ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 842 จากไป
ตอนที่ 842 จากไป
“โอมีเบล่า…”
เมื่อได้ยินเสียงของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ได้ยินชื่อที่มันเปล่งออกมา ความหนาวเหน็บก็แล่นขึ้นมาจากก้นกบของลูเมี่ยน พุ่งตรงไปยังท้ายทอย ทิ้งร่องรอยขนลุกชันและเหงื่อเย็นไว้ตลอดทาง
แม้เขาจะไม่รู้ว่า ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ งอกกระดูกและเนื้อหนังขึ้นมาจากเถ้าถ่าน กลับคืนสู่ร่างเดิมตั้งแต่เมื่อใด แต่ก็ได้เตรียมใจไว้แล้วว่า อาจเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นตอนที่มันเดินผ่านข้างกาย ด้วยว่าระหว่างกันมีพันธสัญญา ซึ่งผูกพันด้วยพลังในเส้นทาง ‘ชะตากรรม’
ลูเมี่ยนไม่ได้กังวลมากนักเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันทั้งสองฝ่ายถือว่าเป็น ‘เพื่อนร่วมงาน’ กัน สถานการณ์คงไม่ถึงกับอันตราย แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ กลับร้องเรียกชื่อ ‘โอมีเบล่า’
นี่มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว!
ในชั่วขณะหนึ่ง ลูเมี่ยนอดคิดไม่ได้ว่า ตนเองอาจถูกโอมีเบล่า บุตรแห่งเทพขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ แทรกซึมเข้ามาถึงระดับหนึ่งแล้ว และกำลังค่อยๆ ถูกอีกฝ่ายแทนที่
‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดสนิท ไม่เผยร่างแม้แต่น้อย หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนำกองทัพหุ่นเหล็กและทหารอันเดด เดินต่อไปข้างหน้า ด้วยท่าทางแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา
ลูเมี่ยนเพิ่งได้สติกลับมา จึงครุ่นคิดถึงสาเหตุของเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด
“ตามที่ลุดวิกกล่าวไว้ สิ่งมีชีวิตที่ขาดสติปัญญาบางชนิด ซึ่งถูกองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่สร้างขึ้นมากับมือ หรือเคยได้รับพรจากพระองค์ สามารถรับรู้สายเลือดของโอมีเบล่าที่อยู่ในตัวเราได้ จึงมองเราเป็นบุตรแห่งเทพขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่…”
“พี่ใหญ่ท่อนแขนถูกขัดจังหวะการฟื้นคืนชีพด้วยเหตุการณ์เทพสถิต และต่อมาก็ถูก ‘0-01’ ควบคุม กลายเป็นหุ่นเชิดของมัน แนวโน้มที่จะกลายเป็นสตรีดูเหมือนจะหยุดลงเพราะเหตุนี้ ก็หมายความว่า ตอนนี้มันไม่ได้ฟื้นคืนชีพอย่างสมบูรณ์ และสูญเสียเจตจำนงของตัวเองไปแล้ว จึงขาดสติปัญญาไป”
“มันถูกองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่สร้างขึ้นมากับมือ หรือไม่ก็เคยได้รับพรจากองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่? อา…มลทินที่ทำให้มันกลายเป็นสตรีและพัฒนาไปสู่ขีดสุดของความงาม มาจากองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่หรือ?”
“ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น…แค่เลือดหนึ่งหยดก็งอกเป็นร่างกายที่สมบูรณ์ได้ ช่างให้ความรู้สึกถึงการเกิดใหม่…”
“แต่ไม่ถูกสิ ตามหลักการนี้ พี่ใหญ่ท่อนแขนควรจะเรียกเราว่าบุตรแห่งเทพ และแสดงความจงรักภักดีบ้างสิ…หึๆ กลับกล้าเรียกนามของบุตรแห่งเทพตรงๆ นี่มันลบหลู่กันชัดๆ!”
ลูเมี่ยนบ่นพึมพำอยู่สองสามประโยค ยิ่งรู้สึกสงสัย
“อีกอย่าง ถ้าจะอธิบายว่า โอมีเบล่าเป็นคำที่ใช้เรียกอย่างให้เกียรติ พี่ใหญ่ท่อนแขนก็ควรจะรู้แค่ว่าเราเป็นบุตรแห่งเทพ ไม่มีทางรู้ชัดว่าบุตรแห่งเทพมีนามใด เทพมารอย่างองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่คงไม่มีบุตรแค่องค์เดียวหรอก บางทีอาจจะกำลังสร้างอยู่เรื่อยๆ พี่ใหญ่ท่อนแขนที่ไร้สติปัญญา จะแยกแยะได้ยังไงว่าใครเป็นใคร ชื่ออะไร…”
“เว้นแต่ว่า เว้นแต่ว่าโอมีเบล่าจะเป็นบุตรแห่งเทพคนพิเศษ หรือไม่ก็…พี่ใหญ่ท่อนแขนเคยรู้จักราชินีแห่งคนยักษ์ โอมีเบล่าตอนที่ยังมีชีวิต?”
ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้นลูบคาง คิดว่าเมื่อออกไปแล้ว ต้องรีบรายงานเรื่องเหล่านี้ให้มาดามเมจิกเชี่ยนทราบโดยเร็ว ดูว่าจะสืบหาตัวตนดั้งเดิมของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ได้หรือไม่ บางทีในตำราประวัติศาสตร์ของเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ อาจซ่อนร่องรอยบางอย่างเอาไว้
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ร่างของลูเมี่ยนก็หายวับไปจากตำแหน่ง เทเลพอร์ตกลับไปยังจุดใกล้ยอดของภูเขาซากศพ
หลังจากถูกเรื่องของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ทำให้เสียเวลาไป เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ยังมีของรางวัลที่ยังไม่ได้เก็บ
นั่นคือตะกอนพลัง ‘นางมารทุกข์ระทม’ ที่ชาลิสต์สกัดทิ้งไว้ ซึ่งต่อไปจะมอบให้จินนาใช้
ส่วนของที่เป็นของจูลี่นั้น หลังจากเหตุการณ์เทพสถิต จนเลือดเกิดการเปื้อนมลทิน ลูเมี่ยนก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันอยู่ที่ใด
ในความมืดสนิทไร้ชีวิต ลูเมี่ยนเก็บตะกอนพลังของ ‘นางมารทุกข์ระทม’ ที่ไม่รู้รูปร่างใส่ลงใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เขาถึงกับเก็บชิ้นส่วนศพของชาลิสต์เข้าไปด้วยสองก้อน
“บางทีอาจใช้เป็นวัตถุดิบเสริมได้ ถ้าใช้ไม่ได้ก็ให้ลุดวิกไป พ่อทูนหัวออกมาตั้งนาน ต้องหาของฝากติดไม้ติดมือไปให้บ้าง แค่ไม่รู้ว่าในสายตาลุดวิก มันจะถือว่าเป็นของสกปรกหรือเปล่า…” ลูเมี่ยนพึมพำสองสามคำ แล้วเทเลพอร์ตไปยังขอบทุ่งร้าง ออกจากบริเวณที่จมอยู่ในความมืดมิดไร้ชีวิตนี้
อาศัยสถานะผู้แทนของ ‘0-01’ เขาเดินออกจากอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินอย่างรวดเร็วและราบรื่น กลับมาถึงบริเวณทางเข้า
ลูเมี่ยนลืมตาขึ้นทันที เห็นท้องฟ้าสีคราม
ในยามนี้ แสงแดดยามเช้าสว่างแต่ไม่แสบตา อากาศหลังฝนตกสดชื่นเป็นธรรมชาติ แต่แฝงกลิ่นไหม้เล็กน้อย
ลูเมี่ยนที่อยู่ในความมืดนิรันดร์ใต้อนุสาวรีย์บรรจุศพมาสิบกว่าชั่วโมง พลันรู้สึกราวกับผ่านกาลเวลามาอีกยุคสมัยหนึ่ง
ทันใดนั้น เขาก็เห็นศีรษะมากมาย แต่ละเศียรลากกระดูกสันหลังขาวโพลนเปื้อนเลือดตามมา วนเวียนอยู่กลางอากาศ
พวกมันเบียดเสียดหนาแน่น นับได้ถึงหลักพัน สายตาทั้งหมดจับจ้องมายังบริเวณทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน จ้องมาที่ร่างของลูเมี่ยน
บรรดาศีรษะเหล่านี้ ลูเมี่ยนเคยเห็นบางส่วนมาก่อน เป็นลูกค้าประจำของบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’
“ผลจากอำนาจ ‘ทำให้มีชีวิต’ ของ ‘0-01’ หรือ?”
“นี่มันหลายพันหลายหมื่นแล้วนะ…”
“จะนับเป็นพิธีบูชายัญได้ไหม?”
“นักบวชสีชาด…”
ขณะที่ความคิดของลูเมี่ยนแล่นไปมา เขาก็ยกมือทั้งสองขึ้น
กลางหว่างคิ้วของเด็กหนุ่มพลันร้อนผ่าว รู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อย
ฟ้าว!
ลมพายุบ้าคลั่งพัดกระหน่ำในทันที นำพาศีรษะหลายพันหลายหมื่นที่ลากกระดูกสันหลังขาวโพลน ซึ่งรวมตัวกันอยู่เหนือสุสาน ให้ปลิวกลับไปยังเขตเมือง
บรรดาหัวที่ล่องลอยเหล่านั้น คล้ายจะรับรู้เจตจำนงของลูเมี่ยน พากันปลิวไปตามแรงลมพลางร่วงหล่น กลับคืนสู่ร่างไร้ศีรษะของตน
นี่กระมังคือความพิเศษของ ‘ผู้แทน’? น่าเสียดายนัก ใช้ได้เฉพาะในโมโรลา…ลูเมี่ยนหุบมือทั้งสอง ก้มหน้าพินิจดูครู่หนึ่ง แล้วเดินออกจากสุสานด้วยความรู้สึกเสียดายยิ่งนัก
ที่ประตูสุสาน มีผู้ถูกเนรเทศรายหนึ่ง กำลังกดศีรษะที่กลับคืนมาของตน แล้วบิดแรงๆ
กร๊อบ!
ศีรษะของเขาบิดกลับจากที่หันไปทางกระดูกสันหลัง มาเป็นหันไปข้างหน้าตามปกติ
เมื่อเห็นลูเมี่ยนจ้องมองตน เขาก็ยิ้มให้ พูดราวกับคนปกติว่า
“วันนี้…อากาศ…ดีจริงๆ…”
“เห็นด้วย” ลูเมี่ยนตอบกลับด้วยรอยยิ้มผ่อนคลาย
เด็กหนุ่ม ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยังบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ โดยปรากฏกายที่หน้าประตูห้องของจูลี่
ร่างไร้วิญญาณของเลสที่เคยนอนอยู่บนเตียงหายไปแล้ว แม้แต่ของสะสมทั้งหลายของจูลี่ก็เช่นกัน
“พวกผู้บังคับใช้กฎมาแล้วสินะ…พวกนั้นเอาศพของเลสไปฝังที่สุสานหรือ?” ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางหายวับไปจากตำแหน่ง
คราวนี้ เขาปรากฏตัวหน้าประตูวิหารแห่งความรู้
เด็กหนุ่มเดินเข้าไปข้างใน ตรงไปหาเฮราเบเกอร์ ผู้สวมชุดคลุมยาวสีขาวล้วนปักด้ายทองเหลือง แล้วยิ้มพลางหยิบหนังสือที่ยืมมาก่อนหน้านี้ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
“ท่านอาร์ชบิชอป ผมอ่านจบหมดแล้ว”
ขณะสนทนา ลูเมี่ยนรู้สึกว่าเฮราเบเกอร์ดูชราลงไปเล็กน้อย
“อ่านจบจริงๆ หรือ?” เฮราเบเกอร์ยิ้มย้อนถาม
ลูเมี่ยนอึกอักครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างจริงใจว่า
“ยังมีอีกสองเล่มที่ยังไม่ได้ฟัง แต่ฟังต่อไม่ได้แล้ว”
เฮราเบเกอร์พยักหน้าอย่างพอใจ
“รู้ก็คือรู้ ไม่รู้ก็คือไม่รู้ ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำ”
เขารับหนังสือเหล่านั้นไปพลางกล่าวว่า
“อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องอ่านพวกนี้อีก ผมต้องเตือนคุณไว้สักคำ หนังสือเหล่านี้ติดโรคแล้ว ของอย่างอื่นในกระเป๋าก็เช่นกัน คุณต้องจัดการให้ดี อันไหนควรเผาก็เผา อันไหนควรชำระล้างก็ชำระ อย่าให้โรคแพร่กระจายออกไป”
สมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ ของชาลิสต์ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ? แม้แต่เก็บไว้ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ก็ยังสร้าง ‘โรค’ ไม่หยุด…ลูเมี่ยนกล่าวอย่างจริงใจว่า
“ผมจะระวังครับ ขอบพระคุณท่านอาร์ชบิชอป”
“ท่านอาร์ชบิชอป…แล้วเราจะปิดผนึกสิ่งของที่แพร่เชื้อโรคได้อย่างไรบ้าง?”
เฮราเบเกอร์มองลูเมี่ยนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มออกมา
เขาชี้ไปทางชั้นหนังสือทองเหลืองอีกชั้นหนึ่ง
“เล่มนั้น เล่มนั้น และเล่มนั้น คุณเอาไปอ่านดู ศึกษาดู”
นึกแล้วเชียว พวกครูบาอาจารย์ไม่มีทางให้คำตอบตรงๆ…ลูเมี่ยนไม่ได้ขัดขืนที่จะศึกษาต่อ จึงดึงหนังสือเล่มต่างๆ ออกมาใส่ลงใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
จากนั้น เด็กหนุ่มก็ยิ้มกว้างพลางเอ่ยปาก
“ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป ผมต้องทำอย่างไรถึงจะออกจากโมโรลาได้หรือ?”
เฮราเบเกอร์เจ้าของผมสีขาวแซม กล่าวอย่างมีนัยลึกซึ้ง
“ไม่เคยมีใครห้ามผู้อยู่อาศัยที่นี่ออกจากโมโรลาหรอก เพียงแต่พวกเขาไม่อยากจะออกไปเท่านั้นเอง”
ลูเมี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อด้วยความเข้าใจบางอย่าง
“เข้ามาอย่างไรก็ออกไปอย่างนั้น?”
เฮราเบเกอร์แสดงสีหน้าชื่นชม แล้วชี้มายังร่างของลูเมี่ยน
“จะเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อยไหม?”
ลูเมี่ยนก้มลงมอง เพิ่งจะพบว่าเสื้อผ้า กางเกง และรองเท้าของตน ขาดวิ่นยับเยินไปหมดแล้วจากการต่อสู้อันดุเดือดก่อนหน้านี้
เขากำลังจะหยิบเสื้อผ้าสำรองจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แต่นึกขึ้นได้ว่า พวกมันคงติดโรคในทางศาสตร์เร้นลับไปด้วยแน่ๆ
เฮราเบเกอร์ชี้ไปยังห้องใกล้ทางขึ้นบันได
“มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนอยู่ในห้องนั้น”
“ขอบคุณมากครับ ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป” ลูเมี่ยนถอนหายใจโล่งอก รีบเดินเข้าไปในห้องดังกล่าว เห็นชุดคลุมยาวสีขาวล้วนปักด้วยด้ายทองเหลืองหลายชุดแขวนอยู่
พวกมันคือชุดของนักบวชแห่งศาสนจักรความรู้
ลูเมี่ยนแสดงสีหน้าครุ่นคิด พลางเหลียวกลับไปมองเฮราเบเกอร์ที่กำลังพลิกอ่านหนังสือ แล้วรีบสวมชุดคลุมยาวสีขาวล้วนปักด้วยด้ายทองเหลืองตัวที่พอดีกับรูปร่างของตน
จากนั้น เขาก็เปิดประตูไม้หนักอึ้งที่แง้มอยู่ในวิหาร เดินลงบันไดหินทีละขั้นสองขั้น ลึกลงไปใต้ดิน
ทางเดินไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากขามา อัญมณีเรืองแสงที่ฝังอยู่ตามผนัง ยังคงให้แสงสว่างอยู่พอประมาณ
เสียงอันน่าสะพรึงกลัวที่ยากจะพรรณนา ดังก้องอยู่ข้างหูลูเมี่ยนอีกครั้ง
ลูเมี่ยนเดินไปทางทางออกด้วยจังหวะไม่เร็วไม่ช้า ตัวเขาที่เป็น ‘ผู้แทน’ ของ ‘0-01’ แล้ว ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกว่าที่นี่อาจจะเป็นหลอดอาหารอันยาวเหยียดของจริง
สิ่งมีชีวิตชนิดใดกัน จึงจะมีหลอดอาหารเช่นนี้ได้? ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แต่ก็จนปัญญาจะกลั่นหาคำตอบ
ด้วยความระแวดระวังดังกล่าว เขาจึงไม่แปลงกายเป็นหอกเพลิงเร่งเดินทาง ทั้งไม่ ‘เทเลพอร์ต’ ไปรวดเดียว แต่เดินอย่างสงบเสงี่ยมอยู่หลายชั่วโมง จนในที่สุดก็เดินกลับมาถึงหลังประตูใหญ่ทองเหลืองบานคู่
เด็กหนุ่มยื่นสองมือออกไป เกร็งหลังและเอว ดึงประตูให้เปิดออกช้าๆ จนเกิดเสียงหนักอึ้ง
นอกประตูไม่มีผู้ใด ไร้ยามเฝ้า
ลูเมี่ยนแค่นเสียงหึในลำคอ แล้วเดินออกไป
เขาไม่ลืมที่จะปิดประตูตามหลังด้วย
เด็กหนุ่มในชุดคลุมยาวสีขาวล้วนปักด้วยด้ายทองเหลือง เดินย้อนกลับไปตามทาง ตลอดทางไม่พบผู้คน แต่กลับรู้สึกถึงสายตาล่องหนจากที่ใดสักแห่งจับจ้องอยู่
เมื่อเดินมาถึงคุกที่เคยถูกขังก่อนหน้านี้ ลูเมี่ยนลองสัมผัสความรู้สึก แล้วกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา
เขาเลือกที่จะ ‘เทเลพอร์ต’ กลับทรีอาร์โดยตรง ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ที่ตนเช่าไว้
ทั้งร่างกายและจิตใจของเด็กหนุ่มยังพอใช้ได้อยู่ แต่สมองกลับรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง อยากจะพักสักหน่อย
ลูเมี่ยนเพิ่งจะปรากฏร่าง ก็เห็นลุดวิกกำลังดื่มน้ำชายามบ่ายอยู่
ลุดวิกเงยหน้ามองมาแวบหนึ่ง แววตาพลันแข็งค้าง
กิ้ง!
ส้อมเงินในมือของเด็กชาย หล่นลงบนจานขนมทันที
…………………………………………………….