ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 849 ‘เดินทางข้ามแดน’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 849 ‘เดินทางข้ามแดน’
ตอนที่ 849 ‘เดินทางข้ามแดน’
ลุดวิกกินพายเนื้อร้อนกะพงแดงในมือจนหมดแล้ว ก็ย่อตัวนั่งยองลงใกล้กับม้านั่งริมทาง หยิบปากกาและสมุดการบ้านออกมาจากกระเป๋าหนังสือสีแดง แล้วตั้งอกตั้งใจจดบันทึกความรู้สึกหลังมื้ออาหาร
ลูเมี่ยนที่แอบมองอยู่ในมุมมืด ได้แต่เบะปากพึมพำ
“ปากบอกว่ากลัว แต่ร่างกายกลับยังทำตามนิสัยเดิมที่ติดมาจากศาสนจักรความรู้…”
“ถ้าไม่มีการสอบและการเรียนที่เคร่งครัดจนเกินไป นายก็คงเป็นศาสนิกเดนตายของเทพปัญญาความรู้ไปแล้วกระมัง…”
ลูเมี่ยนเยาะเย้ยลุดวิกไปพลาง กวาดตามองผู้คนรอบข้างไปพลาง
สายตาของเด็กหนุ่มทอดผ่านบุรุษที่นั่งอ่านหนังสืออย่างเงียบงันในร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม ผ่านนักวิชาการวัยกลางเกือบชราที่ยืนอยู่ตรงสี่แยก คอยแต่สังเกตผู้คนและรถม้าที่ผ่านไปมาโดยไม่ยอมข้ามถนนเสียที แล้วจึงหยุดอยู่ที่จิตรกร ซึ่งตั้งขาหยั่งใต้ต้นเมเปิลอินทิส กำลังระบายภาพถนนหนทางด้วยสีหน้าเลื่อนลอย
ลูเมี่ยนก้าวออกจากเงามืด เดินไปสองสามจังหวะ มาหยุดอยู่ด้านหลังจิตรกรผู้นั้น แล้วชะโงกดูผลงานของเขาเฉกเช่นผู้คนเดินถนนคนก่อนหน้า
ภาพวาดดูสุดแสนจะธรรมดา เด็กหนุ่มไม่พบร่องรอยของพลังวิเศษแต่อย่างใด
ลูเมี่ยนเดินต่อไปข้างหน้า พลางครุ่นคิดกับตัวเอง
“มองผิวเผินก็เป็นแค่จิตรกรธรรมดา…เพียงแต่สภาพจิตใจดูจะไม่ค่อยปกตินัก…”
“นี่สินะ จิตรกรแห่งทรีอาร์ บางครั้งยังดูเหมือนสาวกเทพมาร ยิ่งกว่าสาวกเทพมารเสียอีก…”
“เฮ้อ ในกรุงทรีอาร์นี่ การจะค้นหาสาวกเทพมารจากพฤติกรรมที่ผิดปกติ นับว่ายากเย็นเกินไป…อย่างที่ฟรังก้าว่าไว้ สภาพจิตใจของชาวเมืองมากมายช่างงดงามเสียเหลือเกิน… เรื่องนี้ ทรีอาร์ยุคที่สี่กับการผนึกครั้งใหญ่ต้องรับผิดชอบครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งก็เป็นความรับผิดชอบของพวกเขาเอง…”
ขณะที่ลูเมี่ยนกำลังครุ่นคิด ก็เห็นชายเปลือยกายเดินสวนมา สิ่งที่ทำจากผ้าชิ้นเดียวบนร่างเขาคือ หมวกทรงสูงสีดำที่ปกปิดอยู่ตรงหน้าท้องน้อย
ชายผู้นั้นเดินอย่างผึ่งผาย เชิดหน้าชูตา มองซ้ายมองขวาด้วยความภาคภูมิ ไม่ได้รู้สึกเขินอายกับสภาพของตัวเองแม้แต่นิด ราวกับกำลังกระทำสิ่งที่น่าภาคภูมิใจยิ่งนัก
หลังจากเดินผ่านลูเมี่ยนไปเจ็ดแปดเมตร ฝ่ามือของเขาก็พลันถูกลวกวูบหนึ่ง
เขารีบชักมือกลับโดยสัญชาตญาณ แล้วก็เห็นหมวกทรงสูงสีดำของตนลุกเป็นไฟสีแดงฉาน ร่วงลงสู่พื้นอย่างเชื่องช้า
เขาสูญเสียเครื่องปกปิดชิ้นสุดท้ายไป
ลูเมี่ยนที่เดินหันหลังให้ ขยับริมฝีปากเงียบเชียบ
“ไม่ต้องขอบใจหรอก ทางนี้เต็มใจช่วยให้นายได้โอ้อวดเพิ่มน่ะ”
“อันเท่านี้ก็กล้าออกมาวิ่งเปลือยแล้วหรือ? คราวหน้าจะพาไปเที่ยวเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ฟรีๆ เลย”
ลูเมี่ยนล้วงสองมือใส่กระเป๋า ก้าวเข้าสู่เงามืด แล้วหันเหความสนใจกลับไปยังลุดวิก
เขาแอบติดตามมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่พบใครที่ต้องสงสัยว่าเป็นสาวกของ ‘วังวนเขมือบ’
ทว่าเมื่อนึกย้อนไปตั้งแต่รู้จักลุดวิก เด็กชายคนนี้แทบไม่เคยได้พบเจอสาวกเทพมารในเส้นทางเดียวกันเลย ลูเมี่ยนจึงสงสัยว่า ตราผนึกบนตัวเขาน่าจะมีข้อจำกัดบางอย่างในประเด็นดังกล่าว ไม่อย่างนั้น การปล่อยให้เทวทูตของเทพมารคนหนึ่งวิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว ป่านนี้คงก่อหายนะทางศาสตร์เร้นลับไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
“อาจมีเหตุผลอีกข้อหนึ่ง ผู้ได้รับพรจากเทพมารหลายองค์ แม้จะได้รับเทวบารมีแล้ว ตราบใดที่ยังไม่คลุ้มคลั่งหรือเสียสติไปกึ่งหนึ่ง ก็ยังสามารถปลอมตัวเป็นมนุษย์ธรรมดาได้ แต่พวก ‘วังวนเขมือบ’ อาจทำไม่ได้ ลุดวิกยังไม่ได้ฟื้นคืนถึงลำดับ ‘ผู้ช่วงชิง’ ก็กินได้มากขนาดนี้แล้ว ส่วนครึ่งเทพลำดับ 4 แม้จะไม่ได้ปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ลำพังปริมาณอาหารที่กินตามปกติ ก็คงทำให้สมาชิกของ ‘ผู้ชำระ’ และ ‘จิตแห่งจักรกล’ ต้องสะดุ้งแน่…”
“ช่างเถอะ ยังไงเสีย จุดประสงค์หลักก็คือการ ‘ฝึกฝน’ ลุดวิก ส่วนการล่อให้ผู้นับถือ ‘วังวนเขมือบ’ ที่เหลือออกมา เป็นแค่ความคิดเสริม ไม่มีก็ไม่เป็นไร…” ลูเมี่ยนสังเกตการณ์มาตลอดทาง ก็ไม่พบชาวเมืองคนใดที่มีท่าทางผิดปกติตอนกินอาหารเลย
…………
หลังอาหารเย็น ลูเมี่ยนที่ได้รับจดหมายฉบับที่สองจากฟรังก้า ก็มาถึงอพาร์ตเมนต์เลขที่ 702 บ้านเลขที่ 9 ถนนโอโรเซ
จินนามาถึงก่อนเด็กหนุ่มสองสามนาที ยังคงแต่งหน้าแบบแวมไพร์ สวมชุดกระโปรงสีดำที่ดูเชยและมิดชิด
ลูเมี่ยนมองจินนาครู่หนึ่ง อ้าปากจะพูด แล้วก็หุบลงไป
จินนาเห็นพฤติกรรมดังกล่าว จึงเชิดคางขึ้นเล็กน้อยพลางถามว่า
“อยากเยาะเย้ยสารรูปของฉันสินะ?”
ลูเมี่ยนหัวเราะ ‘ฮึๆ’ แล้วเอ่ยตอบ
“ผมแค่นึกถึงเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง สมัยก่อนมีท่านดยุกคนหนึ่ง อยากให้ผิวขาวขึ้น เลยหลงเชื่อคำแนะนำของหมอเถื่อน กินยาเม็ดที่มีสารหนูผสมอยู่เป็นเวลานาน เขาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนสีผิว แต่ก็ได้รับผลข้างเคียงอย่างหนึ่งด้วย นั่นคือความตาย”
“คุณไปอ่านมาจากไหน?” จินนาถามอย่างสงสัย
“นิตยสาร ‘หน้าทะเล้น’ น่ะ…และก่อนที่ผมจะได้อ่านเรื่องนี้ไม่นาน ก็มีแขกคนหนึ่งที่โรงแรมระกาทองบอกผมว่า การตบหน้าตัวเองจะทำให้ผิวหน้าดูสดใส ดูมีสุขภาพดี จะได้หางานง่ายขึ้น” ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ “พวกหัวดื้ออย่างคุณก็ควรอ่านหนังสือ อ่านนิตยสารให้มากเข้าไว้ อย่าเป็นคนไร้การศึกษา ไม่งั้นจะถูกพวกนักบวชในศาสนจักรความรู้ดูถูกเอาได้”
ฉันแค่เปิดโอกาสให้นายได้แสดงออกตามปกติ โต้ตอบบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ใช่แขวะกันทุกครั้งที่อ้าปากแบบนี้…จินนารู้สึกคันฟันขึ้นมาทันที
“คุณคิดว่าฉันจะเหมือนคุณหรือไง? ที่ยังเรียนภาคบังคับไม่ทันจบก็…”
พูดมาถึงตรงนี้ จินนาก็ชะงักไป
เพราะฟรังก้าที่กำลังแอบเขียนบางสิ่งอยู่ที่โต๊ะกลาง ได้ลุกขึ้นพูดว่า
“พวกคุณสองคนนี่ อย่ามัวเสียเวลากับเรื่องไม่สำคัญเลย”
ลูเมี่ยนที่ได้ทราบจากจดหมายฉบับที่สองแล้วว่า แฮร์ริสันจากเกาะแห่งการคืนชีพปรากฏตัวอีกครั้ง และฟรังก้าต้องการพาอมันดีนไปยังเขตชายขอบของบ่อน้ำสตรีซามาเรียโดยเร็ว จึงพยักหน้าพลางเอ่ยปาก
“ผมใกล้จะกลับเป็นปกติแล้ว”
“เร็วจังนะ…” ฟรังก้าแสดงท่าทีประหลาดใจไม่เบา
จินนาเหลือบสายตาไปทางอื่นชั่วครู่ ก่อนจะกลับมามองลูเมี่ยนอีกครั้ง แล้วพยักหน้ารับ
“จริงด้วย เร็วกว่าที่ฉันคาดไว้”
ลูเมี่ยนทำเสียง ‘จิ๊’ แล้วเอ่ยต่อ
“แล้วมันไม่ดีหรือไง?”
“ทีนี้เราก็ถามความเห็นของอมันดีนได้แล้ว”
“อื้อ!” ฟรังก้าพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น เตรียมจะหยิบเครื่องรางน้ำแข็งออกมา
ก่อนมาที่นี่ ลูเมี่ยนได้เผามิติอิสระที่เก็บน้ำตาดำไว้มาเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว จึงหยิบสมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ ชิ้นนี้ออกมา
“ใช้อันนี้เถอะ ไม่ต้องสิ้นเปลืองจำนวนครั้ง”
ขณะพูด สายตาของเด็กหนุ่มก็กวาดมองไปทั่วห้องรับแขก ผ่านกระจกเงาบานใหญ่ ผ่านกระจกหน้าต่างอันมืดมิดด้วยราตรี และผ่านของตกแต่งที่มีผิวโลหะทั้งหลาย
อาศัยกระจกวิเศษของน้ำตาดำ เขาไม่พบความผิดปกติใดในวัตถุที่มีผิวสะท้อนเหล่านี้ ไม่พบว่ามีสายตาใดจ้องมองพวกตนจากในนั้น
เด็กหนุ่มโยนน้ำตาดำให้ฟรังก้าทันที พลางพยักหน้ารับเป็นเชิงบอกว่า นางมารดำคงไม่ได้จับตาดูที่นี่อยู่
“ฉันเขียนเรื่องที่จะแจ้งอมันดีนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว จะได้ไม่มีใครแอบฟัง…” ฟรังก้าสวมน้ำตาดำ กำกระดาษจดหมายไว้ในมือ ปกคลุมมันด้วยเพลิงทมิฬ แล้วกดลงบนผิวกระจกเงาบานใหญ่ในห้องรับแขก
เธอต้องรีบจัดการให้เสร็จ ก่อนที่ผลข้างเคียงของน้ำตาดำจะแสดงอาการ!
…………
ณ ท่าเรือไพลอส รัฐมาตานี ทวีปใต้
อมันดีนจุดตะเกียงแก๊สริมผนัง นั่งตรงโต๊ะเขียนหนังสือ หยิบเอกสารศาสตร์เร้นลับที่มาดามฟรังก้ามอบให้ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
ทุกครั้งที่ได้อ่านความรู้เหล่านี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ เคารพ หลงใหล และหวาดกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ
ในช่วงสองสามสัปดาห์นี้ เธอได้พบปะกับคนคุ้นเคยในหน่วยลาดตระเวนหลายครั้ง และเข้าร่วมชุมนุมศาสตร์เร้นลับสองครั้ง จึงพบว่าความรู้ศาสตร์เร้นลับที่บันทึกไว้ในเอกสารตรงหน้า แม้แต่ผู้วิเศษส่วนใหญ่ก็ยังไม่ทราบ ไม่ว่าจะสังกัดทางการหรือไม่ก็ตาม
“นี่มันของขวัญล้ำค่าจริงๆ…” อมันดีนเพิ่งจะรำพึงออกมา ก็เห็นกระจกแต่งหน้าที่มาดามฟรังก้ามอบให้ ซึ่งถูกนำมาวางไว้ด้านข้าง กลายเป็นสีมืดทึม มีประกายวาววับคล้ายน้ำ
ในประกายวารี ตัวอักษรอินทิสบรรจงเรียงร้อยขึ้นมา
“ฉันเอง ฟรังก้า ลูเมี่ยนกลับมาแล้ว”
“เขาฝากมาถามว่า คุณวางแผนจะไปทรีอาร์เมื่อใด เขาจะพาไปยังบริเวณที่ร่างนั้นอาจปรากฏ…”
หลุยส์·แบรีกลับมาทรีอาร์แล้ว…อมันดีนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดกับกระจกว่า
“คืนนี้ก็ได้”
แต่เดิม เธอก็ตั้งใจจะไม่พบใครคืนนี้อยู่แล้ว จะได้ตั้งใจศึกษาความรู้ศาสตร์เร้นลับที่เหลือ
เธอได้กำชับสาวใช้ไว้ล่วงหน้า รวมทั้งยังล็อกประตูห้องนอนเรียบร้อย
อมันดีนเพิ่งตอบไป เสียงของฟรังก้าที่ฟังดูรีบร้อน ก็ดังมาจากในกระจก
“นำมือของคุณสัมผัสกับกระจก”
อมันดีนยื่นมือไปแตะที่ผิวกระจกแต่งหน้าด้วยความรู้สึกกังวลอยู่ในที แต่ก็เต็มไปด้วยความคาดหวังระคนอยากรู้
เธอรู้สึกว่า กระจกที่แข็งและเย็นนั่น ราวกับสูญเสียความเป็นของแข็งไป กลายเป็นดั่งสายวารีที่ปราศจากอุณหภูมิ
มือขวาของอมันดีนทะลุผ่านผิวกระจกเข้าไป พร้อมกับเกิดแรงดูดอันน่าพรั่นพรึงปะทุขึ้นภายใน
ร่างทั้งร่างของเธอถูกกระชากหายเข้าไป ร่วงลงสู่อุโมงค์มืดมิดว่างเปล่า ดิ่งลงสู่ปลายวังวน
อมันดีนยังไม่ทันได้ตอบสนองอะไร ก็รู้สึกมึนงงไปหมด
เมื่อได้สติกลับคืนมา เธอก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในห้องรับแขกขนาดไม่ใหญ่ ตรงหน้าคือมาดามฟรังก้าที่เคยพบกันมาก่อน
สตรีผู้นี้งดงามเฉกเช่นคราวก่อน และเพราะระยะห่างที่ลดลง ไม่มีกระจกกั้นขวาง เสน่ห์ของเธอจึงเด่นชัดยิ่งขึ้น ถึงขนาดที่อมันดีนซึ่งเป็นสตรีด้วยกัน ยังรู้สึกเขินอายที่จะจ้องมองนาน แต่ก็อดใจไม่ได้ที่จะมองซ้ำ
ขณะที่สายตาของอมันดีนกวาดมองไปโดยรอบ ก็พบสตรีงามอีกผู้หนึ่ง ผิวขาวซีดเซียว ริมฝีปากแดงสด ดูมีเค้าความเป็นสาวน้อยมากกว่า และยังเห็นลูเมี่ยน·ลีนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยว สวมเสื้อเชิ้ตกับแจ็กเกต พาดขาขวาไว้บนขาซ้าย
บุรุษท่านนี้ มีแต่หญิงงามอยู่รอบกายหรือไร? เขาดูจะหล่อเหลาขึ้นอีกนิดด้วย…อมันดีนพลันรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกับรูปโฉมของตนขึ้นมา
เธอรีบกวาดตามอง ลองสำรวจสถานที่แปลกหน้านี้โดยเร็ว
ฟรังก้ารีบถอดน้ำตาดำออก โยนคืนให้ลูเมี่ยน
“มหัศจรรย์จริงๆ…” อมันดีนได้สติกลับมาในที่สุด ถามด้วยแววตาเป็นประกาย “ฉันมาที่นี่ผ่านกระจกใช่ไหม? ที่นี่คือทรีอาร์หรือ?”
ลูเมี่ยนยัดน้ำตาดำกลับเข้าไปในมิติอิสระในกระเป๋านักเดินทาง ยิ้มพลางแก้คำว่า
“ผ่านโลกในกระจกต่างหาก”
“โลกในกระจก…” อมันดีนครุ่นคิดกับคำนี้ “ถ้างั้น ฉันจะมีวิธีเดินทางไปทั่วทุกมุมโลก ผ่านโลกในกระจกเหมือนพวกคุณได้ไหม?”
ลูเมี่ยนหัวเราะเยาะ
“คุณไม่รู้หรือว่าเส้นทางที่ไม่ใกล้เคียงกัน ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ คุณไม่รู้หรือว่าต้องมีสมบัติวิเศษ?”
ขณะพูด ลูเมี่ยนก็ลุกขึ้นยืน เดินไปทางประตู
“พวกเราจะออกเดินทางกันเลย”
“พ…พวกเธอไม่ไปด้วยหรือ?” อมันดีนชี้ไปทางฟรังก้ากับจินนา
ตนยังไม่ทันได้ทักทายปราศรัยกับใครเลย!
“ไม่ต้อง” ลูเมี่ยนเปิดประตูใหญ่
…………………………………………………….