ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 840 ความสำคัญของความรู้
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 840 ความสำคัญของความรู้
ตอนที่ 840 ความสำคัญของความรู้
ในเมืองโมโรลา
ผู้ถูกเนรเทศสองคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ พลันโยนดาบยาวในมือทิ้ง หันมือมากุมคอตัวเอง
เลือดสดๆ ซึมออกมาตามซอกนิ้วของพวกเขา
ผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบๆ รวมถึงคนเดินถนน ต่างก็เกิดอาการชะงักงันเช่นกัน บ้างก็เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นจับศีรษะแล้วกระชากขึ้น จนกล้ามเนื้อที่คอค่อยๆ ฉีกขาด
ในสุสานที่มองไม่เห็นขอบเขต ใกล้กับวิหารแห่งความรู้ ต้นไม้ทั้งหมดพลันลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีแดงก่ำ หลุมศพที่อยู่ตรงกันมีดินขยับเคลื่อนไหว ราวกับมีบางสิ่งพยายามจะปีนออกมา
เมฆบนท้องฟ้าสูงทยอยก่อตัวมากขึ้นทีละนิด พลางถูกย้อมสีเป็นดั่งเพลิงไหม้
ณ ยอดเขากองกระดูก
คอของอัลบัส·เมดีซีก็แปลบปลาบเจ็บปวด มือของเขายกขึ้นอย่างยากลำบากและอ่อนแรง พยายามจะกดลงไป
เขาเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รีบร้อนหันศีรษะไปมอง ‘0-01’ เพราะนั่นไม่เพียงจะได้รับมลทินในระดับที่รุนแรง แต่ยังอาจทำให้คอหักจนศีรษะหลุดออกจากที่เดิม!
อัลบัสค่อยๆ เอี้ยวตัว หันหน้าไปทาง ‘0-01’ แต่หลับตาลง
ในเวลาเดียวกัน เขาได้ยินเสียงกรอบแกรบ สลับกับเสียงโลหะกระทบดังมาจากทุ่งร้าง
ลูเมี่ยนเห็นเหล่าทหารอันเดดในชุดเกราะสีดำสนิททั้งตัว ลุกขึ้นยืนทีละหนึ่ง เปลวไฟสีแดงเข้มและสีขาวซีดในเบ้าตาของพวกมัน กะพริบวูบวาบชัดเจน ส่วนม่านวังวนขนาดมหึมาที่ย้อมด้วยแสงไฟสีม่วงบนท้องฟ้าสูง กำลังถูกพลังที่มองไม่เห็นฉีกและปรับให้เรียบ
ความผิดปกติปรากฏชัดในที่สุด
อัลบัสไม่ลังเลอีกต่อไป พลันปล่อยให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ทั่วร่างราวกับกลายเป็นหุ่นทหารที่หล่อขึ้นจากโลหะ
เขายังคงหลับตาแน่น ค่อยๆ เดินเข้าใกล้ 0-01
ในระหว่างนั้น คอของเขาถูกดึงยืดออกอย่างเห็นได้ชัด ผิวหนังที่เป็นแผ่นเหล็กบางถูกฉีกขาดกลายเป็นเส้นใยโลหะเล็กๆ นับไม่ถ้วน บนเนื้อและกระดูกสีดำสนิทปรากฏรอยบาดลึกที่น่าขนลุกขนพอง เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาในอัตราที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เพียงไม่กี่วินาที อัลบัส·เมดีซีก็เดินมาถึงข้าง ‘0-01’ แล้วลดมือขวาที่กดคออย่างอ่อนแรงลง ปล่อยให้มันพร้อมเลือดที่ไหลลงมา เอื้อมไปยังจุดที่มีธงไหม้เกรียมอยู่
ในฐานะ ‘นักล่า’ เช่นกัน อัลบัสก็มีความสามารถในการจินตนาการ รวมทั้งการระบุตำแหน่งเชิงพื้นที่ อีกทั้งธงของ ‘0-01’ ก็กำลังสะบัดรุนแรง ส่งเสียงดังสวบสาบ มีเสียงลอดเข้าหูอัลบัส ช่วยให้ระบุตำแหน่งเป้าหมายได้ไม่ยาก
แน่นอน หากสัมผัสถูกร่างแท้ของ ‘0-01’ โดยตรง มลทินจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วยการไม่มอง แต่ตอนนี้อัลบัสก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
เพียงแค่ยื่นมือไปทางธงที่ไหม้เกรียมนั้น อัลบัสก็ได้ยินเสียง ‘แปะ’ นั่นคือเสียงผิวหนังเหล็กที่คอโลหะของตน ถูกฉีกขาดสิ้นเชิง
เขาเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเองทันที จากหุ่นทหารที่ดูราวกับหล่อจากโลหะสีดำสนิท กลายเป็นเปลวไฟรูปร่างมนุษย์สีเขียวมรกต
ทำให้เลือดที่มือของเขาระเหยอย่างรวดเร็ว
อัลบัสคอยระวังการโจมตีกะทันหันจากลูเมี่ยน พลางเร่งการเคลื่อนไหว พรมเลือดสีแดงสดที่ระเหยไปเกือบหมดแล้วไปข้างหน้าไม่หยุด
บนทุ่งร้าง ลูเมี่ยนกำลังปะปนอยู่ในหมู่ทหารอันเดด ฝ่ามือของเขามีทั้งความร้อนแผดเผาและความเย็นยะเยือกอยู่ด้วยกัน
เขาไม่กล้ามอง ‘0-01’ จึงไม่รู้ว่าอัลบัสกำลังทำสิ่งใด แต่พอจะเดาได้ว่า อีกฝ่ายต้องการทุ่มเทครั้งสุดท้าย
“เปล่าประโยชน์น่า สถานการณ์ตอนนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณแล้ว…” ลูเมี่ยนพึมพำสองสามคำ ไม่ได้ไปขัดขวาง
สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคือ หากตน ‘เทเลพอร์ต’ ไปข้างๆ ‘ธงโลหิตซาลินเจอร์’ เพื่อขัดขวางไม่ให้อัลบัส·เมดีซีหยดเลือดลงไป อาจเป็นการเหยียบกับดักที่อีกฝ่ายซ่อนไว้
ในสถานการณ์ปัจจุบัน อัลบัสอาจจะเปลี่ยนวิธีคิดไปเลย ในเมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็กำจัดคู่แข่งทั้งหมด ทำให้ฝ่ายตัวเองกลายเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบมากกว่า แล้วค่อยใช้ประโยชน์จากจุดนี้วางแผนใหม่
ดังนั้น อัลบัสอาจจะแกล้งทำเป็นจะหยดเลือดของตระกูลเมดีซีลงบนธง ‘0-01’ แต่แท้จริงแล้วเพื่อล่อให้ลูเมี่ยนมาขัดขวาง แล้วฉวยโอกาสสังหารคู่แข่งคนสุดท้าย
บนยอดเขากองกระดูก ร่างเปลวไฟรูปมนุษย์ที่อัลบัสแปลงจำแลงเป็น ถูกดึงยืดอย่างรุนแรง ส่วนบนและส่วนล่างดูเหมือนกำลังจะแยกออกจากกัน
ในเวลาเดียวกัน แสงไฟที่แผ่ออกมาจากตัวเขาก็หม่นลงมาก ราวกับเปลวไฟธรรมดาที่ถูกราดด้วยเลือดเย็นเฉียบหนึ่งถัง
แปะ! อัลบัสได้ยินเสียงแผ่วเบาของหยดของเหลวกระทบผืนธง
เลือดของตระกูลเมดีซีหยดลงบนธงไหม้เกรียมของ ‘0-01’ อีกครั้งหลังผ่านไปนับพันปี
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพิเศษใดๆ เกิดขึ้นเลย
นี่ก็อยู่ในการคาดการณ์ของอัลบัส เพราะระดับการสั่นพ้องยังไม่ถึงขีดสุด อีกทั้งสภาพการตื่นของ ‘0-01’ ก็เกินขีดจำกัดอย่างชัดเจน
การที่อัลบัสเสี่ยงตายเพื่อทิ้งเลือดไว้บนธงไหม้เกรียม ก็เพื่อเก็บไว้เป็นหมากตัวหนึ่งสำหรับอนาคต เตรียมการบางอย่างไว้
วินาทีถัดมา อัลบัสในร่างเปลวไฟรูปมนุษย์รู้สึกปวดแปลบที่กลางหว่างคิ้ว
พลังประหลาดบางอย่างแผ่ขยายมาจาก ‘0-01’ ราวกับจะกลืนกลายเขา เปลี่ยนให้เป็นเปลวไฟของตัวมันเอง
อัลบัสพลันหมุนตัว ลืมตาขึ้น มองไปยังทุ่งร้าง
เขาต้องฆ่าลูเมี่ยน กำจัดคู่แข่งคนสุดท้ายให้ได้ ก่อนที่ตัวเองจะถูก ‘0-01’ กลืนกิน!
“ไอ้ถังขยะนั่น หักห้ามใจตัวเองเก่งจริงๆ ถึงกับไม่มาขัดขวางตอนเราป้ายเลือดลงบน ‘0-01’…” ในขณะที่อัลบัสรู้สึกเสียดาย ดวงตาเปลวไฟของเขา ‘สะท้อน’ ร่างของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนยิ้มให้เขา กระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา แล้วหายตัวไปจากตำแหน่ง
อัลบัสไม่ได้ปิดบังความผิดหวังและความเสียดายของตัวเอง กลับคืนร่างมนุษย์
ตรงคอของเขา เนื้อหนังฉีกขาด เผยให้เห็นกระดูกขาวโพลนและเส้นเลือดที่ดำคล้ำ
เขารีบกระตุ้นสร้อยคริสตัลที่พันอยู่รอบข้อมือ ปล่อยให้มันระเบิดออกทันที
ปัง ปัง ปัง! คริสตัลที่ระเบิดติดต่อกัน ก่อตัวเป็นม่านวังวนลึกลับตรงหน้าอัลบัส ในความลึกของม่านวังวนดังกล่าว มีโลกที่มืดมิดลึกล้ำ แทบไม่มีแสงสว่าง ปกคลุมด้วยบาเรียคล้ายแก้ว
โลกในกระจกพิเศษนั้น
ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินอย่างยิ่ง และไม่สามารถออกจากโมโรลาได้โดยตรง อัลบัส·เมดีซีเลือกที่จะกระโดดเข้าไปในม่านวังวนมืดมิดตรงหน้า ดิ่งลงสู่โลกในกระจกพิเศษ
ในขณะนี้ คอของเขาเกือบจะขาด กระดูกต้นคอของเขาโผล่ออกมา
อัลบัสตกลงไปในโลกในกระจกพิเศษ หายไปในความมืดมิดลึกล้ำ
ม่านวังวนมืดมิดที่อยู่ข้าง ‘0-01’ ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟไร้รูปไร้สีในทันที แล้วสลายหายไป
กลางอากาศ เปลวไฟสีฟ้าที่ขาดอัลบัสคอยควบคุมดับวูบลงอย่างรวดเร็ว เลือดของจูลี่ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดยังคงหยดลง สัมผัสถูกธงที่ไหม้เกรียม
ทั่วทุกหนแห่งในโมโรลา
ศีรษะนับหมื่นลอยเคว้งอยู่บนท้องฟ้า พร้อมด้วยกระดูกสันหลังสีขาวเปื้อนเลือด ร่างไร้ศีรษะของพวกมันวิ่งคลั่งอยู่ตามถนน
ในสุสาน โครงกระดูกนับไม่ถ้วนปีนขึ้นมาจากใต้ดิน เบียดเสียดแน่นขนัด ในเบ้าตาของพวกมันลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีแดงคล้ำหรือสีขาวซีด
บนฟ้าสูงเริ่มมี ‘ฝน’ สีแดงเพลิงที่จุดไฟเผาอาคารและมนุษย์ตกลงมา
ในวิหารศาสนจักรความรู้ อาร์ชบิชอปเฮราเบเกอร์แห่งโมโรลาในชุดคลุมยาวสีขาวล้วน ขลิบด้วยเส้นทองเหลือง ยืนอยู่ริมหน้าต่างกระจกสีที่เปิดอ้าไว้ บนกำแพงมีร่องรอยละลายอยู่รางๆ
เขาถอนหายใจพร้อมกับยกมือขึ้น
…………
ในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน บนทุ่งร้างที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกตินั้น
ลูเมี่ยนเทเลพอร์ตมายังด้านข้างของภูเขาซากศพ
ขาทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มแทบจะรับน้ำหนักตัวไม่ไหวแล้ว จึงเตรียมนั่งพิงซากศพและโครงกระดูก แต่ทันใดนั้นถูกพลังงานล่องหนดึงดูด จนค่อยๆ ลุกขึ้นยืนใหม่ เดินไปทางกองทหารอันเดดเหล่านั้น
เขาไม่จำเป็นต้องออกแรง อีกทั้งยังไม่มีแรงเหลือให้ใช้แล้ว
ลูเมี่ยนไม่ได้ต่อต้าน ไม่ดิ้นรน ราวกับเหลือเพียงจิตสำนึกของตัวเองเท่านั้นที่ยังเป็นของตน
ความเจ็บปวดจากการลุกไหม้ที่ฝ่ามือขวา กอปรกับความรู้สึกเน่าเปื่อยเย็นยะเยือก ทำให้เขายังคงมีสติได้เบื้องต้น
“ขอแค่ไม่ดึงหัวเราออกจากคอก็พอ อย่างอื่นเชิญตามสบาย…” ลูเมี่ยนพึมพำในใจ พลางฟังยันต์ทองเหลืองบอกเล่าความรู้ อาศัยแรงจากภายนอก เดินต่อไปในฐานะหุ่นเชิดของ ‘0-01’ มุ่งหน้าสู่กองกำลังที่รวมตัวกันอยู่ในทุ่งร้าง
สถานการณ์ตอนนี้ เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้แทบจะทุกอย่าง
ถ้าก่อนหน้านี้เขาอ่านหนังสือน้อยกว่านี้แม้แต่นิด ตอนนี้หัวกับตัวของเขาก็คงแยกทางกันไปแล้ว
ความรู้คือพลัง ความรู้คือทรัพย์สิน!
ผ่านไปสิบกว่าวินาที ท้องฟ้าเบื้องบนพลันมืดลง ความมืดไหลบ่าเข้ามาในบริเวณนี้อีกครั้ง
‘0-01’ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกำเอาไว้ การสั่นสะเทือนและการโยกคลอนเริ่มสงบลง
เปลวไฟในพื้นที่นี้ดับลงทีละจุด ความมืดที่เงียบสงัดและเย็นยะเยือกกลับมาครอบครองที่นี่อีกครั้ง
“ศาสนจักรความรู้ระงับความผิดปกติของ ‘0-01’ ได้เสียที อีกแค่นิดเดียว เราก็จะกลายเป็นหุ่นเชิดจริงๆ แล้ว…” ลูเมี่ยนถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางตระหนักถึงความมืดที่ราวกับกระแสน้ำล่องหน กัดกร่อนร่างกายของเขาด้วยความเยือกเย็นอันน่าขนพอง
รอยประทับ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ที่ฝ่ามือขวาของเขา แผ่ความรู้สึกเน่าเปื่อยรุนแรงกว่าเมื่อครู่ ช่วยต้านทานการกัดกร่อนนี้
ลูเมี่ยนเทเลพอร์ตกลับไปยังตำแหน่งที่เขาเลือกไว้ก่อนหน้า นั่งพิงซากศพและโครงกระดูกที่ก่อตัวเป็นภูเขาด้วยร่างกายอ่อนแรง
เด็กหนุ่มหลับตาลง ตั้งใจฟังความรู้ที่ถ่ายทอดจากหูฟังในความมืดสนิทอันปราศจากแสงนี้
…………
ณ กรุงทรีอาร์ บนลานประกอบพิธีบริเวณทางเข้าชั้น 3 ของสุสานใต้ดิน
ร่างสตรีที่พร่าเลือนและศักดิ์สิทธิ์นั้น ตอบคำถามของจินนาเสร็จแล้ว ก็หายไปต่อหน้าจินนา ราวกับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพลวงตา
จินนาส่ายศีรษะ สายตากลับคืนสู่ความเป็นจริง มองเห็นฟรังก้าที่มีสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย
“ฉัน…ตอนกำลังเลื่อนลำดับ รู้สึกเหมือนได้รับรู้ถึงมาดามกริสโมนาอีกครั้ง แล้วก็ได้สนทนากับพระองค์สองสามประโยค” จินนาเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมาให้เพื่อนฟังอย่างรอบคอบ
ซี้ด…ตัวตนในลำดับเทวทูตก็ตายไม่จริงเหมือนกันหรือ? ฟรังก้าเอ่ยถามอย่างสงสัย
“พระองค์พูดอะไรบ้าง?”
จินนารู้สึกเขินขึ้นมาทันที
“พระองค์บอกว่า ต้องปรองดองกับคนในกระจกของตัวเอง เพราะแท้จริงแล้วเป็นหนึ่งเดียวกัน พระองค์บอก บอกว่าบิดาของพระองค์คือ…คือ ‘จักรพรรดิโลหิต’…”
“หา?” ฟรังก้าทั้งตกใจและงุนงง “ทำไมพระองค์ถึงมาบอกเรื่องนี้กับเธอล่ะ?”
จินนายิ่งรู้สึกเขินหนัก
“ฉันถามเอง…ถามไปโดยไม่ทันคิดอะไรเลย…”
“จักรพรรดิโลหิตสินะ…ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่เธอเห็นก็คงไม่ใช่ภาพหลอน คำตอบแบบนี้ ภาพหลอนของเธอคงคิดไม่ได้หรอก” ฟรังก้าพึมพำพลางทวีความตื่นเต้น
“บัดซบ! ภาพหลอนของฉันคงคิดไม่ได้? หมายความว่ายังไง? หืม…แต่ก็จริง ใครมันจะไปคิดออกล่ะ?” จินนาตอบกลับไปสองประโยคอย่างไม่ทันคิด
ฟรังก้ารีบตบมือทั้งสองข้างเข้าหากัน
“เธอถามได้ดีมาก…ดีมาก! ข้อมูลนี้สำคัญมากเลย!”
หญิงสาวกล่าวด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ก่อนหน้านี้ลูเมี่ยนสงสัยว่า โลกในกระจกพิเศษถูกสร้างโดย ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์เพื่อต่อกรกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ซึ่งตระกูลทามาร่าอาจมีบทบาทสำคัญมากในเรื่องนี้”
“แต่ตอนนี้ดูเหมือนต้องทิ้งทฤษฎีนั้นไป บางที โลกในกระจกพิเศษนั่นอาจถูกสร้างขึ้นโดย ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ ร่วมมือกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’!”
“ไม่อย่างนั้น เทพแท้จริงในเส้นทาง ‘นักล่า’ ผู้ปราศจากกระจกวิเศษ จะสร้างโลกในกระจกพิเศษระดับนี้ได้ยังไง?”
…………………………………………………….