ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 841 ตราประทับ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 841 ตราประทับ
ตอนที่ 841 ตราประทับ
จินนาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“ก็จริง”
ในช่วงแรก พวกเขาเชื่อว่าโลกในกระจกพิเศษ คือผลพวงจาก ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ เป็นผลกระทบอันเกิดจากการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างเทพแท้จริงในยุคที่สี่ อาทิ ‘นางมารต้นกำเนิด’ และ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ต่อมา ลูเมี่ยนได้สำรวจคลังสมบัติของเรือ ‘โทสะสีคราม’ จนได้พบข้อมูลใหม่ ทำให้สงสัยว่าโลกในกระจกพิเศษอาจมีอยู่ก่อน ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ แล้ว โดยสันนิษฐานว่า เป็นสิ่งที่ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์สร้างขึ้นเพื่อต่อกรกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’ และเตรียมการสำหรับการฟื้นคืนชีพ
ในตอนนั้น สิ่งที่ทำให้พวกเขาสงสัยมากที่สุดก็คือ อลิสต้า·ทูดอร์ที่เป็นเทพแท้จริงในเส้นทาง ‘นักล่า’ จะสามารถสร้างโลกในกระจก ซึ่งพิเศษและแปลกประหลาดถึงเพียงนี้ได้อย่างไร หรือว่าลำดับสูงของเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพระองค์ จะมีส่วนร่วมด้วย?
ฟรังก้าพูดต่อด้วยความรู้สึกหดหู่ว่า
“อิงจากที่ลูเมี่ยนบอก รวมถึงประสบการณ์ของพวกเรา ‘นักล่า’ นำมาซึ่งภัยพิบัติ ‘นางมาร’ ก็นำมาซึ่งภัยพิบัติ เทพแท้จริงในเส้นทาง ‘นักล่า’ ผนวกกับเทพแท้จริงในเส้นทาง ‘นางมาร’ ก็เท่ากับเป็นตัวแทนภัยพิบัติเลยไม่ใช่หรือ? ไม่แปลกเลยที่สุดท้ายแล้ว ทรีอาร์ยุคที่สี่จะกลายเป็นแบบนั้น…”
“แต่ว่า เทพแท้จริงในเส้นทางใกล้เคียงกัน กลับสามารถร่วมมือกันได้อย่างเป็นมิตร…อย่าบอกนะว่า เหล่าพระองค์ต้องฝืนระงับแรงผลักดันที่จะรวมตัวกัน ขณะเดียวกันก็ต้องช่วงชิงความเหนือกว่า แถมยังต้องต่อสู้เอาเป็นเอาตายด้วยสินะ?”
คำถามนี้เป็นสิ่งที่จินนาสงสัยด้วยเช่นกัน เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ครุ่นคิดสักครู่แล้วจึงเอ่ยปาก
“มีวิธีข่มแรงผลักดันที่จะรวมตัวกันด้วยหรือ?”
“เรื่องนี้เกินขอบเขตความรู้ของฉัน อย่างน้อยต้องรอให้ฉันกลายเป็นเทวทูตก่อน จึงจะเข้าถึงความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับในแง่นี้ได้…” ฟรังก้าพูดล้อเลียนตัวเอง ก่อนจะปล่อยความคิดไปตามนิสัย “นางมารต้นกำเนิดอาจจะทำได้ แต่ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ทำไม่ได้แน่นอน จากประวัติศาสตร์ยุคที่สี่ซึ่งพวกเราได้เรียนรู้มา พระองค์เป็นคนบ้าที่ดุร้าย เหี้ยมโหด และทารุณ จะควบคุมตัวเองได้ยังไง? เว้นแต่จะมีคนช่วย แล้วใครจะช่วยได้ล่ะ?”
จินนาอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดอย่างครุ่นคิดว่า
“ตระกูลทามาร่า…”
“หืม…” ดวงตาของฟรังก้าค่อยๆ เปล่งประกาย “จริงด้วย ตอนนั้นตระกูลทามาร่าน่าจะมีเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ เป็นกระแสหลักอยู่แล้ว และลำดับสูงของเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ เก่งเรื่องการผนึก ควบคุมพื้นที่ และยังสามารถใช้ประโยชน์จากโลกในกระจกได้ในระดับหนึ่ง อา…นี่อธิบายได้ดีเลยว่า ทำไมถึงมีร่องรอยของตระกูลทามาร่าในโลกกระจกพิเศษ”
หากจะกล่าวถึงเศษชิ้นส่วนโลกในกระจกพิเศษ หนึ่งในสองชิ้นที่อยู่ในมือของเธอและจินนา ก็มาจากห้องฝังศพของตระกูลทามาร่า
ฟรังก้าพูดไปก็ยิ่งตื่นเต้น
“ตระกูลทามาร่าน่าจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง ‘จักรพรรดิโลหิต’ และ ‘นางมารต้นกำเนิด’…นี่ต้องเป็นภารกิจลับแน่! และเนื่องจากติดต่อกับนิกายนางมารมาเป็นเวลานาน การที่สมาชิกบางคนในตระกูลของพวกเขา จะเข้าร่วมกับฝ่ายนั้นหลังจากการแยกตัว ก็ถือเป็นเรื่องเข้าใจได้”
“และ และ…ในเมื่อมาดามกริสโมนาเป็นทายาทของ ‘จักรพรรดิโลหิต’…พี่ฝาแฝดของพระองค์ ซึ่งก็คือ ‘นางมารเทา’ ในปัจจุบัน ก็น่าจะเป็นด้วยเช่นกัน สายตระกูล ‘ผู้ฝึกหัด’ ของตระกูลทามาร่าที่อดทนต่อความยากลำบากมาตลอดพันกว่าปี ยอมกลายเป็นผู้หญิง ก็เพื่อจะจงรักภักดีต่อทายาทสายตรงของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ต่อไป…ช่างจงรักภักดีเหลือเกิน จงรักภักดีเหลือเกิน!”
พูดไปพูดมา ฟรังก้าก็แกล้งเช็ดน้ำตา สื่อว่าตัวเองกำลังซาบซึ้งใจ
จินนาคุ้นเคยกับการที่เพื่อนคนนี้ชอบปล่อยความคิดฟุ้งซ่านไร้ขอบเขต รวมทั้งพูดเล่นเพ้อเจ้อมานานแล้ว เธอจึงตั้งข้อสงสัยขึ้นมาลอยๆ
“ตอนนั้นตระกูลทามาร่ามีแค่เทวทูตในเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ ลำดับ 2 จะสามารถผนึกแรงผลักดันที่จะรวมตัวของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ได้จริงหรือ?”
“ถ้าตระกูลทามาร่าทำไม่ได้ แล้วมิสเตอร์ ‘ประตู’ ล่ะ? ลูเมี่ยนบอกว่าพระองค์คือขุนนางอันดับหนึ่งของจักรวรรดิทูดอร์ และอามุนด์ที่อยู่อันดับรองจากพระองค์ ก็เป็นราชาเทวทูตอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าอย่างนั้น พระองค์ก็น่าจะเป็นด้วย ราชาเทวทูตในเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ น่าจะสามารถผนึกแรงผลักดันที่จะรวมตัวของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ได้ชั่วคราวกระมัง?” ฟรังก้าเริ่มจริงจัง พูดอย่างไตร่ตรองว่า “หรือว่าเรื่องเกี่ยวกับโลกในกระจกพิเศษ จะมีมิสเตอร์ ‘ประตู’ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจริงๆ?”
“เป็นไปได้” จินนาแสดงความเห็นด้วย
โลกในกระจกปกติ แต่เดิมก็เป็นการรวมตัวของแนวคิดเรื่อง ‘ประตู’ อยู่แล้ว
ความคิดของฟรังก้าพลันเบี่ยงออกนอกทาง ตามด้วยหัวเราะแผ่วเบา
“ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่าง การรวมตัวระหว่างเทพแท้จริงในเส้นทาง ‘นักล่า’ กับเทพแท้จริงในเส้นทาง ‘นางมาร’ อาจแตกต่างจากเส้นทางอื่น อันดับแรกคือหยินหยางดึงดูดกัน หยินหยางผสานกัน จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งถึงจะกลืนกินกัน ตัดสินผู้ชนะสุดท้าย”
จินนาอดไม่ได้ที่จะกลอกตาขึ้น
ฟรังก้ากำลังเล่าเรื่องตลกหยาบคายอีกแล้ว
แน่นอน สำหรับจินนาที่เคยใช้ชีวิตเป็น ‘นางพญา’ อยู่ตามบาร์และคาบาเร่ต์ในเขตตลาดมาช้านาน เรื่องตลกหยาบคายระดับนี้ถือว่ายังเล็กน้อย
ฟรังก้ารีบเก็บรอยยิ้มทันที
“ตอนนี้ฉันเข้าใจคำพูดของ ‘นางมารดำ’ อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ไม่แปลกที่เธอจะถามฉันว่า เหตุใดถึงคิดว่านิกายนางมารไม่ได้ควบคุมโลกในกระจกพิเศษนั่น แล้วยังบอกว่า โลกในกระจกพิเศษเคยถูกควบคุมโดยองค์ต้นกำเนิด มาจนกระทั่งสิ้นสุด ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’”
“แต่เธอก็เชื่อเหมือนกันว่า โลกในกระจกพิเศษน่ะ แต่แรกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อกรกับต้นกำเนิด เพียงแต่ภายหลังถึงถูกต้นกำเนิดควบคุม…เป็นเพราะเธอไม่รู้ความลับในตอนนั้นรวมถึงชาติกำเนิดของ ‘นางมารเทา’ หรือว่าแค่หลอกฉัน พูดให้ฉันสับสน หรือไม่ก็ตอนแรก ‘จักรพรรดิโลหิต’ ต้องการจะต่อกรกับต้นกำเนิดจริงๆ แต่กลับถูกอีกฝ่ายควบคุมโลกในกระจกพิเศษที่ยังไม่สมบูรณ์ เลยเปลี่ยนมาเป็นร่วมมือกัน?”
“หรือว่า…หรือว่าจุดประสงค์ของการร่วมมือกันคือเพื่อรับมือกับ…?”
“อา…พวกพระองค์สร้างโลกในกระจกพิเศษขึ้นมา…เพื่อบรรลุจุดประสงค์อะไรกันแน่?”
จินนาส่ายหน้าอย่างจริงใจ
“ไม่รู้”
ฟรังก้าเกาหางม้าของตัวเอง พลางพูดอย่างครุ่นคิด
“นางมารดำทั้งเป็นทายาทของต้นกำเนิด และมีสายเลือดของตระกูลทามาร่า ความเข้าใจของเธอต่อโลกในกระจกพิเศษ อาจจะลึกซึ้งกว่าที่ฉันคิดไว้”
จินนา ‘อืม’ ขึ้นมาคำหนึ่ง พลางบีบนวดขมับ
“ยังไงก็ตาม พวกเราต้องรีบรายงานข้อมูลนี้ขึ้นไป”
ฟรังก้ามองจินนาครู่หนึ่ง ไอกระแอมก่อนพูดว่า
“เธอก็ต้องกลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดจากโอสถ”
…………
ณ เชิงเขาซากศพ ลูเมี่ยนหลับตาลง พิงร่างกับกองซากศพและกระดูกนับไม่ถ้วน ตั้งใจฟังเสียงแห้งๆ ที่ดังออกมาจากหูฟังทองเหลือง
เขากำลังศึกษาเรียนรู้
เด็กหนุ่มไม่จำเป็นต้องฟังหนังสือที่เหลือทั้งหมดให้จบ ลำพังเรียนรู้เล่มปัจจุบันนี้ให้ดี ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องใช้เวลาอีกสิบกว่าชั่วโมง
จากวินาทีกลายเป็นนาที ร่างกายของลูเมี่ยนยิ่งไร้เรี่ยวแรงลงทุกขณะ แม้จะพิงกับกองซากศพและกระดูก ก็ไม่อาจนั่งตัวตรงได้อีกแล้ว ต้องอาศัยแรงจากภายนอกค้ำจุนไว้จึงจะไม่ล้มลง
พลังวิญญาณของเขาก็ระเหยเร็วขึ้น จนกระทั่งไม่สามารถใช้ ‘เทเลพอร์ต’ ได้อีก
โชคดีที่เด็กหนุ่มเก็บมรดกของชาลิสต์กลับเข้าไปแล้ว อีกทั้ง จุลชีพก่อโรคที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศก็ถูก ‘0-01’ กระตุ้นจนสลายหายไปหมด อาการป่วยจึงไม่รุนแรงถึงขั้นที่หัวใจขาดแรงเต้น หรือร่างวิญญาณแสดงอาการสลาย จึงยังพอประคองตัวได้
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ลูเมี่ยนก็พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ร่างกายกลับมามีเรี่ยวแรง พลังวิญญาณเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
ตามเวลาของหมู่บ้านกอร์ตู หกโมงเช้ามาถึงแล้ว
ลูเมี่ยนที่ร่างกายรีเซตและไม่ป่วยอีกต่อไป นั่งตัวตรงทันที เริ่มการเรียนรู้ส่วนสุดท้ายต่อ
ผ่านไปเกือบสี่สิบห้านาที เด็กหนุ่มเปล่งคำในภาษาเฮอร์มิสโบราณออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“หยุด!”
เขาตระหนักว่ามลทินถึงจุดวิกฤติแล้ว ไม่สามารถสะสมต่อไปได้อีก!
ยันต์ทองเหลืองเพิ่งจะถ่ายทอดความรู้จบ สมองของลูเมี่ยนก็พร่าเลือนทันที
ท่ามกลางภาพอันเลือนราง เด็กหนุ่ม ‘เห็น’ ธงไหม้ดำที่เต็มไปด้วยดวงเลือดอีกครั้ง
ธงที่ถูกห้อมล้อมด้วยความมืดทึบ กำลังแกว่งไกวแผ่วเบา
ลูเมี่ยนยัง ‘เห็น’ ซากศพเต็มพื้น ‘เห็น’ กองทัพมหึมา ‘เห็น’ ผืนแผ่นดินที่ชุ่มโชกด้วยเลือด ‘เห็น’ แขนขาที่ถูกตัดขาดนับไม่ถ้วน…
จมูกของเด็กหนุ่มรับกลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กแรงจัด ราวกับมันมาจากตัวเขาเอง
ลูเมี่ยนรู้สึกถึงการเรียกร้องบางอย่าง ไม่ได้มาจากธงไหม้ดำผืนนั้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความมืดทึบที่ห้อมล้อมธงด้วย
ความร้อนแรงและความเย็นเยือกในฝ่ามือขวาของเขา ยิ่งชัดเจนขึ้นตามลำดับ
พวกมันมาจากออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ และตราประทับที่ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ทิ้งไว้
ในชั่วขณะนี้ ลูเมี่ยนพลันเข้าใจจุดประสงค์อีกข้อหนึ่งของพระองค์ที่ชุมนุมแสงเหนือศรัทธา ในการจัดแจง ‘เทศกาลฝัน’
“ต้องมีเราที่ถูกนักพรตโลกแห่งความตายประทับตราไว้ จึงจะมีความเหมือนทางศาสตร์เร้นลับกับ ‘0-01’ อย่างแท้จริง…”
“0-01 เคยเป็นของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ จากนั้นถูก ‘เทพมรณา’ ครอบครอง ได้รับมลทินจากพลังเส้นทาง ‘มรณา’ ซึ่งต่อมาถูกศาสนจักรความรู้ใช้เพื่อทำการปิดผนึก ‘0-01’ เอง ส่วนตัวเราในตอนนี้ มีออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ มีตราประทับที่นักพรตโลกแห่งความตายทิ้งไว้ ซึ่งประกอบด้วยพลังจากสามเส้นทาง ‘เทพมรณา’ ‘รัตติกาล’ และ ‘นักรบ’…”
ท่ามกลางกระแสความคิด ลูเมี่ยนผนวกความรู้ใหม่ เข้ากับพฤติกรรมของอัลบัสและจูลี่ พลางลุกขึ้นท่ามกลางเสียงเรียกอันแปลกประหลาดและอันตราย แล้ว ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังยอดเขาซากศพ
เด็กหนุ่มยังคงไม่ลืมตา ในความมืดที่เย็นเยียบเงียบสงัด ถึงจะลืมตาไปก็มองไม่เห็นสิ่งใด
และเมื่อระยะทางใกล้เข้ามา กลางหว่างคิ้วของลูเมี่ยนก็เริ่มรู้สึกเจ็บแปลบชัดเจน เลือดของเขาหรืออะไรบางอย่าง ราวกับต้องการจะไชออกมาจากรูขุมขนและรอยแยกของเนื้อ
ลูเมี่ยนไม่ได้ต่อต้าน เพียงอดทนต่อความเจ็บปวดนี้
ในที่สุด หยดของบางสิ่งที่คล้ายเลือดก็ฉีกกลางหว่างคิ้วของเขาบินออกมา ลอยไปยังตำแหน่งของ ‘0-01’
เสียง ‘กึก’ ดังขึ้นตามมา ออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ในร่างของลูเมี่ยนพลันเดือดพล่าน ราวกับกลายเป็นแม่น้ำเพลิงที่ไหลบ่า อาละวาดอยู่ระหว่างร่างวิญญาณ อวัยวะภายใน และเนื้อหนังของลูเมี่ยน
ความเย็นและความรู้สึกเน่าเปื่อยในฝ่ามือของลูเมี่ยนเริ่มรุนแรงขึ้น ไม่ยอมให้แม่น้ำเพลิงสายนี้ พาเนื้อหนังของเขาหลุดออกจากตราประทับ
ลูเมี่ยนเจ็บปวดจนแทบสิ้นสติ จนกระทั่งออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ เริ่มสงบลง จึงค่อยๆ คลำหาความคิดกลับคืนมาได้
เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว พูดกับตัวเองเงียบงัน
“คงกลายเป็นตัวแทนของ ‘0-01’ แล้วสินะ…”
“ถ้าไม่มีตราประทับของนักพรตโลกแห่งความตาย เราต้องกลายเป็นอีกคนหนึ่งเหมือนวานาคแน่นอน ไม่สิ…ไม่ใช่อีกคนเหมือนวานาค แต่ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์จะอาศัยร่างของเราเพื่อหวนกลับ”
ลูเมี่ยนไม่กล้าอยู่ใกล้ ‘0-01’ นานนัก ด้วยเกรงว่าสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้จะพบว่าตัวแทนคนใหม่ของมัน ยังมีข้อบกพร่องอยู่
ข้อบกพร่องที่ยังหลงเหลือเจตจำนงของตนอยู่
และลูเมี่ยนก็ทราบดีว่า ด้วยสถานะและพลังของตนในปัจจุบัน ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะนำ ‘0-01’ ออกจากโมโรลา แม้ว่าศาสนจักรความรู้จะยินยอมให้เขาทำ มันก็จะนำไปสู่ความพินาศของตัวเองเท่านั้น
ฟู่…ประทับตราเป็นตัวแทนได้ ก็ถือว่าภารกิจเสร็จสมบูรณ์แล้ว น่าเสียดายที่ ‘0-01’ ถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนา ความพิเศษของตัวแทนจะแสดงออกมาอย่างเต็มที่เฉพาะในโมโรลาเท่านั้น…ลูเมี่ยนพึมพำสองสามคำ แล้ว ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยังทุ่งร้าง
เด็กหนุ่มรับรู้ได้ทันทีว่า มีกองทหารอันเดดและหุ่นเหล็กกลุ่มหนึ่ง กำลังลาดตระเวนอย่างไร้เสียงในความมืด วนเวียนราวกับไม่มีวันแปรเปลี่ยน
ลูเมี่ยนพลันรู้สึกสะท้านในใจ
การเชื่อมโยงระหว่างผู้ทำพันธสัญญาบอกเขาว่า ผู้นำของกลุ่มนั้นคือ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’!
สิ่งมีชีวิตรากเหง้าลึกลับชนิดนี้ หลังจากถูกเทพสิงสถิตแล้ว ก็ค่อยๆ งอกกระดูกและเนื้อขึ้นมาใหม่ แต่ดูเหมือนจะถูก ‘0-01’ พิชิตแล้ว กลายเป็นองครักษ์ของมัน
คุณสมบัติของพี่ใหญ่ท่อนแขนคือฆ่าไม่ตายหรือ? ลูเมี่ยนเอียงตัวหลบ ปล่อยให้ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ นำกลุ่มหุ่นเชิดเดินผ่านข้างๆ ไป
ทันใดนั้น ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ก็หยุดลง หยุดตรงหน้าลูเมี่ยน เปล่งเสียงทุ้มต่ำ
“โอมีเบล่า…”
…………………………………………………….