ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 844 การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 844 การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
ตอนที่ 844 การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
ลูเมี่ยนวางมือลงบนผิวกระจก กระตุ้นพลังพันธสัญญา ‘รอยประทับกระจกเงา’
เขารับรู้ได้ทันที ถึงรอยประทับหลายแห่งที่ตนทิ้งไว้ บางอันชัดเจน บางอันพร่าเลือน บางอันราวกับแสงริบหรี่ที่ลอดผ่านขอบฟ้า
รอยที่ชัดเจนมาจากห้องหนังสือของโมรัน·อาวินี รวมถึงอพาร์ตเมนต์ที่ฟรังก้าจินนาเช่าอยู่ ส่วนรอยที่พร่าเลือนนั้น ผันแปรและเคลื่อนที่อยู่เสมอ มาจากคลังสมบัติบนเรือ ‘โทสะสีคราม’ ส่วนรอยที่เหลือคล้ายกับแสงริบหรี่ขอบฟ้า ทำให้ลูเมี่ยนรู้สึกราวกับมองผ่านรัตติกาล ไกลเกินเอื้อมถึง พวกมันคือรอยประทับที่ลูเมี่ยนทิ้งไว้บนกระจกต่างๆ ในโมโรลา
ในขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนก็รู้สึกถึงการเรียกร้องอันรุนแรง รับรู้ถึงสายสัมพันธ์อันประหลาด มั่นคง และแน่นแฟ้นระหว่างตัวเขากับ ‘เมืองเนรเทศ’
ภาพโลกอันมืดมิดวังเวง ภาพยอดเขาซากศพ แว่วผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง กลิ่นคาวสนิมเหล็กปนเลือดแผ่ซ่านเข้าจมูก กลางหว่างคิ้วปวดแสบแปลบปลาบ
“ถ้าเราต้องการ ตอนนี้ก็สามารถใช้ ‘น้ำตาดำ’ ก้าวเข้าไปในกระจก ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยังโมโรลาได้ทันที…” ความเข้าใจผุดวาบขึ้นในห้วงคิดของลูเมี่ยน
แน่นอน การ ‘เทเลพอร์ต’ เช่นนี้ย่อมต้องผ่านโลกในกระจกพิเศษ ซึ่งสำหรับลูเมี่ยนแล้ว นี่เป็นเรื่องอันตรายยิ่งนัก
ลูเมี่ยนถอนความสนใจกลับ หันมาพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง หลังจากได้เป็นผู้แทนของ ‘0-01’
ไม่นานนัก เขาก็ได้ข้อสรุป
“หากอยู่ในโมโรลา ‘0-01’ จะช่วยเราแบ่งเบาความเสียหายส่วนหนึ่ง และยังสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศให้เป็นไปในทิศทางที่ใกล้เคียง หรือทำให้สภาพอากาศปัจจุบันรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นหายนะ อีกทั้งยังสามารถสร้างหมอกแห่งสงครามในวงจำกัด ใช้พลัง ‘เสียงคำรามสงคราม’ ‘บทเพลงสงคราม’ เพิ่มพลังให้ตนเองและพวกพ้อง ลดทอนศัตรู…”
“นอกจากนี้ ยังสามารถทำให้ตัวเองเทียบเท่ากับ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ลำดับ 4 ได้ในระยะเวลาหนึ่ง เว้นแต่ไม่มีเทวบารมีและไม่มีร่างสัตว์ในตำนานที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนอื่นมีครบ เพียงแต่อ่อนกว่า ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ตัวจริงอยู่บ้าง อันที่จริง นี่คล้ายกับได้รับพรของลำดับ 4 แต่พรระดับสูงก็มักจะมาพร้อมกับเทวบารมีด้วย…”
“หากเรายอมสละจิตสำนึก ก็ยังสามารถเข้าใกล้ลำดับ 3 ได้ชั่วครู่…”
“หึๆ…จะทำเรื่องพวกนี้ได้ก็ต้องอยู่ในโมโรลาเท่านั้น… 0-01 ถูกผนึกอยู่ พอออกจากโมโรลา มันก็ไม่สามารถส่งอิทธิพลได้แล้ว”
“แต่สถานะผู้แทน หรือจะเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอันเกิดจากมลทิน เป็นของจริงแท้ ไม่มีวันถอยกลับ”
“ตัวเราถึกขึ้นมาก แม้จะยังสู้สภาพของ ‘อัศวินรุ่งอรุณ’ ลำดับ 6 ในเส้นทาง ‘นักรบ’ ที่สวมชุดเกราะไม่ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับโดนยิงที่หัวนัดเดียวจอดเหมือนแต่ก่อน หากศัตรูไม่ได้เล็งจุดอ่อนและไม่ได้ใช้ ‘เก็บเกี่ยว’ ต้องยิงสองถึงสามนัดถึงจะเปิดกะโหลกเราได้…”
“พละกำลัง ความเร็ว การตอบสนอง ร่างกาย และความคล่องแคล่วก็เช่นกัน ร่างกายยังเปลี่ยนไปในทางที่แข็งแกร่งเป็นชายมากขึ้น หึหึ…ดีนะที่เราสามารถโกนหนวดด้วยเปลวเพลิงได้ ไม่เช่นนั้นแค่ครึ่งวัน หนวดก็จะรุงรังดูไม่ได้เลย”
“พลังวิญญาณเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ เพิ่มขึ้นราวสี่สิบถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ หากสั่งสมสำรองไว้อีกครั้งในชีวิตประจำวัน ก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องพลังวิญญาณไม่พอแล้ว…”
“อา…ตามคำที่พี่สาวและฟรังก้าชอบใช้ ค่าต้านทานไฟของเราก็แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย ไฟที่อุณหภูมิไม่พอ แทบไม่สามารถทำอันตรายใดได้ ต้องเป็นเปลวไฟสีขาวโชติช่วงของลำดับ 5 ถึงจะได้ผลบ้าง หึๆ ต่อไปเมื่อใช้ ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ ความเสียหายและความเจ็บปวดจากเปลวไฟกำมะถัน ก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดด้วย หืม…ส่วนสูงยังเพิ่มขึ้นอีกสามสี่เซนติเมตร…”
ลูเมี่ยนรู้สึกว่าตอนนี้ตนเองก็คือ ‘ยมทูต’ ที่แข็งแกร่งและใหญ่โตกว่าปกติ
“คุ้มค่ากับที่ตรากตรำอ่านหนังสือมานาน…” เขาพึมพำอย่างรำพึง แล้วเปิดประตูห้องนอนเดินออกไป
ลุดวิกเพิ่งตื่นได้ไม่นาน สวมหมวกนอนพื้นน้ำเงินลายดาวสีเหลือง นั่งดื่มนมอย่างสดชื่นแจ่มใส
ลูเมี่ยนเหลือบมองลูกาโนที่กำลังวุ่นอยู่ในครัว แล้วถามลูกบุญธรรมของตนพลางยิ้ม
“กระเพาะของ ‘ผู้ช่วงชิง’ เมื่อวาน นายเอาไปทำอาหารวิเศษแบบไหน ยังเหลืออยู่อีกเท่าไร?”
ลุดวิกอึ้งไปครู่หนึ่ง
“ผมกินหมดแล้วครับ”
“…” ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว “ฉันนึกว่านายจะเก็บไว้บ้าง ทำเป็นอาหารที่มีฤทธิ์พิเศษ แบ่งปันให้พวกเรา”
ลุดวิกเงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะตอบอย่างจริงใจ
“ผมต้านทานความเย้ายวนของมันไม่ไหว”
ลูเมี่ยนจ้องมองเด็กชายผู้นี้ จนกระทั่งเขาก้มหน้าลงอย่างเก้อเขิน
“คราวนี้ช่างเถอะ ฉันเข้าใจแรงกระหายของนาย แต่เมื่อรู้ว่าเป็นข้อผิดพลาดก็ต้องแก้ไข เข้าใจไหม?” สีหน้าของลูเมี่ยนกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง
เขาไม่ได้โกรธที่กระเพาะของ ‘ผู้ช่วงชิง’ ถูกลุดวิกกินจนหมด จนตนเองไม่ได้ลิ้มรสแม้แต่น้อย สำหรับเขาแล้ว ของพรรค์นี้พลาดก็คือพลาด ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ที่ต้องแสดงท่าทีเคร่งขรึมออกมานั้น ก็เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของการอบรมสั่งสอน
ไม่ว่าจะในฐานะพ่อทูนหัว หรือผู้นำทีม เด็กหนุ่มล้วนมีหน้าที่ต้องทำเช่นนี้ จึงจะสามารถประกอบพิธีกรรมให้สำเร็จ และก้าวขึ้นเป็น ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ ได้โดยเร็ว
“ครับ พ่อทูนหัว” ลุดวิกตอบเสียงเบา
ลูเมี่ยนทรุดกายลงนั่ง พลางรอรับประทานอาหารเช้าไปพลางถามไถ่ลุดวิก
“นายเลื่อนลำดับเป็น ‘ผู้ช่วงชิง’ แล้วหรือ?”
“ยังขาดอีกนิด แต่ใช้พลัง ‘ผู้ช่วงชิง’ ได้บ้างแล้วครับ” ลุดวิกตอบพลางดื่มนมอึกๆ
ลูเมี่ยนพยักหน้าน้อยๆ ไม่ซักไซ้ต่อ
…………
ณ อพาร์ตเมนต์ 702 เลขที่ 9 ถนนโอโรเซ เขตหอรำลึก กรุงทรีอาร์
หลังอาหารเช้า ลูเมี่ยนก็มาหาฟรังก้ากับจินนา
เขากดกริ่งอย่างสุภาพ ด้วยเกรงว่าในยามนี้ ‘นางมาร’ ทั้งสองอาจยังแต่งกายไม่เรียบร้อยหรืออาจนุ่งน้อยห่มน้อย
ยามนี้พ้นฤดูหนาวมาแล้ว ด้วยความสามารถในการต้านทานความหนาวเย็นของ ‘นางมาร’ ภายในห้องจึงสวมเพียงอาภรณ์บางๆ ก็พอ
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง! ฟรังก้าในชุดเชิ้ตสุภาพสตรีกับกางเกงขายาวพอดีตัว สวมรองเท้าแตะขนฟู มาเปิดประตู
เธอมองลูเมี่ยนด้วยความประหลาดใจพลางเอ่ยว่า
“คุณกลับมาจาก ‘เมืองเนรเทศ’ แล้วหรือ?”
ไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ?
ครั้งก่อนที่ติดต่อกัน ยังอ่านหนังสืออยู่เลยนี่!
ลูเมี่ยนเดินผ่านข้างกายฟรังก้าเข้าสู่อพาร์ตเมนต์ ยิ้มพลางกล่าวว่า
“ผมใช้ ‘กระดุมกระจก’ ของคุณจนหมดแล้ว”
“ไม่เป็นไร” ฟรังก้าผู้ครอบครอง ‘เครื่องรางน้ำแข็ง’ โบกมือด้วยท่าทีใจกว้างยิ่ง
ลูเมี่ยนกำลังจะอ้าปากพูด แต่ทันใดนั้นก็เหลือบเห็นจินนายืนอยู่ตรงโต๊ะอาหาร
เด็กหนุ่มพบว่าผิวหน้าของ ‘แม่มด’ ผู้นี้ ราวกับเพิ่งผ่านการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก ทั้งเกลี้ยงเกลาและละเอียดลออ ดวงตาใสกระจ่างดุจสายน้ำยามฤดูใบไม้ร่วง แฝงไว้ด้วยอารมณ์นับพันถ้อยคำนับหมื่น ชวนให้ผู้คนจมดิ่งลงไปโดยไม่อาจต้านทาน ส่วนชุดกระโปรงยาวสีอ่อนเรียบง่ายเข้าเอวที่เธอสวมใส่ ขับเน้นให้เห็นสัดส่วนงดงามพอเหมาะมิได้เกินเลย ผิวกายส่วนที่เปลือยเปล่ามีเสน่ห์เกินกว่าจะพรรณนา
ลูเมี่ยนรู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาทันที ร่างกายเกิดความร้อนรุ่มอย่างห้ามไม่อยู่
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงละสายตา พลางกล่าวกับจินนาอย่างครุ่นคิด
“คุณเลื่อนลำดับเป็น ‘สุขสม’ แล้วหรือ?”
“ใช่” จินนาหัวเราะเย้าแหย่ “ดูท่าโอสถขวดนั้นจะไม่ใช่ของปลอม”
ลูเมี่ยนแค่นเสียง ‘เฮอะ’
“เมื่อครู่คุณใช้เสน่ห์กับผมหรือ?”
“เปล่าสักหน่อย” จินนาหัวเราะในลำคอ “อาจเป็นเพราะเพิ่งเลื่อนลำดับ พลังโอสถยังไหลล้นอยู่บ้าง แต่…ความยับยั้งชั่งใจของคุณ ก็ไม่ดีอย่างที่ฉันคิดไว้นะ”
ก็จริง…ลูเมี่ยนเองก็รู้สึกว่าปฏิกิริยาของตนเมื่อครู่ ไม่สมกับเป็น ‘นักพรต’ โดยสงสัยว่าอาจเป็นเพราะหลังใช้ ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ ยังมีความชั่วร้ายตกค้างอยู่ ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะจางหายไป อีกทั้งใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ยังมีเครื่องประดับ ‘น้ำตาดำ’ เพิ่มเข้ามา แม้ ‘สมบัติปิดผนึก’ ระดับ ‘1’ ชิ้นนี้จะถูกแยกกักไว้ แต่ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ก็ไม่อาจกั้นอิทธิพลได้สิ้นเชิง ย่อมมีผลข้างเคียงด้านลบรั่วไหลออกมาบ้าง
นี่ก็เป็นเหตุผลที่เขาต้องเผา ‘จุลชีพก่อโรค’ ศาสตร์เร้นลับในมิติแยกนั้นเป็นระยะ
เด็กหนุ่มหาข้ออ้างให้ตัวเอง พลางหัวเราะเยาะว่า
“เพราะตอนนี้ผมยังอ่อนแอ อารมณ์และตัณหาจึงแปรปรวนง่าย”
มองดูสองคนโต้ตอบกัน ฟรังก้ารู้สึกขัดเคืองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอจึงเบี่ยงประเด็นสนทนา พลางแบ่งปันอย่างตื่นเต้นว่า
“ตอนที่จินนาเลื่อนลำดับ พวกเราได้ข่าวกรองสำคัญและคาดไม่ถึงมาอย่างหนึ่ง คุณลองเดาสิว่าคืออะไร”
ลูเมี่ยนดึงเก้าอี้มานั่ง ครุ่นคิดก่อนตอบว่า
“เกี่ยวกับกริสโมนาหรือ?”
ฟรังก้านั่งลงข้างๆ แล้วดีดลิ้น ‘จิ๊’
“หูไวนี่ คุณลองเดาสิว่า บิดาของกริสโมนาคือผู้ใด”
ลูเมี่ยนตั้งใจจะสังเกตสีหน้าของฟรังก้ากับจินนา แต่ความงามของ ‘นางมาร’ ทั้งสองที่เปล่งประกายคู่กัน ทำเอาเด็กหนุ่มต้องเบือนสายตาโดยไม่รู้ตัว
เขาชั่งคำพูดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“ดูจากท่าทีและน้ำเสียงของพวกคุณแล้ว ผมจะลองเดาไปในทิศทางที่เป็นไปยากที่สุด”
“จักรพรรดิโลหิต อลิสต้า·ทูดอร์!”
สีหน้าของฟรังก้าและจินนาแข็งค้างไปทันที
ลูเมี่ยนถามกลับด้วยความตะลึง
“เดาถูกหรือ?”
“ใช่ ยินดีด้วยนะ” ฟรังก้าพยักหน้าอย่างจริงจัง
“นี่มัน…ไม่สอดคล้องกับความรู้ทางศาสตร์เร้นลับเลย” ลูเมี่ยนเผยความสงสัยเช่นเดียวกับที่ฟรังก้าและจินนาเคยมี
‘นางมาร’ ทั้งสองจึงเล่าเรื่องที่พวกเธอถกเถียงกันให้ฟังอีกครั้ง
ฟังไปฟังมา ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เป็นอะไรหรือ?” จินนาถามอย่างว่องไว
ลูเมี่ยนลูบคาง
“ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งที่พบในโมโรลา”
“เรื่องอะไร?” ฟรังก้าอยากถามถึงประสบการณ์ของลูเมี่ยนในโมโรลามาตั้งนานแล้ว
ด้วยตระหนักว่าความรู้เกี่ยวกับ ‘0-01’ จะนำมาซึ่งมลทิน ลูเมี่ยนจึงเน้นเล่าถึงการต่อสู้ระหว่างตนกับอัลบัส จูลี่ วานาค และคนที่เหลือ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของหนังสือและความรู้
“ตอนนี้ผมเป็นผู้แทนของ ‘0-01’ แล้ว แต่อำนาจจะใช้ได้เฉพาะในโมโรลา” ลูเมี่ยนกล่าวอย่างครุ่นคิด “สิ่งที่ผมสงสัยคือ หลังจากจูลี่อ้อนวอนขอพระองค์ลงมา ทำไมผมที่กลายเป็นหินไปแล้ว จึงหนีออกมาได้ ทำไมยังไม่ตายไปอีก?”
ฟรังก้าเม้มริมฝีปากก่อนว่า
“พวก ‘นักล่า’ เนี่ยนะ…รบกันก็วกวนไปวนมา เล่ห์ซ้อนเล่ห์ ไม่มีความตรงไปตรงมาเอาเสียเลย!”
เธอหัวเราะแล้วเอ่ยต่อ
“ตามความคิดของฉัน นางมารต้นกำเนิดคือผู้ที่โยนคุณออกจากบริเวณเสด็จเยือน พระองค์คงไม่อยากให้ความหวังสุดท้ายในการฟื้นคืนชีพของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ต้องดับสูญ สมเหตุสมผลดีใช่ไหม? นี่มันรักแท้ชัดๆ!”
ลูเมี่ยนไม่รีบคัดค้านถ้อยคำที่ฟังดูเหมือนล้อเล่นนี้ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า
“บางที อาจไม่ใช่รักแท้ แต่เป็นความจำเป็นจริงๆ”
“บางที คงต้องรอให้ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ฟื้นคืนชีพเสียก่อน จุดประสงค์ที่พระองค์และ ‘นางมารต้นกำเนิด’ สร้างโลกในกระจกพิเศษนั่นขึ้นมา จึงจะดำเนินต่อไปได้…”
…………………………………………………….