งที่ลูเมี่ยนกำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นประโยชน์กับเขาเช่นกัน
อัลบัสแทบจะแน่ใจแล้วว่า เครื่องประดับที่หน้าผากนั้นคือ ‘ตาน้ำพุ’ ของจุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับ เมื่อย้ายมันไปไว้ในมิติอื่น ความเข้มข้นของจุลชีพก่อโรคที่นี่จะค่อยๆ ลดลง ทำให้อาการป่วยของทั้งสองคนไม่ทรุดลงเร็วนัก สามารถประทังได้นานขึ้น
หลังจากเก็บเครื่องประดับนั้นแล้ว ลูเมี่ยนก็ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังทุ่งร้างอีกด้านของภูเขาซากศพทันที แล้วพูดกับอัลบัสพลางหัวเราะว่า
“ข้อห้ามที่สองที่มีปัญหาคือ ‘ผู้วิเศษลำดับ 5 ขึ้นไปห้ามเข้าใกล้ คำเตือน ผู้วิเศษลำดับ 5 ขึ้นไปห้ามเข้าใกล้’”
อัลบัสเข้าใจแนวคิดของลูเมี่ยนทันที เอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คุณหมายความว่า ไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำแยกออกมาว่า ผู้วิเศษลำดับ 5 ขึ้นไปห้ามเข้าใกล้?”
“เก่งมาก…ตามหลักแล้ว ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทดลองที่ติดมลทิน รวมถึงพวกเราที่มีความพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นลำดับ 5 ขึ้นไปหรือไม่ ก็ไม่ควรเข้าใกล้ ‘0-01’ ทั้งนั้น”
ลูเมี่ยนอยากจะปรบมือ แต่แค่จัดวาง ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ใหม่ก็เหนื่อยมากแล้ว
เด็กหนุ่มหัวเราะ แล้วเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเชิงสั่งสอน
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมต้องแยกเน้นย้ำว่าผู้วิเศษลำดับ 5 ขึ้นไปห้ามเข้าใกล้ล่ะ?”
“คงเป็นเพราะว่า หากผู้วิเศษลำดับ 5 ขึ้นไปเข้าใกล้ ‘0-01’ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อตัวเองแล้ว ยังจะกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติที่น่ากลัวยิ่งกว่า จึงต้องแจ้งเตือนแยกเป็นพิเศษ!”
“เมื่อครู่ การปรากฏตัวของพี่ใหญ่ท่อนแขนได้นำมาซึ่งการโจมตีของ ‘0-01’ ทำให้ทุ่งร้างและภูเขาซากศพเต็มไปด้วยเปลวไฟที่ยังไม่มอด และจากการสังเกตของผม เปลวไฟเหล่านี้จะดับไปเอง”
“นี่บ่งบอกอะไร? บ่งบอกว่าก่อนพวกเราจะเข้ามา ที่นี่เป็นความมืด ไม่มีแสงไฟเลย”
“เมื่อเชื่อมโยงกับข้อห้ามที่มีปัญหาข้อแรก เชื่อมโยงกับเรื่องสมดุลในตัวเอง เชื่อมโยงกับผนึกที่กล่าวไว้ในหนังสือ ‘หลักการผนึก’…อันตรายที่แฝงอยู่ก็ชัดเจนแล้ว”
สีหน้าของอัลบัสเปลี่ยนไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าคิดออกแล้วว่าความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร
ลูเมี่ยนใช้ ‘เทเลพอร์ต’ เปลี่ยนตำแหน่งอีกครั้ง แล้วพูดต่อไป
“อันตรายที่แฝงอยู่ก็คือ…ยังมีข้อห้ามอื่นซ่อนอยู่อีก”
“อนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินต้องการความมืดที่เป็นนิรันดร์และความเงียบสงัด อาจมีแสงสว่างเป็นครั้งคราวได้ แต่ห้ามมีแสงสว่างต่อเนื่องในบริเวณเดิม และหากมีผู้วิเศษลำดับ 5 ขึ้นไป ซึ่งแฝงไว้ด้วยเทวบารมีเข้าใกล้ 0-01 …มันจะแผดเผาบริเวณดังกล่าวโดยอัตโนมัติ ก่อให้เกิดเปลวไฟที่ยังไม่มอด ซึ่งคงอยู่ได้ระยะหนึ่ง”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนยิ่งยิ้มสดใสขึ้น
“ตอนนี้ เปลวไฟที่ยังไม่มอดก็ลุกไหม้มาพักหนึ่งแล้ว และคุณก็ยังเอาแต่สร้างแสงไฟไม่หยุด”
“ผมชักอยากรู้แล้วสิ ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
จะเกิดอะไรขึ้น? ดวงตาของอัลบัส·เมดีซีแข็งค้างไปชั่วขณะ แผ่นหลังตึงเกร็งทันที
เขารู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน!
‘0-01’ สั่นสะเทือนด้วยความถี่และความรุนแรงมากกว่าที่ตนคาดไว้ ทั้งยังลุกลามเร็วกว่าด้วย!
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าทั้งผืนพลันถูกย้อมไปด้วยสีของเปลวเพลิง
…………………………………………………….