ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 850 ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 850 ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
ตอนที่ 850 ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
ภายในรถม้าสี่ล้อสี่เบาะ
อมันดีนนั่งอยู่ตรงข้ามลูเมี่ยน มองดูทิวทัศน์สองข้างทางด้วยความตื่นเต้น ทั้งต้นเมเปิลอินทิส ร้านรวงที่ยังเปิดไฟสว่างไสว ถนนอาเขตอันงดงามตระการตา คุณชายคุณหญิงที่พาเต่าเดินเล่น และผู้คนในอาภรณ์แปลกตา พลางเอ่ยชมจากใจจริงว่า
“สมแล้วที่เป็นทรีอาร์ งดงามยิ่งกว่าที่ฉันจินตนาการไว้เสียอีก”
“ถ้าได้อยู่นานวัน หวังว่าคุณจะยังคงคำชมนี้ไว้นะ” ลูเมี่ยนอยากจะเยาะหยันสักสองสามคำ แต่ทรีอาร์มีจุดที่ควรค่าแก่การเย้ยหยันมากมายเหลือเกิน ส่งผลให้นึกหาตัวอย่างไม่ทัน จึงได้แต่ตอบอมันดีนไปเช่นนั้น
อมันดีนละสายตาจากหน้าต่างรถม้า เอ่ยด้วยความเสียดายว่า
“น่าเสียดายที่ฉันต้องกลับท่าเรือไพลอสตอนฟ้าสาง”
หลังจากเรียนจบโรงเรียนไวยากรณ์ เธอวางแผนจะสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยบางแห่งในทรีอาร์
อมันดีนเหลือบมองไปยังที่นั่งสารถีด้านหน้า แล้วลดเสียงถามลูเมี่ยนว่า
“เหตุใดพวกเราไม่…ไม่ ‘เทเลพอร์ต’ ไปเลยเล่า?”
ลูเมี่ยนยิ้มอย่างผ่อนคลายพลางเอ่ยตอบ
“คุณเป็นแขก ผมย่อมต้องพาเที่ยวชมทรีอาร์สักหน่อย”
อมันดีนจ้องพินิจลูเมี่ยนสองที
“ฉันรู้สึกว่า คุณไม่ได้พูดความจริง”
“เข้าใจถูกแล้ว” ลูเมี่ยนยิ้มโดยไม่ปิดบัง “ต้องประวิงเวลาเสียหน่อย กฎการรวมตัวของตะกอนพลังจึงจะได้แสดงฤทธิ์เดชบ้าง”
หากเขาพาอมันดีน ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังทางเข้าสุสานใต้ดิน แล้วรีบมุ่งหน้าไปยัง ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’ เพื่อทำภารกิจให้เสร็จโดยเร็ว แฮร์ริสัน ผู้มาเยือนจากเกาะแห่งการคืนชีพ อาจจะยังไม่ทันได้ตั้งตัว ยังไม่ถูกกฎการรวมตัวส่งอิทธิพล จนตัดสินใจย่องเข้า ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’ อีกครั้งในยามราตรี ทุกอย่างก็จะจบลง และไม่อาจบรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ได้
ต้องเผื่อเวลาให้กฎการรวมตัวของตะกอนพลังได้สำแดงฤทธิ์อย่างเพียงพอ!
บางที การค่อยๆ ทำอาจจะเร็วกว่า
“ค…คุณจะให้อะไรรวมตัวกัน?” อมันดีนที่เคยเห็นท่าทีของลูเมี่ยนใน ‘เทศกาลฝัน’ มาแล้ว พลันรู้สึกตื่นตระหนก
“เป้าหมายที่พวกเรากำลังไล่ล่าอยู่น่ะ” ลูเมี่ยนเอนหลังพิงผนังรถ ยิ้มพลางตอบว่า “วางใจเถอะ ความปลอดภัยของคุณจะถูกรับประกันอย่างสมบูรณ์”
อมันดีนได้ยินดังนั้น ก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลุยส์·แบรียังนับว่าเป็นคนรักษาคำพูด สัญญาอะไรไว้ก็ทำตามนั้นเสมอ
สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ หากฟรังก้าหรือจินนาอยู่ที่นี่ด้วย พวกเธอคงจะย้อนถามว่า “รับประกันแค่ความปลอดภัยหรือ? ระหว่างกระบวนการจะไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ถูกทรมาน ไม่ได้รับผลกระทบทางจิตใจและวิญญาณใช่ไหม?”
อมันดีนเหลือบมองไปยังที่นั่งสารถีอีกฟากของผนังรถ แล้วจึงกระซิบกระซาบ
“คุณไม่กลัวว่าสารถีจะได้ยินบทสนทนาของเราหรือ?”
เมื่อครู่นี้ไม่ได้ลดเสียงพูดเลยสักนิด!
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ พลางเอ่ยตอบ
“เขาไม่ได้ยินหรอก”
อมันดีนชะงักไปครู่หนึ่ง พยายามทำความเข้าใจด้วยความรู้ศาสตร์เร้นลับของตน
“ค…คุณสร้าง ‘กำแพงวิญญาณ’ แบบรวดเร็ว?”
“จะคิดแบบนั้นก็ได้” ลูเมี่ยนขี้เกียจอธิบายให้อมันดีนฟังว่า ‘ขวดเสกสรร’ คืออะไร
อมันดีนผ่อนคลายลง ถามพลางยิ้มหยันว่า
“สตรีสองท่านเมื่อครู่ เป็นคนรักของคุณหรือ?”
ลูเมี่ยนแค่นเสียง ‘เฮอะ’
“คำถามนี้ ทำไมไม่ถามต่อหน้าพวกเธอล่ะ?”
“แบบนั้นคงกระอักกระอ่วนแย่เลย พวกเธอต้องโกรธมากแน่!” อมันดีนยังพอมีไหวพริบทางอารมณ์อยู่บ้าง
“แล้วผมจะไม่โกรธหรือ?” ลูเมี่ยนถามอย่างขบขัน
อมันดีนหัวเราะคิกคัก
“คุณดูไม่เหมือนคนที่จะโกรธเพราะเรื่องแบบนี้”
เธอพลันชี้ออกไปนอกหน้าต่าง
“นั่นคือวิทยาลัยครูชั้นสูงแห่งทรีอาร์หรือ?”
“ลูกไม้เปลี่ยนเรื่องของคุณ โบราณจังเลยนะ” ลูเมี่ยนเยาะเย้ยอมันดีนอย่างไม่ไว้หน้า
ด้วยเหตุนี้ รถม้าเช่าสี่ล้อสี่เบาะจึงแล่นด้วยความเร็วปกติมาถึงจัตุรัสแดนชำระ
ขณะเดินลงบันได ลูเมี่ยนล้วงเทียนขาวออกมาก้อนหนึ่ง โยนให้อมันดีน พลางบอกเล่าสารพัดข้อห้ามภายในสุสานใต้ดิน
อมันดีนตั้งใจฟังอย่างยิ่ง จุดเทียนเล่มหนึ่งด้วยการเสียดสีพลังวิญญาณ
“ฉันเคยอ่านพบในนิตยสารบางฉบับ แต่ไม่มีฉบับใดบรรยายละเอียดเท่าที่คุณเล่าวันนี้เลย”
“ข้อห้ามเหล่านี้ เราจำเป็นต้องรักษาจริงหรือ? หากไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น? อย่างเช่น ถ้าฉันไม่จุดเทียนล่ะ?”
ระหว่างที่สนทนากัน ทั้งสองก็มาถึงหน้าซุ้มประตูหินใหญ่ ซึ่งสลักคำเตือนว่า ‘หยุด! เบื้องหน้าคือจักรวรรดิแห่งความตาย!’
ผู้ดูแลสุสานผมขาวโพลน สวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงิน กางเกงขายาวสีเหลือง ซึ่งประจำอยู่ด้านหลังประตู เหลือบมองลูเมี่ยนแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้ขัดขวางที่ทั้งสองจะเข้าสุสานใต้ดินในยามวิกาล
ลูเมี่ยนมองตรงไปเบื้องหน้า เดินผ่านกองกระดูกที่วางเรียงรายสองข้างทาง พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“คุณก็จะหายไปจากโลกนี้ พ่อแม่จะลืมว่าเคยมีลูกอย่างคุณ อดีตคู่หมั้นจะลืมว่า เคยมีคู่หมั้นอย่างคุณ มิตรสหายจะลืมคุณ บ่าวไพร่ก็จะลืมคุณ คงมีเพียงผมที่ยังจำคุณได้”
แม้อมันดีนจะเป็นผู้วิเศษเทียบเท่าลำดับ 7 และเคยเห็นโศกนาฏกรรมบางส่วนใน ‘เทศกาลฝัน’ อีกทั้ง อดีตคู่หมั้นก็เชี่ยวชาญการเรียกวิญญาณคนตาย แต่เมื่อมาอยู่ในสุสานใต้ดินอันมืดครึ้มน่าขนพองสยองเกล้า มีกระดูกนับไม่ถ้วน ทั้งยังแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย เธอก็อดใจสั่นหวั่นวิตกไม่ได้
เมื่อประกอบกับคำอธิบายของลูเมี่ยน ก็ยิ่งทำให้ขนหลังของเธอลุกชัน มือที่กำเทียนขาวก็ยิ่งบีบแน่น
“ครั้งแรกที่ผมเข้ามาในสุสานใต้ดิน ก็คิดว่านี่ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การเล่าเรื่องสยองขวัญเสียจริง น่าเสียดาย จนถึงบัดนี้ โอกาสแบบนั้นกลับมีไม่บ่อยนัก” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของลูเมี่ยน
อมันดีนชะงักไปครู่
“เมื่อครู่คุณกำลังเล่าเรื่องสยองขวัญหรือ?”
“ถูกต้อง และสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดในเรื่องนี้คือ ไม่มีคำใดเลยที่โกหก” ลูเมี่ยนตอบพลางยิ้ม
“…” อมันดีนตกใจจนพูดไม่ออก
เธอเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ด้วยเกรงว่าจะตามลูเมี่ยนไม่ทัน
ทั้งสองมุ่งหน้าลงไปยังสุสานใต้ดินชั้น 4 ระหว่างทางก็มีโครงกระดูกที่ขยับเขยื้อนโดยพลัน คอยจะสะดุดอมันดีน จนสาวน้อยแทบจะร้องกรี๊ดออกมา
ในที่สุด ลูเมี่ยนก็พาอมันดีนมาถึงห้องฝังศพใหญ่อันเสื่อมโทรม ทั้งยังเต็มไปด้วยคราบกระดำกระด่าง ซึ่งเป็นที่ซ่อนของ ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’
เด็กหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวา แล้วพึมพำกับตัวเอง
“คราวนี้ไม่เจอร่างที่คล้ายกริสโมนา…”
“ที่พระองค์เคยวนเวียนอยู่ในสุสานชั้น 4 ก็เพื่อตามหานางมารสตรีผู้หนึ่ง พอสมปรารถนาแล้วก็ไม่หลงเหลือความผูกพันแล้ว?”
ลูเมี่ยนละสายตากลับมา ก่อนจะโยนกระจกบานหนึ่งส่งให้อมันดีน
“ถือไว้ รออยู่ตรงนี้”
“รออยู่ที่นี่?” อมันดีนมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดหวั่น ทุกด้านล้วนมืดมิดลึกล้ำ เรียงรายไปด้วยห้องฝังศพที่ผุพังทรุดโทรม ใครจะรู้ว่าในเงามืดเหล่านั้นซ่อนเร้นสิ่งใดไว้บ้าง
“เดี๋ยวผมกลับมา” ลูเมี่ยนตอบห้วนๆ โดยไม่ได้ปลอบประโลม ก่อนจะเดินตรงผ่านประตูหินที่เปิดแง้มเข้าไปในห้องฝังศพ เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็พบกับผู้ดูแลสุสานที่มีริ้วรอยลึกจนดูคล้ายศพมากกว่าคนเป็น
ผู้ดูแลชราในชุดเสื้อกั๊กสีน้ำเงิน กางเกงขายาวสีเหลือง ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้ขัดขวางการเคลื่อนไหวของลูเมี่ยนแต่อย่างใด
เมื่อมาถึงทางลาดที่ทอดตัวลงสู่เบื้องล่าง ลูเมี่ยนล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ หยิบกระจกบานหนึ่งและเครื่องประดับหน้าผาก ‘น้ำตาดำ’ ที่ถูกเผาไปแล้วเกินครึ่งชั่วโมงออกมา
นอกห้องฝังศพขนาดใหญ่ อมันดีนอาศัยแสงสลัวจากเทียนขาว มองเห็นใบหน้าของลูเมี่ยนปรากฏขึ้นบนผิวกระจก พร้อมกับเสียงของเขาที่แว่วมา
“เอามือแตะที่กระจก”
อมันดีนที่คุ้นเคยกับเหตุการณ์เช่นนี้ รีบยกมือที่ถือเทียนขาวแตะลงบนผิวกระจกทันที
ความรู้สึกคุ้นชินกับสายน้ำเย็นเฉียบ แรงดูดน่าสะพรึงกลัว และร่างที่ดูเหมือนไร้น้ำหนักหวนกลับมาอีกครั้ง ก่อนที่อมันดีนจะพบว่าตนปรากฏกายอยู่เคียงข้างลูเมี่ยนในพริบตา
ลูเมี่ยนเก็บ ‘น้ำตาดำ’ และกระจกกลับเข้าที่ ก่อนจะชี้นิ้วลงไปยังส่วนลึกของทางลาด
“อยู่ข้างล่างนั่น”
…………
ในซอกแคบระหว่างห้องฝังศพโบราณสองห้อง ห่างจากห้องฝังศพใหญ่ที่ซ่อน ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’ ไว้ราวยี่สิบถึงสามสิบเมตร ฟรังก้าที่ถือเทียนขาว บรรจงโผล่ร่างออกมาอย่างระแวดระวัง ชำเลืองมองไปยังจุดหมายเพียงแวบเดียว ก่อนจะรีบหดตัวกลับ
“เทียนพวกนี้น่ารำคาญชะมัด…เป็นอุปสรรคต่อการซ่อนตัวจริงๆ” เธอพึมพำบอกจินนา
“แล้วจะซุ่มดักแฮร์ริสันกันยังไงดี?”
ในความมืดสนิทบริสุทธิ์ แสงเหลืองริบหรี่จากเทียนขาวยิ่งดูเด่นชัดขึ้น
จินนามองฟรังก้าพลางยิ้ม
“ในทางกลับกัน แฮร์ริสันก็ย่องเข้ามาเงียบๆ ได้โดยที่พวกเราไม่เห็นเหมือนกัน อีกอย่าง พวกเราแอบอยู่ตรงมุมนี้ ก็ช่วยลดผลกระทบจากแสงเทียนได้หลายส่วนแล้ว”
ฟรังก้ารู้อยู่แก่ใจดี เมื่อครู่เพียงแค่บ่นไปตามอารมณ์
ทันใดนั้น เธอพลันฉุกคิดบางสิ่งได้ มุมปากจึงกระตุกก่อนจะเอ่ยถาม
“เธอเห็นอ็องโตนีบ้างไหม?”
“เอ่อ…” จินนาชะงัก
ในจังหวะนั้นเอง เสียงของอ็องโตนีก็ดังมาจากนอกซอก ‘ผมอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา’
พร้อมกับเสียงของเขา ในที่สุดฟรังก้ากับจินนาก็เห็นพวกพ้องรายนี้
อ็องโตนียืนอย่างเปิดเผยอยู่บนทางเดินด้านนอก ถือเทียนขาวที่จุดไว้ ซึ่งนางมารทั้งสองไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนเลย
“ล่องหนทางใจจะมหัศจรรย์เกินไปแล้ว…” ฟรังก้าเอ่ยชมด้วยความอิจฉา
‘ล่องหนทางใจ’ มีหลักการที่แตกต่างจาก ‘ล่องหน’ แบบอื่นโดยสิ้นเชิง โดยจะมุ่งวางตัวเองไว้ในจุดบอดทางจิตใจและมุมอับทางการรับรู้ของผู้คนรอบข้าง ทำให้พวกเขาละเลยการมีอยู่ตรงนั้นไป ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะถือเทียนที่จุดไว้หรือไม่ ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการล่องหนของอ็องโตนีแต่อย่างใด
อ็องโตนีตอบสั้นกระชับ
“แสงเทียนที่นี่เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจอย่างแรง มันทำให้ประสิทธิภาพ ‘ล่องหนทางใจ’ ของผมลดลงเช่นกัน ต้องมีสมาธิมากกว่าปกติจึงจะรักษาสภาพนี้ไว้ได้”
ฟรังก้าและจินนาไม่พูดอะไรอีก พากันซ่อนตัวอยู่ในซอกระหว่างห้องฝังศพ คอยตั้งใจฟังเสียงความเคลื่อนไหวรอบข้าง
…………
เบื้องหน้าคือหมอกสีเทาขาวซีดจาง ซึ่งกำลังหดและขยายตัวอย่างเชื่องช้า
ลูเมี่ยนหยุดพินิจสภาพของตัวเองอีกครั้ง
ความหนาวเย็นที่พวยพุ่งจากภายในจิตใจ แผ่ซ่านไปทั่วร่างของเด็กหนุ่ม จนอารมณ์และความปรารถนาส่วนใหญ่เหี่ยวเฉาไป
ทว่า ความอาฆาตและความหงุดหงิดอันเป็นผลร้ายจากพันธสัญญายังคงอยู่ ซ้ำยังทวีความรุนแรงขึ้นทุกที
ตอนนี้สภาพของเขาค่อนข้างดี แทบไม่ต้องพึ่งพาความสามารถของ ‘นักพรต’ ก็สามารถอดทนมาได้
อมันดีนก็มีอาการคล้ายกัน ใบหน้าด้านหนึ่ง ‘เย็นจัด’ จนซีดขาว อีกด้านก็ขบกรามแน่น พยายามไม่ให้ตัวตนแปลกปลอมลอดออกมา
ลูเมี่ยนคว้าแขนเธอไว้ พลางยื่นมือซ้ายที่ถือเทียนขาวไปทางหมอกสีเทาขาว
จังหวะที่หน้าอกของเด็กหนุ่มร้อนวาบขึ้น ทั้งสองก็เดินเข้าไปในหมอกได้อย่างราบรื่น
ทุกสิ่งรอบกายยิ่งจมดิ่งลงสู่ความเงียบสงัด…
……………………………………………………..