ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 846 ‘เจรจา’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 846 ‘เจรจา’
ตอนที่ 846 ‘เจรจา’
………………..
เมื่อเห็นข้อความวรรคแรกในจดหมาย ฟรังก้ารู้สึกราวกับว่า ในที่สุดมันก็มาเสียที
เธอรอมาตลอด รอให้มิสเตอร์สตาร์เสนอความต้องการ เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนโอสถลำดับกลางถึงต่ำของเส้นทางรัตติกาลให้อมันดีน
ฟรังก้าอ่านเนื้อความด้านหลัง ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นระคนประหม่าไม่เบา
“เขาอยากให้คุณช่วยถอดความตัวอักษรในเอกสารแนบจดหมายฉบับนี้ มันดูคล้ายกับที่ปรากฏในไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์อยู่บ้าง”
“เขาไม่ได้จำกัดเวลา คุณค่อยๆ ทำไปแล้วกัน”
“เรื่องที่พวกคุณพูดถึงว่า บิดาของกริสโมนาอาจเป็นจักรพรรดิโลหิต อลิสต้า·ทูดอร์ ถือเป็นข่าวกรองที่มีประโยชน์และสำคัญอย่างยิ่ง”
“บัดนี้ทางเราสงสัยว่า ผู้ที่อยู่ในส่วนลึกสุดของโลกกระจกพิเศษ ผู้ที่คนในกระจกเคารพศรัทธา อาจไม่ใช่นางมารต้นกำเนิดในความหมายที่แท้จริง หากแต่เป็นหนึ่งในจุดประสงค์ดั้งเดิมที่จักรพรรดิโลหิตและนางมารต้นกำเนิดสร้างโลกในกระจกพิเศษขึ้นมา มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับนางมารต้นกำเนิด แต่ดูเหมือนว่ามันจะหลุดพ้นจากการควบคุมของเหล่าพระองค์ไปเสียแล้ว สภาพที่ไม่ค่อยดีของนางมารต้นกำเนิดในปัจจุบัน น่าจะมีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วย”
“ในภายภาคหน้า ภารกิจหลักของคุณกับเจ็ดถ้วยคือ การตามหาจัสมิน คนในกระจก และลองหยั่งเชิงนางมารดำ ดูว่าอีกฝ่ายมีความเข้าใจอันลึกซึ้งเกี่ยวกับโลกในกระจกพิเศษหรือไม่ แน่นอนว่าก่อนอื่น พวกคุณต้องรับประกันความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรก”
“หากพบเหตุผิดปกติ ขอความช่วยเหลือจากฉันได้ทุกเมื่อ”
มาดามจัดจ์เมนต์ก็ยังคงไม่พูดเกินจำเป็นเหมือนเคย…ฟรังก้าพลิกไปยังหน้าจดหมายถัดไป
ส่วนที่เหลือคือเอกสารแนบ
ฟรังก้าเพียงแค่ชำเลืองมอง ม่านตาก็พลันขยายกว้าง
น…นี่มัน…ไม่ใช่ตัวอักษรในไดอารีของจักรพรรดิโรซายล์สักหน่อย!
นี่ไม่รู้ว่าเป็นอักษรกระดูกเต่า หรืออักษรจารึกโลหะ แต่ยังไงก็เป็นหนึ่งในตัวอักษรโบราณที่สุดของประเทศ ก่อนที่เธอกับจักรพรรดิโรซายล์จะข้ามมิติมา!
“ไปได้ของแบบนี้มาจากไหน?”
“ใครจะไปรู้เรื่องพวกนี้กัน…”
“ไม่แน่ใจว่าจะเป็นอักษรกระดูกเต่าหรืออักษรจารึกโลหะจริงๆ ไหม….ก็เราอ่านไม่ออกนี่นา เป็นแค่คนไร้การศึกษา…”
“หรือจะเป็นภาษาศาสตร์เร้นลับที่ไม่รู้จักในโลกนี้ แค่บังเอิญคล้ายอักษรกระดูกเต่า?”
“แต่มันก็ดูคล้ายมากเลย…ดูปุ๊บก็รู้ว่าเป็นอักษรภาพ!”
ฟรังก้าเริ่มพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด
แม้เธอจะไม่เคยเรียนอักษรกระดูกเต่าหรืออักษรจารึกโลหะมาก่อน แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคอินเทอร์เน็ต ก็ย่อมพอได้เห็นผ่านมาบ้าง จึงสามารถจดจำความหมายของอักษรง่ายๆ ได้สองสามตัว อย่างเช่น ตัว ‘คน’
ไม่นานนัก เธอก็พบอักษรภาพที่คล้ายกันหลายตัว
“ต่างจากที่เราจำได้นิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วเหมือนกัน…”
“ลองถือว่าเป็นอักษรกระดูกเต่าหรืออักษรจารึกโลหะก่อน…มิสเตอร์สตาร์ไปได้มันมาจากไหน? พวกเขาตามหาแฮร์ริสันจากเกาะแห่งการคืนชีพเจอแล้วหรือ? ไม่สิ ถ้าตามเจอแล้วจริง ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่บอกเรา…”
“หรือว่า ตอนที่ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่ไล่ตามหาเครเมอโล หนึ่งในสิบเสาหลักแห่งนิกายมอสส์ที่หายตัวไป เขาได้พบเบาะแสเกี่ยวกับปรมาจารย์สวรรค์?”
“อันนี้แหละ! น่าจะเป็นเพราะอย่างนี้ คำนำของเอกสารถึงแจ้งกับเราว่า ลำดับตัวอักษรถูกสลับไว้แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เราได้รับมลทินระหว่างถอดความ สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์สวรรค์ผู้ครอบครองทั้งเส้นทางผู้ส่องความลับและนักปราชญ์!”
“แต่ถ้าไม่มีบริบทเชื่อมโยง ความยากในการถอดความก็เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่เท่าตัว…”
“เฉินถู! เกราะซ่อนเงาเฉินถูอาจจะรู้ แต่เรียกมาครั้งหนึ่งถามได้แค่สามสี่คำถาม…ไม่รู้ว่าจะถามตรงๆ ถึงความหมายคร่าวๆ ของเอกสารชุดนี้ได้ไหม…”
ท่ามกลางกระแสความคิด ฟรังก้าตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกก่อน
ในสมาคมมีสมาชิกจำนวนมากที่มาจากประเทศเดียวกับเธอ และหลายคนก็มีการศึกษาสูง อาจมีคนที่เคยศึกษาหรือสัมผัสกับอักษรกระดูกเต่าและอักษรจารึกโลหะอย่างลึกซึ้ง
ฟรังก้าไม่ได้หวังว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็นปรมาจารย์ด้านอักษรกระดูกเต่าหรืออักษรจารึกโลหะ แค่สามารถอ่านตัวอักษรที่ใช้บ่อยออกก็พอ ส่วนที่เหลือก็ให้ไพ่อาร์คาน่าใหญ่เดาจากบริบทในเอกสารต้นฉบับ
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ฟรังก้าก็ลงมือเขียนจดหมายอย่างกระตือรือร้น ตั้งใจจะอัญเชิญผู้ส่งสารของมาดามเฮล่า เพื่อขอจัดชุมนุมในอนาคตอันใกล้
เธอขี้เกียจออกไปข้างนอกเพื่อ ‘นัดเดต’ กับลูเมี่ยนและพูดคุยเรื่องนางมารดำ หลังจากแทะขนมปังครีมไปหนึ่งชิ้น ก็นั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ คัดเลือกตัวอักษรไม่กี่ตัวที่พอจะอ่านออก มาศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
…………
ณ อพาร์ตเมนต์ที่ลูเมี่ยนเช่าอยู่ในเขตหอรำลึก
ลูเมี่ยนนั่งอยู่บนโซฟา มองลุดวิกที่กำลังอ่านนิตยสารหน้าทะเล้น พลางครุ่นคิดถึงแผนการ ‘ฝึกฝน’ ขั้นต่อไป
ผ่านไปสิบกว่านาที เด็กหนุ่มก็ยิ้มให้ลุดวิก
“ช่วงนี้นายดูว่างๆ นะ…นอกจากกินก็ไม่มีอะไรทำแล้ว”
“งั้นฉันจะหาการบ้านให้ทำก็แล้วกัน”
จุดสำคัญของการ ‘ฝึกฝน’ คือการทำให้อีกฝ่ายเชื่อฟังคำสั่ง แม้แต่สิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ ก็ต้องบังคับตัวเองให้ทำ
แน่นอน ลำพังการข่มขู่และกดดันย่อมใช้ไม่ได้ผล อาจสำเร็จแค่ครั้งสองครั้ง แต่ถ้าทำบ่อยครั้ง ลุดวิกต้องหนีออกจากบ้านอีกแน่นอน
สีหน้าของลุดวิกพลันเปลี่ยนเป็นหวาดผวา ราวกับจะบอกว่า ‘เห็นไหม สุดท้ายคุณก็ถูกศาสนจักรความรู้ทำให้มีมลทินจนได้!’
ไม่ทันให้เขาได้พูด ลูเมี่ยนก็กล่าวต่อไปตามใจชอบ
“การบ้านนี้คือการชิมพายเนื้อที่มีชื่อเสียงพอสมควรในทรีอาร์ ให้หาข้อมูลเอง วางแผนเส้นทางเอง แล้วสรุปเป็นรายงานรีวิวอาหารมา”
ขั้นแรกของการทำให้เชื่อฟังคำสั่งคือ การทำให้เด็กยอมรับคำสั่ง เนื้อหาต้องอยู่ในขอบเขตที่เขาทำได้และเต็มใจทำ แล้วจึงค่อยเพิ่มระดับขึ้นในภายหลัง
ดวงตาของลุดวิกพลันเปล่งประกาย
เขาเลียริมฝีปากพลางเอ่ยตอบ
“ตกลง!”
เด็กชายมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วลุกขึ้นยืนอย่างใจร้อน
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย!”
“ฟ้ามืดแล้ว ข้างนอกอันตรายเกินไป นายก็ยังเป็นแค่เด็ก”
อันตรายเกินไป…เป็นแค่เด็ก…ลูกาโนด้านข้างอดมองลุดวิกไม่ได้ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย
ลูเมี่ยนถอนหายใจพลางเอ่ยต่อ
“ฉันหมายความว่า เขายังเป็นแค่เด็ก ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ดีพอ อาจเป็นอันตรายต่อชาวเมืองทรีอาร์ที่เดินถนนตอนกลางคืน”
เด็กหนุ่มหันไปบอกลุดวิกทันที
“คืนนี้นายค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารก่อน วางแผนให้ดี พรุ่งนี้รอให้ฟ้าสางแล้ว ค่อยออกไปจัดการให้สำเร็จ”
“อื้อๆ!” ลุดวิกกระโดดลงจากโซฟาเดี่ยว รีบค้นหาหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ ด้วยท่าทางจริงจังยิ่งนัก
ลูเมี่ยนพยักหน้าด้วยความพอใจ เดินกลับห้องนอนของตน หย่อนเปลวไฟสีขาวโชติช่วงที่ลุกไหม้ต่อเนื่อง ลงในมิติแยกต่างหากภายในกระเป๋านักเดินทาง
ครู่หนึ่งผ่านไป เด็กหนุ่มหยิบชิ้นส่วนศพของชาลิสต์ที่ไหม้เกรียมจนผิดรูป มองไม่ออกว่าเป็นส่วนใดของร่างกาย ขึ้นมาพินิจพิเคราะห์
ตามผลการทำนายด้วยกระจกวิเศษของฟรังก้า ชิ้นส่วนนี้เมื่อผ่านการสกัดและปรุงแต่ง สามารถใช้แทน ‘ปลายหางงูดำสองหาง’ ในวัตถุดิบเสริมของโอสถ ‘ทุกข์ระทม’ ได้
ส่วน ‘เลือดค้างคาวหน้าลาย’ ในวัตถุดิบเสริมก็ไม่จำเป็นต้องหาอีก เลือดของฟรังก้าเป็นของทดแทนที่ดีกว่า
ลูเมี่ยนยัดชิ้นส่วนศพกลับเข้าไปในกระเป๋านักเดินทาง แล้วหยิบหนังสือที่ยืมมาจากวิหารแห่งความรู้ในโมโรลาขึ้นมา
แม้มาดามเมจิกเชี่ยนจะช่วยผนึก ‘น้ำตาดำ’ ให้แล้ว แต่ความรู้ที่มีประโยชน์ ใครจะมีมากไปเสียเมื่อไร
แน่นอน ยิ่งเป็นความรู้ที่มีประโยชน์มากเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสแฝงไว้ด้วยมลทินรุนแรง ต้องชั่งน้ำหนักและเลือกสรรให้ดี
ลูเมี่ยนจุดตะเกียงแก๊สบนผนัง หยิบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘ก้าวสู่สถานศักดิ์สิทธิ์’ ขึ้นมาอ่านอย่างผ่อนคลาย
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป เขาก็พลันเอียงศีรษะมองไปทางประตู
ประตูห้องเปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยด ร่างหนึ่งงอกออกมาจากเงามืด
เป็นจินนาในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกับกระโปรงผ้าโปร่งสีอ่อน ผมสีเชือกป่านที่เข้มกว่าปกติของเธอเกล้าขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินกลมโตเป็นประกาย บนใบหน้าแต่งด้วยแป้งบางๆ กลางจมูกติดไฝเทียมเล็กๆ สีดำ
เสื้อเชิ้ตสุภาพสตรีประดับลายดอกไม้สีขาวของเธอ ไม่ได้เปิดโป๊สักเท่าใด แต่กลับทำให้ผู้คนจินตนาการไปต่างๆ นานา กระหายน้ำจนลิ้นแห้งผาก ด้วยส่วนโค้งเว้าอันเกือบจะสมบูรณ์แบบ
ในชั่วขณะนี้ ลูเมี่ยนราวกับเห็นเงาสองสายของ ‘นางพญา’ จินนา ในอดีต กับเชเลีย·เบลโล นักแสดงฝึกหัด ซ้อนทับกัน งามสะอาดแต่แฝงเสน่ห์ยั่วยวนอย่างบอกไม่ถูก
“ฉันมีเรื่องอยากรบกวนคุณหน่อย” จินนายิ้มน้อยๆ พลางปิดประตูห้อง
ลูเมี่ยนพลันเกิดลางสังหรณ์อันตราย ไม่ใช่ว่าชีวิตถูกคุกคาม แต่เป็นความไม่สบายใจจากเรื่องอื่น
“เกรงว่าผมคงจะช่วยคุณไม่ได้” ลูเมี่ยนอาศัยคุณสมบัติของนักพรต พูดอย่างสงบนิ่งโดยเปลือกนอก
จินนาทอดเปลือกตาลง บดบังนัยน์ตาสีน้ำเงินที่เปล่งประกายชุ่มฉ่ำ
เธอเดินมายังขอบเตียง นั่งลง แล้วเงยหน้ามองลูเมี่ยนใหม่ พูดด้วยแววตาเจือรอยยิ้ม
“คุณช่วยฟังฉันให้จบก่อน ลองฟังเหตุผลกันสักหน่อย”
ลูเมี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูด
“ไหนว่ามา”
จินนานำสองมือยันไว้ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย พูดด้วยท่าทางกึ่งซุกซน
“ดูเหมือนคุณจะเดาออกแล้ว…ถูกต้อง ฉันอยากให้คุณช่วยย่อยโอสถ ‘สุขสม’”
นั่นปะไร…ลูเมี่ยนพูดอย่างปวดหัว
“ทำไมไม่ไปหาฟรังก้าล่ะ?”
“มีสองเหตุผล หนึ่งคือเหตุผลผิวเผิน อีกหนึ่งคือเหตุผลที่แท้จริง คุณอยากฟังอันไหน?” จินนาถามพลางยิ้มระรื่น
ลูเมี่ยนนวดขมับ
“เหตุผลผิวเผิน”
จินนาเม้มริมฝีปาก ยิ้มเยาะตัวเอง
“เธอยินดีที่จะช่วยฉันย่อยโอสถ ‘สุขสม’ จิตใจไม่มีการต่อต้าน ความทุกข์ระทมก็จะน้อย อย่างนี้ก็ไม่เป็นไปตามกฎการสวมบทบาทที่ว่า ความสุขสมต้องนำมาซึ่งความทุกข์ระทม ส่งผลให้ฉันย่อยโอสถได้ช้า”
“ส่วนคุณ…ฉันสัมผัสได้ว่าคุณไม่เต็มใจ รังเกียจเรื่องนี้พอสมควร ยิ่งเป็นแบบนั้น การทำให้คุณได้ลิ้มรสสุขสม จนถึงกับอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง พร้อมกับความทุกข์ระทมจากการตำหนิตัวเอง ฉันก็จะยิ่งย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ได้รวดเร็ว อีกอย่างที่สำคัญมากคือ คุณมีศักดิ์เทวทูตเทียม ถ้าทุกอย่างราบรื่น บางทีฉันอาจใช้เวลาแค่สองสามสัปดาห์ก็ย่อยโอสถได้หมด พร้อมพิจารณาเลื่อนลำดับเป็น ‘นางมารทุกข์ระทม’”
“สำหรับหัวหน้าทีมอย่างคุณ นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดหรอกหรือ? สามารถช่วยยกระดับคุณภาพของหน่วยได้ดี ทำให้พิธีกรรมได้ผลดียิ่งขึ้น”
“คุณไม่ต้องแนะนำ ‘น้ำตาดำ’ ให้ฉันหรอก การย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ต้องมีคู่ชก”
ลูเมี่ยนนิ่งเงียบไม่ตอบสนอง
จินนาอดที่จะ ‘เฮอะ’ ออกมาไม่ได้
“คุณก็คิดว่า มันเป็นแค่การ ‘เทเลพอร์ต’ กับเพื่อนร่วมทีม ยืมพลังให้เพื่อนร่วมทีม ฉันไม่ได้คิดจะได้ความรู้สึกหรือจิตใจของคุณหรอก แล้วในเมื่อปราศจากความรู้สึก คุณก็ไม่เคยสนใจอะไรไม่ใช่หรือ? ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีศีลธรรมไม่ใช่หรือ? เฮ้อ…หรือว่าคุณเป็นโรคกลัวความสกปรก? นี่ก็แค่ช่วยเหลือเท่านั้นเอง!”
ลูเมี่ยนรอไปครู่หนึ่งแล้วพูด
“แล้วคุณล่ะ?”
จินนาทอดสายตาลง หัวเราะในลำคอ
“ฉันก็จะได้ลิ้มรสสุขสมในความทุกข์ระทม และสัมผัสความทุกข์ระทมในความสุขสม เข้ากับกฎการสวมบทบาทดี”
ลูเมี่ยนนิ่งเงียบไปสักพักแล้วพูด
“แล้วฟรังก้าล่ะ?”
จินนากัดริมฝีปาก ดวงตาลึกล้ำพลางพูดว่า
“ถ้าเธอรู้เข้า ก็พอดีจะได้ย่อยโอสถ ‘ทุกข์ระทม’ ไปในตัว”
ลูเมี่ยนถอนหายใจยาว
“ผมนึกว่าคุณจะหาทางยั่วยวนผม ปลุกเร้าตัณหา เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์เสียอีก ไม่นึกว่าจะมาพูดเหตุผลตรงๆ เหมือนการเจรจาต่อรอง”
จินนาย่นหน้า แล้วคำรามด่า
“ถ้าฉันใช้วิธียั่วยวน คุณต้อง ‘เทเลพอร์ต’ หนีไปทันทีแน่ๆ!”
“คงไม่ทันได้อธิบายผลดีผลเสียให้คุณเข้าใจ แจ้งให้ทราบว่านี่เป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนกินน้ำกินข้าว ไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่ต้องทุ่มเทความรู้สึก เรื่องแบบนี้พบได้ทั่วไปในอินทิส!”
…………………………………………………….
………………..