ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 843 ‘น้ำตาดำ’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 843 ‘น้ำตาดำ’
ตอนที่ 843 ‘น้ำตาดำ’
เมื่อเห็นแววตาหวาดกลัวอย่างชัดเจนในดวงตาของลุดวิก ลูเมี่ยนจึงก้มลงพินิจดูตัวเอง สำรวจเห็นอาภรณ์สีขาวล้วนที่ถักทอด้วยด้ายทองเหลือง
เด็กหนุ่มหัวเราะแผ่วเบาทันที พลางกล่าวกับลูกบุญธรรมของตนว่า
“ไม่ต้องกลัวหรอก ไม่มีสอบ ไม่มีเรียนด้วย”
ดวงตาของลุดวิกเป็นประกายขึ้นมา สีหน้าค่อยๆ ผ่อนคลายลง
เมื่อครู่นี้ เขานึกว่าพ่อทูนหัวได้เข้าร่วมศาสนจักร ‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ เสียแล้ว รู้สึกราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมา
ลูเมี่ยนชำเลืองมองลูกาโนที่รีบลุกขึ้นยืนอย่างลนลาน แล้วหยิบกระเป๋าอาหารของอดีตเถ้าแก่บาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ โยนมันให้ลุดวิก
“เอ้านี่ ของฝาก”
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่โมโรลา ลูเมี่ยนก็ไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยคำสัญญาอีกต่อไป มีสิทธิ์ได้รับเทวบารมีแล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเร่งการฝึกฝนทีมนักล่า และในทีมนี้ ลุดวิกคือบุคคลสำคัญที่สุด
หนึ่งในแผนการเพื่อฝึกฝนเทวทูตที่ถูกผนึกคือ การมอบความเมตตา
สีหน้าของลุดวิกพลันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดี ราวกับได้ก้าวจากนรกขึ้นสู่สวรรค์กะทันหัน
เขาตื่นเต้นจนจะงับกระเป๋าอาหารของ ‘ผู้ช่วงชิง’ แล้วกินสดๆ ทันที
ลูเมี่ยนนวดขมับเบาๆ พลางกำชับว่า
“บนนั่นติดเชื้อจุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับอยู่ นายควรจัดการมันเสียหน่อย เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายออกไป”
“จุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับ…” ลูกาโนสะดุ้งตกใจ สัญชาตญาณทำให้ถอยห่างจากลุดวิกทันที
ในฐานะ ‘แพทย์’ มืออาชีพ เขาเปิด ‘เนตรวิญญาณ’ จ้องกระเป๋าอาหารอยู่สองวินาที ก็พบร่องรอยของโรคจริงๆ
ลุดวิกงับบริเวณส่วนท้องกระเพาะเข้าปากเต็มคำ แล้วพูดอู้อี้ว่า
“กินเข้าท้องไปแล้ว โรคก็ไม่แพร่ออกมาหรอก”
“อย่างมากก็ปวดท้องแค่ชั่วครู่” ลุดวิกตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“งั้นฉันก็ไม่ต้องชำระล้างอาหารใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วสินะ? ยังไงนายกินไปก็ไม่เป็นอะไรอยู่ดี…” ลูเมี่ยนพึมพำ แล้วหมุนตัวเดินไปยังห้องนอนของตน
ลุดวิกฉีกกัดอาหารไปสองคำ ระหว่างนั้นก็เงยหน้าขึ้น ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก
“ขอบคุณครับ ขอบคุณ…พ่อทูนหัว”
ลูเมี่ยนยิ้ม พยักหน้าอย่างพอใจ
“ดีมาก มารยาทเริ่มดีแล้วสินะ”
ลุดวิกพลันสะท้านเยือก
น้ำเสียงและสีหน้าของพ่อทูนหัวตอนนี้ ช่างเหมือนกับพวกที่เขากลัวที่สุด
ครูบาอาจารย์ของเขานั่นเอง!
ลูเมี่ยนไม่ได้พูดอะไรอีก เข้าห้องนอน คลี่กระดาษจดหมาย เขียนสรุปประเด็นสำคัญของการเดินทางไปโมโรลา พร้อมทั้งบรรยายปัญหาที่ตนเองพบเจออย่างละเอียด
จากนั้น เขาอัญเชิญ ‘ตุ๊กตา’ ผู้ส่งสาร มอบจดหมายฉบับนี้พร้อมกับ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ให้
‘ตุ๊กตา’ ผู้ส่งสารใช้นิ้วสองนิ้วหยิบ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ อย่างรังเกียจ พูดด้วยน้ำเสียงบ่นว่า
“อย่าเอาอะไรต่อมิอะไรยัดเข้าไปข้างในสิ!”
“สกปรกเหลือเกิน! สกปรกเหลือเกิน! มันกลายเป็นถังขยะไปแล้ว!”
ลูเมี่ยนยิ้มแหยๆ ตอบว่า
“ก็ช่วยไม่ได้นี่นา”
จะให้ฉันพกพาสมบัติปิดผนึกพวกนั้นตรงๆ ได้ยังไง?
ผลกระทบด้านลบของพวกมันเมื่อรวมกัน อาจทำให้ฉันล้มตายคาที่ก็ได้
หลังส่ง ‘ตุ๊กตา’ ผู้ส่งสารไปแล้ว ลูเมี่ยนถึงกับไม่ทันได้เก็บโต๊ะที่กลายเป็นแท่นบูชา ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หลับตาลง ปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลาย
ที่โมโรลา เขาไม่เพียงต้องอดหลับอดนอนอ่านหนังสือ แม้แต่ตอนนอนก็ยังไม่เป็นสุข ด้วยมี ‘นางมาร’ บ้าคลั่งพักอยู่ห้องข้างๆ อีกทั้งศัตรูอื่นๆ ก็อาจจู่โจมได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้จิตใจของเขาตึงเครียดอยู่ตลอด ต้องคอยระแวดระวังภัยไม่หยุดหย่อน
บัดนี้ ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ได้สัมผัสความรู้สึกปลอดภัยที่ไม่ได้พบพานมานาน
ลูเมี่ยนหลับใหลอย่างรวดเร็ว หลับเป็นตายไม่รู้เรื่องรู้ราว กระทั่งตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาหกโมงเช้าของวันใหม่แล้ว
“ฟู่…สดชื่น โล่งสบาย” ลูเมี่ยนพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ยืดเส้นยืดสาย เห็น ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของตนกับจดหมายตอบกลับวางอยู่บนโต๊ะ
“ผู้ส่งสารมาแล้วเรายังไม่ตื่น…นี่แสดงว่าเราไว้ใจเธอพอสมควรเลย…” ลูเมี่ยนพึมพำ เดินไปที่โต๊ะ แล้วเปิดม่านหน้าต่าง
อาศัยแสงอรุณ เด็กหนุ่มนั่งลง อ่านจดหมายตอบกลับจากมาดามเมจิกเชี่ยน
“ในตอนนี้ การได้รับตราประทับเป็น ‘ผู้แทน’ ก็เพียงพอแล้ว เรื่องอื่นๆ ค่อยทำทีหลัง ไม่ว่าอย่างไร ในเรื่อง ‘0-01’ นี้ อย่างน้อยเธอก็นำหน้านิกายนางมารและ ‘เทวทูตสีชาด’ ไปหนึ่งก้าวแล้ว”
“แต่มีดีก็ต้องมีแย่ นี่เป็นเครื่องหมายว่าเธอได้ก้าวเข้าสู่เวทีการแย่งชิงตำแหน่งเทพ ‘นักบวชสีชาด’ อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากนี้จะถูกจับตามองมากขึ้น เผชิญอันตรายมากขึ้น แต่ก่อนนิกายนางมารอาจมองเธอเป็นผู้ที่สามารถร่วมมือด้วยได้ และเทวทูตสีชาดก็อาจพิจารณาใช้ประโยชน์จากเธอ แต่ตอนนี้ การกำจัดเธอโดยเร็ว เพื่อให้ตำแหน่งผู้แทน ‘0-01’ ว่างลง จะกลายเป็นทางเลือกที่พวกเขาต้องพิจารณาอย่างจริงจัง”
“ในประเด็นนี้ เธอก็ต้องเตือน ‘สองถ้วย’ ให้ระวังด้วย เพื่อไม่ให้ทางนั้นพลั้งเผลอถูกนิกายนางมารใช้ประโยชน์”
“แน่นอน เนื่องจากนิกายนางมารและ ‘เทวทูตสีชาด’ ต่างก็ได้ผลประโยชน์ไปบ้าง ต่างฝ่ายต่างได้ทิ้งเลือดไว้บน ‘0-01’ ความเร่งด่วนในการจัดการเธอจึงไม่ได้สูงนัก”
“เกี่ยวกับ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เนื่องจากในยุคที่สี่ ยุคที่สาม และยุคที่สอง ล้วนมีหายนะที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง จนตำนานพื้นบ้านหลายเรื่องไม่ได้ถูกส่งต่อมา อีกทั้งบน ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ก็ยังมีมลทินระดับสูงที่สงสัยว่ามาจาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ทำให้พวกเราไม่สามารถทำนายสืบสวน ต้องใช้วิธีการอ้อมๆ บางอย่าง ยากที่จะรวบรวมข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น พวกเราจึงไม่ได้ค้นพบว่า ตำนานดังกล่าวปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อใด เพียงแต่ยืนยันได้ว่ามีอยู่แล้วตั้งแต่ต้นยุคที่ห้า”
“จากรูปลักษณ์และสภาพที่เธอพรรณนามา พวกเราก็มีเหตุผลที่จะสงสัยว่า ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ คงเป็นแวมไพร์ระดับเทวทูต แต่จากข่าวที่ร่ำลือในหมู่ผีดูดเลือด ในความทรงจำของ ‘ดยุกจันทร์เต็มดวง’ โอลเมอร์ ผู้เป็นหนึ่งในสามดยุกแห่งผีดูดเลือด ซึ่งเป็นยอดฝีมือเก่าแก่ที่กำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคที่สอง ก็หามีญาติร่วมสายพันธุ์เช่นนี้ไม่”
“พึงทราบไว้ว่า เทวทูตลำดับ 2 ก็เทียบเท่าดยุกของผีดูดเลือด แม้ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของผีดูดเลือด จำนวนดยุกที่ผ่านมาก็ยังมีเพียงหยิบมือเดียว ย่อมไม่มีทางไม่รู้จักหรือจำกันไม่ได้”
“ขณะนี้เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่กำลังค้นคว้าหาร่องรอยจากตำราประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโอมีเบล่า เมื่อพบเบาะแสแล้วจะแจ้งให้เธอทราบอีกที”
พี่ใหญ่ท่อนแขนไม่ใช่ผีดูดเลือดสักหน่อย ทำไมมาดามเมจิกเชี่ยนถึงเรียกท่านว่าแวมไพร์ล่ะ? อา…ยอดฝีมือในเส้นทาง ‘จันทรา’ ไม่ได้เท่ากับผีดูดเลือดเสมอไป ก็เหมือนกับพวกศิษย์ ‘ปฐมจันทรา’ ในโรงเรียนกุหลาบ ที่ไม่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็นผีดูดเลือด ทั้งหมดล้วนถูกเรียกว่าแวมไพร์สังเคราะห์…ลูเมี่ยนเอนพิงพนักเก้าอี้ แล้วอ่านเนื้อหาที่เหลือต่อ
“เธอลองสืบข่าวทางชุมนุมแสงเหนือดูก็ได้ การจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากเทพที่พวกเขาเคารพบูชา แม้แต่ในหมู่เทพแท้จริงก็ยังมีโอกาสสำเร็จเพียงครึ่งๆ”
“ตามผลการทำนายของฉัน อัลบัส·เมดีซียังไม่ตาย บรรพชนของเขา เทวทูตสีชาดผู้นั้น หลังจากเข้าสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่ผ่านแผนการหอพัก อาจได้กระจ่างในประเด็นที่เกี่ยวกับยอดฝีมือบางท่าน หรือหลายท่านในโลกในกระจกพิเศษ ทำให้โอกาสที่อัลบัสจะหลบหนีออกจากโมโรลาผ่านโลกในกระจกพิเศษ ย่อมสูงขึ้นจากเดิมมาก”
“ไม่ต้องเสียดายหรอก นี่เป็นเรื่องดี อย่างน้อยพวกเราก็ได้รู้แล้วว่า เทวทูตสีชาดอาจร่วมมือกับยอดฝีมือในโลกกระจกพิเศษในบางเรื่อง”
“สมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ นั้นมีชื่อว่า ‘น้ำตาดำ’ เป็นน้ำตาที่นางมารสิ้นหวังคนหนึ่งหลั่งไว้ก่อนตาย ซึ่งได้ผสานรวมกับตะกอนพลังของนาง”
“น้ำตาดำจะผลิตจุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับอย่างต่อเนื่อง ปล่อยให้มันแพร่กระจายออกไปโดยรอบ ไม่มีวันยุติ”
“การสวมใส่ ‘น้ำตาดำ’ จะทำให้เสน่ห์ของเธอเพิ่มขึ้นมาก ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความเป็นสตรี แต่จะไม่ทำให้เธอเปลี่ยนเพศ”
“น้ำตาดำสามารถช่วยให้เธอควบคุมกระจกวิเศษได้บางส่วน รวมถึงการส่งข้อความผ่านโลกในกระจก การข้ามกระจก และมายากลกระจก”
“มันยังช่วยให้การ ‘เก็บเกี่ยว’ ของเธอรุนแรงยิ่งขึ้น สามารถทุ่มพลังทั้งหมดลงในการ ‘เก็บเกี่ยว’ ครั้งเดียวได้”
“ในบริเวณที่มีโลกในกระจกพิเศษ ‘น้ำตาดำ’ ยังช่วยให้เธอสามารถใช้ความพิเศษและพลังที่เกี่ยวข้องได้เบื้องต้น”
“ข้างต้นคือผลดี ส่วนผลเสียมีดังนี้”
“ผู้สวมใส่เองก็จะติดเชื้อโรคทางศาสตร์เร้นลับชนิดนั้นด้วย แต่นางมารทุกข์ระทมจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าและมีภูมิต้านทานสูงกว่า”
“ผู้สวมใส่จะประสบภาวะ ‘สุขสม’ เป็นช่วงๆ ทุก 45 ถึง 90 วินาที”
“แม้เพียงแค่พกพา มันก็จะทำให้เธออ่อนไหวง่ายขึ้น ถูกทำให้ซาบซึ้งและโน้มน้าวได้ง่ายขึ้น”
“การครอบครอง ‘น้ำตาดำ’ ยังมีโอกาสที่จะพบรักอันไม่พึงประสงค์ นี่เป็นผลจากคำสาปของนางมารสิ้นหวังผู้นั้นก่อนตาย”
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น
สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ ดูเหมาะจะปรากฏในหนังสือต้องห้ามอย่าง ‘สงฆ์ผู้ไล่สุนัข’ เสียมากกว่า
ภาวะ ‘สุขสม’ ทุก 45 ถึง 90 วินาทีนี่มันปัญหาใหญ่ในยามรบเลยนะ!
ฟรังก้าก็ใช้ไม่ได้ เว้นแต่จะจบศึกให้เร็ว แต่การติด ‘โรค’ ทางศาสตร์เร้นลับต้องใช้เวลา อา…ตอนนี้คงต้องถือว่ามันเป็นกระดุมกระจกที่ใช้ได้ไม่จำกัดครั้งไปก่อน ใช้ทีก็รีบปิดผนึกทันที…ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอ่านวิธีผนึกที่มาดามเมจิกเชี่ยนแนะนำมา
“วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือ หาสมบัติปิดผนึกในเส้นทาง ‘สุริยัน’ ชนิดที่ชำระล้างบริเวณโดยรอบอย่างต่อเนื่อง แล้วเก็บมันไว้ด้วยกันกับ ‘น้ำตาดำ’ ส่วนจะลดผลเสียของสมบัติปิดผนึกเส้นทาง ‘สุริยัน’ นั้นอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
“วิธีที่ง่ายที่สุด แต่มีเงื่อนไขเข้มงวดที่สุดคือ การวาง ‘น้ำตาดำ’ ไว้ในกระจกบานหนึ่ง ปล่อยให้จุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับของมัน ส่งผลเฉพาะในมิติหลังกระจก วางใจได้ จุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับไม่สามารถข้ามกระจกได้ ‘โรค’ จึงแพร่ออกมาไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าเธอไม่มีของอย่างอื่นที่ใช้ประโยชน์จากโลกในกระจกได้ พอใส่เข้าไปแล้วก็จะเอาออกมาไม่ได้อีก และถ้ากระจกที่ใช้ปิดผนึก ‘น้ำตาดำ’ แตก มันก็จะหายสาบสูญไปในโลกในกระจก ไม่รู้จะระเหเร่ร่อนไปยังแห่งหนใด”
“วิธีที่ปรับแต่งเฉพาะที่สุดคือ ฉันได้แยกมิติส่วนหนึ่งในกระเป๋านักเดินทาง ซึ่งไม่เชื่อมต่อกับมิติอื่นไว้ให้เธอแล้ว เพียงแค่โยนเปลวไฟที่ลุกไหม้ได้นานกว่าครึ่งชั่วโมงเข้าไปเป็นระยะๆ เพื่อเผาผลาญจุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับก็พอ”
“ของอย่างอื่นในกระเป๋านักเดินทาง ฉันได้ชำระล้างให้หมดแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการติดเชื้อ”
ลูเมี่ยนอ่านจดหมายตอบจบ แล้วถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
นี่แหละผลประโยชน์ของการเป็นสมาชิกชุมนุมทาโรต์!
หลังจากเผาจดหมายแล้ว เด็กหนุ่มก็ตรวจสอบกระเป๋านักเดินทาง ยืนยันว่าตะกอนพลังนางมารทุกข์ระทมที่ชาลิสต์สกัดออกมา เป็นดวงตางดงามดวงหนึ่ง โดยมันถูกยัดไว้ในมิติแยกเก็บ ‘น้ำตาดำ’ พร้อมกับชิ้นส่วนศพ หากต้องการใช้ในภายหลัง จำเป็นต้องชำระล้างหรือ ‘ฆ่าเชื้อ’ เสียก่อน
แขวนกระเป๋านักเดินทางเรียบร้อยแล้ว ลูเมี่ยนก็เดินไปยังกระจกเงาบานใหญ่ในห้อง
…………………………………………………….