ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 847 ความเจ็บปวดและความสุข
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 847 ความเจ็บปวดและความสุข
ตอนที่ 847 ความเจ็บปวดและความสุข
เห็นลูเมี่ยนไม่พูดอะไร จินนาจึงเปลี่ยนมาพูดด้วยน้ำเสียงยิ้มๆ
“หัวหน้าทีมที่เก่งกาจ ไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องใส่ใจความต้องการส่วนตัวของลูกทีม และรักษาสมดุลความขัดแย้งภายในหรอกหรือ? อา…พวก ‘นักล่า’ อย่างคุณ พอขึ้นถึงลำดับสูงๆ ก็สามารถพิชิตใจคนได้ในพริบตา เปลี่ยนให้เขากลายเป็นหุ่นเชิด ไม่ต้องกังวลอะไรมากมาย แต่ตอนนี้ คุณคงยังทำแบบนั้นไม่ได้กระมัง?”
จินนากรายตามองอย่างมีเลศนัย พลางเอ่ยเสริมด้วยรอยยิ้ม
“เรื่องนี้ยังมีข้อดีอีกอย่างสำหรับคุณนะ เคยพูดเองไม่ใช่หรือว่า ‘นักพรต’ มีอารมณ์และตัณหาที่สั่งสมไว้ ไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นได้ มันจะสะสมไปทีละน้อย พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องระบายออกมา ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นภัยแฝง และดูเหมือนคุณจะไม่ได้ปลดปล่อยอย่างเต็มที่มานานแล้ว”
“การฆ่าคนคงไม่สามารถระบายมันออกมาได้หมด อีกอย่าง คงไม่มีคนชั่วมาให้คุณฆ่ามากมายขนาดนั้นในคราวเดียวหรอก”
พูดถึงตรงนี้ จินนาจ้องมองลูเมี่ยนด้วยแววตาใสซื่อ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ว่า
“เอาละ ฉันอธิบายเหตุผล ข้อดี และผลที่อาจตามมาให้ฟังหมดแล้ว หัวหน้า ถึงเวลาตัดสินใจแล้วละ”
ไม่ทันที่ลูเมี่ยนจะพูดอะไร จินนาเม้มริมฝีปาก ก่อนจะลังเลพลางเอ่ยเสริมเสียงเบาว่า
“อีกอย่างหนึ่ง เหตุผลก็คือ พวกเราต้องเผชิญกับอันตรายมากมาย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะตาย หรือพลัดพรากจากกัน ฉัน…ฉันไม่อยากจากไปพร้อมความเสียดาย”
ได้ยินประโยคนั้น ลูเมี่ยนมองจินนา เงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจพลางเอ่ยว่า
“คุณเป็น ‘นักกระตุ้น’ ที่เก่งกาจแล้วจริงๆ”
จินนากะพริบตา
“พูดแบบนี้ แสดงว่ายอมตกลงแล้วสินะ?”
ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างหนักอึ้ง
“แค่เฉพาะตอนที่คุณเป็น ‘นางมารสุขสม’ เท่านั้น”
ร่างที่โน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยของจินนา พลันชักกลับไปด้านหลังนิดหนึ่ง ไหล่ที่ยันด้วยสองมือลดต่ำลงเล็กน้อย
อารมณ์ที่เธอพยายามกดไว้ภายใต้รอยยิ้ม รวมถึงคำพูด ในที่สุดถูกปลดปล่อยออกมาบางส่วน
ดวงตาของหญิงสาวทอดลงมองเข่าตัวเอง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ดูคล้ายเยาะหยันตัวเอง ระคนรำพึงรำพันว่า
“พอถึงตอนนั้น ก็คงสามารถย่อยโอสถ ‘ทุกข์ระทม’ ได้แล้ว”
ลูเมี่ยนเงียบไม่ตอบ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยกล่าวว่า
“ผมจะหาโอกาสบอกเรื่องนี้กับฟรังก้า นี่คือการให้เกียรติเธอ”
“ฉันนึกว่าคุณจะถามความเห็นฟรังก้าก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเสียอีก” จินนาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
ลูเมี่ยนถอนหายใจอีกครั้ง
“นี่คือการให้เกียรติคุณ”
เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว เพราะรับรู้ถึงอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของจินนาเมื่อครู่
จินนาทราบดี ฟรังก้าคือปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในประเด็นนี้ แต่เธอก็ยังหวังว่า ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย มันต้องเกิดจากตัวเธอหรือลูเมี่ยนเท่านั้น
ในส่วนของฟรังก้า จินนาจะจัดการเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อครู่ที่เขาถาม ‘แล้วฟรังก้าล่ะ’ หญิงสาวถึงได้โกรธขึ้นมา แล้วพูดอย่างงอนๆ ว่า มันคือการช่วยให้อีกฝ่ายย่อยโอสถ ‘ทุกข์ระทม’
ลูเมี่ยนเพิ่งกระจ่างหลังจากได้ฟังคำตอบนี้ของเธอ ทั้งยังเข้าใจว่า การหยอกล้อในปัจจุบัน สื่อถึงความรู้สึกแบบใด
เด็กหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“คุณคือหนึ่งในคนที่มีแรงผลักดันในการลงมือทำสูงสุดเท่าที่ผมเคยเจอ”
“คำสวยหรูเรียกว่า เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ส่วนคำไม่สวยหรูเรียกว่า หุนหันพลันแล่น บุ่มบ่าม” จินนาหันดวงตาที่ดูราวกับผืนทะเลสาบฤดูใบไม้ร่วง กลับมามองลูเมี่ยนอีกครั้ง พลางปล่อยเสน่ห์ของ ‘นางมารสุขสม’ ออกมาอย่างแท้จริง “ตอนนี้ เราควรคุยเรื่องอื่นกันแล้วใช่ไหม?”
หญิงสาวดึงไฝปลอมตรงกลางสันจมูกออก ยิ้มถามลูเมี่ยนว่า
“ยังจำได้ไหม? ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ฉันเคยบอกคุณว่า ไฝปลอมที่ติดตามจุดต่างๆ มีความหมายแตกต่างกันอย่างไร”
ลูเมี่ยนยิ้มขื่น
“นั่นคือตอนที่เจอกันครั้งที่สองต่างหาก”
“ครั้งแรกฉันไม่ได้เห็นคุณ ไม่นับสิ” มือที่ถือไฝปลอมของจินนาเริ่มเลื่อนลง ผ่านคางอันโค้งงาม ผ่านลำคอขาวเรียวระหง ผ่านดอกไม้ประดับตรงหน้าอก มาหยุดที่กระดุมเม็ดสองของเสื้อเชิ้ต
หญิงสาวถามด้วยรอยยิ้มสดใส
“ถ้าติดตรงนี้หมายถึงอะไร?”
สายตาของลูเมี่ยนเผลอติดตามการเคลื่อนไหวของมือจินนาโดยไม่รู้ตัว แล้วหลับตาลงพลางเอ่ย
“หมายถึงความลับ”
จินนาหัวเราะ แล้วลุกขึ้นยืน เดินอ้อยอิ่งไปหาลูเมี่ยนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ
เสียงของหญิงสาวแผ่วเบาลง ราวกับกำลังกระซิบอยู่ข้างหูของลูเมี่ยน
“ฉันเข้าใจดี สำหรับตอนนี้ คุณจะเป็นฝ่ายเริ่มคงยาก เพราะยังก้าวข้ามเส้นนั้นไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร ฉันจะเป็นคนนำเอง”
“ยังบริสุทธิ์อย่างที่พูดจริงๆ สินะ…”
จินนาหัวเราะในลำคอ เดินมาหยุดตรงหน้าลูเมี่ยน วางมือทั้งสองลงบนบ่าของเด็กหนุ่ม
หยุดไปชั่วอึดใจหนึ่ง จินนาก้มหน้าลง ประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนได้กลิ่นหอมพร้อมเสน่ห์ยั่วยวน ได้ลิ้มรสอ่อนนุ่มและหวานละมุน ทั้งยังรู้สึกถึงความเย็นแผ่วเบา สัมผัสถึงความสั่นไหวของริมฝีปาก รวมถึงความประหม่าและความกังวล
…………
อพาร์ตเมนต์ 702 บ้านเลขที่ 9 ถนนโอโรเซ
ฟรังก้าศึกษาตัวอักษรจนดึกดื่น ในที่สุดก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากมาดามเฮล่า โดยอีกฝ่ายตกลงที่จะจัดชุมนุม ระดมสมาชิกทั้งหมดของสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกในอนาคตอันใกล้
ฮึ่ม! ฟรังก้าเข้าห้อง นั่งลงหน้าเครื่องวิเคราะห์ขนาดเล็ก แบ่งปันเรื่องที่ตนบังเอิญได้รับตัวอักษรโบราณบางอย่าง ซึ่งน่าจะมาจากก่อนการข้ามมิติ ให้กับสมาชิกในกลุ่มโทรเลข จากนั้นก็คุยกับ ‘007’ กับคนอื่นๆ จนถึงตีหนึ่งกว่า
วันรุ่งขึ้น หญิงสาวตื่นราวแปดโมงตรง
นิสัยที่ติดตัวมาระยะหนึ่ง รวมถึงเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจ ทำให้เธอไม่อาจนอนตื่นสาย
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันและกินมื้อเช้าเสร็จ ฟรังก้าก็ลังเลกับกำหนดการต่อไป
“จะไปหาลูเมี่ยนก่อน เล่าเรื่องนางมารดำและอักษรกระดูกเต่าให้ฟัง หรือจะไปหาอ็องโตนีก่อน ดูว่าเขาได้ข่าวเกี่ยวกับจัสมิน นักวิชาการด้านแร่ธาตุ จากปากนักสำรวจและพวกลักลอบขนของเถื่อนผ่านทรีอาร์ใต้ดินเป็นประจำบ้างไหม?”
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฟรังก้าตัดสินใจไปหาอ็องโตนีก่อน เพราะ ‘นักสะกดจิต’ รายนี้ออกแต่เช้ากลับค่ำทุกวัน ทั้งต้องกลับไปทำอาชีพนักค้าข่าวเพื่อช่วยรวบรวมข้อมูล อีกทั้งยังต้องผลักดันเรื่องการเข้าร่วมสมาคมแปรจิตให้คืบหน้า ถ้าช้าไป ก็จะหาตัวเขาไม่เจอ ต้องรอจนถึงตอนค่ำ
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ฟรังก้าจะไปหาลูเมี่ยนเอง ก็อาจทำให้ที่พักปัจจุบันของลูเมี่ยนถูกเปิดเผยต่อ ‘นางมารดำ’ เธอจึงตั้งใจจะรอให้ลูเมี่ยนมาหาเองตอนค่ำ
…………
หลังม่านที่เปิดแง้มไว้นิดหนึ่ง ลูเมี่ยนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่อนบนเปลือยเปล่า เฝ้ามองลุดวิกที่กำลังชิมพายเนื้อจากร้านฝั่งตรงข้ามอย่างเงียบงัน ทั้งร่างดูราวกับสดชื่นแจ่มใสอยู่สักหน่อย
ทางด้านหลังเขาเยื้องๆ จินนากำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียง ผ้าห่มคลุมเฉียง ขาทั้งสองงอขึ้นไว้ แกว่งไปมาเบาๆ บนใบหน้ายังคงเหลือรอยระเรื่อแดงอยู่บ้าง
เธอมองดูใบหน้าด้านข้างของลูเมี่ยน พลางหัวเราะในลำคอ
“เขินหรือ?”
ลูเมี่ยนแค่นเสียง ‘ฮึ’ ออกมา
“เมื่อคืนในช่วงท้ายน่ะ ใครกันแน่ที่เขินล่ะ? จู่ๆ ก็ให้ปิดม่าน แล้วก็ให้ผมสร้าง ‘กำแพงวิญญาณ’ กั้นเสียง สักพักก็บอกว่า ‘กำแพงวิญญาณ’ ไม่พอ ต้องใช้ ‘ขวดเสกสรร’ อีก แล้วจู่ๆ ก็กลัวขึ้นมา จะเลื่อนเวลา แล้วก็บอกว่าคราวหน้าๆ…”
จินนาหัวเราะในลำคอ
“นั่นก็เพื่อยั่วให้คุณใจร้อน ให้อารมณ์และแรงกระหายที่สะสมมาตลอดด้วยน้ำอดน้ำทนของ ‘นักพรต’ ระเบิดออกมาจนหมดสิ้นไงล่ะ”
“ต้องบอกว่า เมื่อวานคุณทำได้ไม่เลวเลย ดีกว่าที่ฉันคาดไว้มาก…แต่แน่นอน ช่วงแรกๆ เข้ากับสถานะหนุ่มซิงของคุณได้ดีทีเดียว”
ลูเมี่ยนตอบอย่างขบขัน
“พวก ‘นางมาร’ ปากแข็งกันแบบนี้ทุกคนไหม?”
“ติดมาจากคุณนั่นแหละ” จินนาพยักหน้าหนักแน่น
แล้วเธอก็หัวเราะพูดว่า
“ทำไมไม่มองฉันล่ะ?”
“เขินจริงๆ ใช่ไหม?”
ดูเหมือนเธอจะพบความรู้สึกแบบตอนที่เจอลูเมี่ยนใหม่ๆ อีกครั้ง
ลูเมี่ยนทำเสียง ‘จึ๊’ แล้วว่า
“ผมมีธุระสำคัญ ต้องจับตาดูลุดวิก เดี๋ยวยังต้องแอบตามอีก”
“ทำไมล่ะ?” จินนาถามอย่างสงสัย “ตอนอยู่ที่ท่าเรือซานตา รวมถึงสถานที่อื่น คุณก็ปล่อยให้ลูกาโนพาลุดวิกเดินเที่ยวข้างนอกคนเดียวไม่ใช่หรือ?”
“ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเทวทูตที่ถูกผนึก อีกทั้งในทรีอาร์ก็ยังเต็มไปด้วยสาวกเทพมาร” ลูเมี่ยนอธิบายละเอียด “ตอนที่ผมไปโมโรลาน่ะ ได้พยายามไม่ให้ลุดวิกออกไปข้างนอกเท่าไร เพราะอย่างไรเสีย ขอแค่มีของกิน เขาก็อยู่บ้านได้…สิ่งที่ผมกังวลคือ ถ้าเขาเดินเพ่นพ่านในทรีอาร์ อาจบังเอิญไปปะกับสาวก ‘วังวนเขมือบ’ คนอื่นๆ เข้า ส่วนลูกาโนก็แค่ลำดับ 7 แถมยังไม่ใช่พวกที่เก่งเรื่องต่อสู้ด้วย”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ลุดวิกก็อาจจะตามสาวก ‘วังวนเขมือบ’ ไป คุณก็จะเสียกุญแจสำคัญในการประกอบพิธีกรรมในอนาคต” จินนาร้องอ๋อ
ลูเมี่ยนละสายตากลับ ก้มตัวลง พยายามจะเก็บเสื้อผ้าของตนจากพื้น
เด็กหนุ่มกวาดตามองรอบหนึ่งแล้ว ตัดสินใจหยิบชุดใหม่จาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แทน
จินนายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองเขาแต่งตัวจนเสร็จแล้วเดินไปทางประตู
ลูเมี่ยนชะงักอยู่หน้าประตู ตั้งใจจะเอี้ยวตัว แต่ดูเหมือนจะอดกลั้นเอาไว้ได้ แล้วส่งเสียง ‘อืม’ ออกมา
“ลุดวิกใกล้จะพ้นถนนนี้แล้ว ค…คุณกลับไปพักผ่อนเถอะ”
จินนาหัวเราะในลำคอ
“ตอนพูดมองหน้ากันบ้างสิ”
เห็นลูเมี่ยนเปิดประตูเดินแล้วออกไป เธอก็ยิ่งหัวเราะอย่างสบายอารมณ์
“ไม่กล้ามองใช่ไหมล่ะ กลัวว่าจะอดใจไม่ไหว ไม่อยากจากไป จนเสียงานเสียการ?”
จินนาหัวเราะอย่างมีความสุข หัวเราะจนลูเมี่ยนกลายเป็นเงา จางออกจากอพาร์ตเมนต์ไป หัวเราะจนดูเหมือนจะมีน้ำตาเอ่อที่หางตา
หญิงสาวมองไปยังกระจกเงาเต็มตัวในห้อง เห็นหญิงงามสง่าเปี่ยมเสน่ห์ เห็นรอยยิ้มตรงมุมปาก เห็นความเศร้าในดวงตาของหญิงสาวผู้นั้น
…………
ฟรังก้าพบเพื่อนร่วมทางผู้นี้ที่ร้านกาแฟใต้ตึกของอ็องโตนี
อ็องโตนีจิบกาแฟดำหอมกรุ่น เงยหน้าขึ้นพูดว่า
“ผมกำลังจะไปหาคุณอยู่พอดี”
“ได้อะไรมาแล้วหรือ?” ตาของฟรังก้าเป็นประกาย พลางนั่งลง
เธอเหลียวซ้ายแลขวา ตามความเคยชิน เห็นคนไม่น้อยที่ถูกดึงดูดให้มองตน แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ จึงไม่มีทางได้ยินบทสนทนาระหว่างเธอกับอ็องโตนี
“ตอนออกจากบ้าน ต่อไปคงต้องคิดแต่งหน้าให้ดูขี้เหร่บ้าง เส้นทาง ‘นางมาร’ เนี่ยนะ…พอขึ้นลำดับไปที ก็เพิ่มเสน่ห์ความเป็นสตรีมากโข…อา…ก่อนลำดับ 4 น่ะ ช่วงที่เสน่ห์เพิ่มมากที่สุดคงเป็นตอนจาก ‘แม่มด’ เป็น ‘สุขสม’ นี่แหละ…” ฟรังก้าละสายตากลับมาอย่างครุ่นคิด มองไปยังอ็องโตนี
อ็องโตนีหยิบกระดาษปึกหนึ่งออกมาพลางว่า
“จากเวลาและสถานที่ที่คุณบอกว่าจัสมิน นักวิชาการด้านแร่ธาตุ ปรากฏตัวในทรีอาร์ใต้ดินสองครั้งล่าสุด ผมได้ตามหานักสำรวจ พวกลักลอบขนของเถื่อน และนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ผ่านบริเวณนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว สองวันนี้ก็พอได้เบาะแสมาบ้าง”
“มีคนสามคนที่ตรงตามเงื่อนไข แต่พวกเขาไม่ได้เจอจัสมินแถวนั้น ทว่าได้เจอกับคนอื่น ผมเลยวาดภาพตามคำบรรยายของพวกเขา แล้วพบว่าคนที่พวกเขาเจอน่าจะเป็นคนเดียวกัน และเป็นคนที่คุณกำลังตามหาอยู่ด้วย”
“คนอื่นที่ฉันกำลังตามหาอยู่? ‘คนในกระจก’ คนอื่นหรือ?” ฟรังก้ารู้สึกงุนงง
อ็องโตนีคลี่ภาพวาดสามแผ่นส่งให้ฟรังก้า
ฟรังก้ารับมาแล้วพลิกดูอย่างรวดเร็ว
เพียงแวบเดียวเท่านั้น สายตาของเธอก็พลันแข็งค้าง
ภาพร่างทั้งสามแผ่นแม้จะมีส่วนที่ไม่เหมือนกันอยู่บ้าง แต่ก็พอจะเห็นได้ชัดว่าเป็นคนเดียวกัน
คนผู้นั้นผมสั้น เส้นโครงหน้านุ่มนวล หน้าตาไม่ได้คมเข้ม ลักษณะใบหน้ามีความพิเศษบางอย่าง ไม่เหมือนคนจากประเทศใดในทวีปเหนือ และก็ไม่ได้มีผิวคล้ำหรือผิวสีน้ำตาลแบบคนทวีปใต้
ฟรังก้าจำคนผู้นี้ได้
เขาคือหนึ่งในคนที่เธอกำลังตามหาจริงๆ!
แฮร์ริสัน ผู้ต้องสงสัยว่ามาจากเกาะแห่งการคืนชีพ!
…………………………………………………….