ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 851 ประสบการณ์ประหลาด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 851 ประสบการณ์ประหลาด
ตอนที่ 851 ประสบการณ์ประหลาด
ลูเมี่ยนปล่อยมือ แล้วนำมือมากดบนหน้าอกด้านซ้าย เพื่อแสดงความเคารพต่อมิสเตอร์ฟูลด้วยความเงียบ ก่อนจะจูงอมันดีนเดินลงไปตามทางลาดชันท่ามกลางม่านหมอกสีขาวอมเทา
อมันดีนยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกว่า ไม่อาจทนต่อสภาวะในยามนี้ได้อีก ความเย็นที่พลุ่งพล่านออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าตนเองได้สิ้นลมหายใจ กลายเป็นศพไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ภายในร่างกายคล้ายกับยังมีอีกตัวตนกำลังดิ้นรนพยายามจะฉีกร่างออกมา
“พวกเรา…กลับกันดีไหม?” เธอเอ่ยถามลูเมี่ยนด้วยน้ำเสียงลังเล
“ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว” ลูเมี่ยนชี้ไปยังทิศทางที่มีเสียงน้ำแผ่วเบาลอยแว่วมา แล้วกล่าวเสริมว่า “ถ้าคุณอยากกลับไปจริงๆ ผมก็พร้อมช่วยสนองให้”
อมันดีนลังเลอยู่ชั่วครู่
“ไหนๆ ก็มาถึงขอบแล้ว…”
กลับตอนนี้ก็เท่ากับเสียเวลาเดินทางมาเปล่าๆ น่ะสิ?
ลูเมี่ยนหัวเราะแผ่วเบาพลางเอ่ยถาม
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก ถ้าถึงขั้นที่ทนไม่ไหว ผมต้องเผ่นหนีเร็วกว่าคุณแน่นอน”
“คุณพูดแบบนี้ ฉันยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่…” อมันดีนพึมพำตอบ
ลูเมี่ยนก้าวเดินต่อไป ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“เดี๋ยวพอผมบอกให้คุณหลับตา คุณก็จงหลับตา และเมื่อบอกให้ลืม คุณก็ต้องรีบลืมตาทันที”
“ได้” ในสภาวะเช่นนี้ อมันดีนทำได้เพียงมอบความไว้วางใจให้แก่ลูเมี่ยน
ไม่นานนัก ม่านหมอกสีเทาเบื้องหน้าพวกเขาก็จางหายไป เผยให้เห็นตาน้ำพุขนาดเท่าสระน้ำเล็กๆ
ภายในตาน้ำพุมีกระแสน้ำสีขาวซีดเอ่อล้น โอบล้อมด้วยความมืดดำที่ยากจะบรรยายสีสัน
อมันดีนเห็นเส้นผมสีดำชุ่มน้ำลอยระเริงดั่งสาหร่าย ตรงก้นบ่อราวกับซุกซ่อนร่างหลายสายไหวพลิ้ว โดยร่างเหล่านี้ดูคล้ายผู้คนที่เพิ่งจมน้ำ กำลังดิ้นรนปีนขึ้นมา
ในยามเดียวกัน เธอสังเกตเห็นสตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์คลุมสีขาว ผมดำสยายยาว ใบหน้างดงามไร้ที่ติ กิริยาวาจาศักดิ์สิทธิ์ ราวกับมิใช่ผู้ที่ควรสถิตอยู่ในสุสาน กำลังเดินวนเวียนอยู่ริมน้ำพุ
อมันดีนถูกดึงดูดในบัดดล หากมิใช่เพราะดวงตาของสตรีผู้นั้นเยียบเย็นไร้อารมณ์ ปราศจากเสน่ห์อันพึงมี และหากมิใช่เพราะน้ำพุได้ไหลกลับเข้าสู่โพรงที่มืดมิดจนแม้แสงก็ไม่อาจสาดส่องผ่าน เธอคงยากจะถอนสายตา
ลูเมี่ยนก็เห็นร่างของกริสโมนาเช่นกัน ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองในพริบตา
“อาจพาจินนามาที่นี่ ให้พบกริสโมนาโดยไม่ต้องรอจนถึงเวลาเลื่อนลำดับทุกครั้ง…”
“กริสโมนาที่นี่ ดูคล้ายวิญญาณเร่ร่อนมากกว่า…วิญญาณที่ถูกผูกมัดอยู่รอบบ่อน้ำสตรีซามาเรีย จะสื่อสารได้ตามปกติหรือไม่ จะโจมตีนางมารที่เข้าใกล้โดยไม่เลือกหน้าหรือไม่ จะเกิดความผิดปกติขึ้นหรือไม่ ยังคงเป็นปริศนา…”
“ต้องหาทางพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อนพาจินนาเข้ามา…”
ลูเมี่ยนสังเกตว่า เงาวิญญาณของกริสโมนาไม่แม้แต่จะเหลือบมองตนสักแวบ จึงเอี้ยวหน้าไปบอกอมันดีนว่า
“หลับตาได้แล้ว”
“ตกลง” อมันดีนรู้สึกถึงความหวาดกลัวบางอย่าง จึงรีบเชื่อฟังหลับตาลงทันที
ลูเมี่ยนก้าวไปข้างหน้าสองก้าวในบัดดล จนมาถึงขอบบ่อน้ำสตรีซามาเรีย
วินาทีถัดมา อมันดีนได้ยินเสียงน้ำพุเอ่อล้น สัมผัสได้ถึงกระแสอำมหิตอันบ้าคลั่งที่โถมกระหน่ำเข้าใส่ร่าง
เธอไม่อาจห้ามร่างกายที่สั่นเทา เข่าทั้งสองอ่อนระทวย
ในยามเดียวกัน เธอเกิดภาพหลอน เห็นร่างมากมายกำลังคืบคลานเข้าหาตน แต่ละร่างช่างน่าสะพรึงกลัวนัก ชนิดที่เพียงเห็นก็ฝันร้าย เผชิญหน้าก็ตายอนาถ
อมันดีนร้องด้วยความหวาดผวา
“กลับเถอะ!”
“ฉันจะกลับ!”
ขณะที่เธอร้องเสียงแหลม กระแสอำมหิตอันบ้าคลั่งก็จางหายไป ร่างมากมายในภาพหลอนก็ล่าถอย
ข้างหูเธอมีเสียงทุ้มต่ำของลูเมี่ยนดังแว่ว
“ลืมตาได้แล้ว”
อมันดีนหลุดพ้นจากภวังค์หวาดผวาสุดขีด ความตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เธอไม่ลังเลอีกต่อไป ลืมตาขึ้นทันที
หญิงสาวเห็นร่างอันคุ้นตานั่น ร่างชราที่สวมมงกุฎเหล็กประหลาดเป็นสนิม ผิวพรรณวาววับประดุจหยก เคราขาวพลิ้วไสวแผ่วเบา
ยามนี้ ร่างชรานั่งขัดสมาธิอยู่ในโพรงอันมืดมิด ตัวโพรงกำลังสั่นสะเทือนหนักหน่วง ราวกับมีสิ่งลึกลับบางอย่าง พยายามจะบีบเค้นตัวออกมา
สายตาของอมันดีนจับจ้องอยู่ที่ดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่ลึกล้ำประดุจห้วงราตรี
ความคิดเธอพลันพร่าเลือน ประหนึ่งเห็นมือข้างหนึ่งเน่าเปื่อยมีหนองไหลเยิ้ม งอกขนประหลาดพิกล ยื่นมาแตะลงบนกระหม่อมของตน
เธอได้ยินเสียงชรา ไร้อารมณ์ เยือกเย็น และว่างเปล่า ดังก้องอยู่ข้างหู
แต่เธอไม่อาจเข้าใจถ้อยคำที่เสียงนั้นกำลังกล่าว
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด อมันดีนก็สติกลับคืนมา ในสายตาไม่เห็นร่างชรานั่นอีกแล้ว มีเพียงดินดำมืดอันปราศจากน้ำพุสีขาวซีด รวมถึงลูเมี่ยนที่กำลังนั่งยองอยู่ข้างตาน้ำพุ ถือขวดทองคำใบเล็กรองรับหยดน้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมา
แน่นอน ลูเมี่ยนและผู้อื่นได้รายงานเรื่องราวของอมันดีนต่ออาร์คานาใหญ่แล้ว จึงกล้าพาเธอเข้ามาในบริเวณรอบบ่อน้ำสตรีซามาเรีย อีกทั้ง มาดามเมจิกเชี่ยนยังสั่งให้เด็กหนุ่มตักน้ำจากบ่อน้ำสตรีซามาเรียเพิ่มอีกด้วย
“น้ำพวกนี้มีประโยชน์อันใดหรือ?” อมันดีนที่คลายความหวาดกลัวลงแล้ว เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“หากให้ศัตรูของคุณดื่ม เขาจะสิ้นชีวิตในทันที” ลูเมี่ยนตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
ดวงตาของอมันดีนเป็นประกายวาบขึ้นพร้อมกับครุ่นคิด
“แต่จะให้ศัตรูดื่มด้วยวิธีไหน…”
ลูเมี่ยนเก็บขวดทองคำใบเล็ก ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถามว่า
“เมื่อครู่คุณเห็นอะไร ได้ประสบสิ่งใดมาบ้าง?”
อมันดีนนึกทบทวนแล้วเล่าทุกรายละเอียด พลางพินิจพิเคราะห์กับตัวเอง
“แต่ฉันฟังไม่เข้าใจว่าพูดอะไร เสียงที่ออกมาเป็น %¥…”
“ดูเหมือนว่าฉันจะได้รับพลังใหม่แล้ว สามารถปลอบโยนดวงวิญญาณ ปลอบประโลมอารมณ์และแรงกระหาย…”
ลูเมี่ยนตั้งใจจดจำถ้อยคำที่อมันดีนเล่าให้ฟัง แล้วเดินกลับมายืนข้างกายสาวน้อย
“คุณได้รับพรใหม่แล้ว ‘ผู้ปลอบวิญญาณ’”
“อ้อ…” อมันดีนยิ้มออก “ฉันรู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย…”
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“บางที คุณอาจจะค่อยๆ มีหนวดขาวและรอยย่น ผมเคยได้ยินมาว่า พรจะค่อยๆ ทำให้ผู้รับพรเข้าใกล้ผู้ประทานพรมากขึ้น ทั้งในด้านจิตวิญญาณและร่างกาย”
อมันดีนสะดุ้งตกใจ
“ฉ…ฉันขอปฏิเสธพรนี้ได้หรือไม่?”
“ลองดื่มยาที่มีคุณสมบัติตรงข้ามกันดูสิ เผื่อจะหักล้างฤทธิ์กันได้” ลูเมี่ยนกล่าวพลางก้าวข้ามอมันดีน ตรงขึ้นไปตามทางลาดที่ทอดสู่ห้องฝังศพ
อมันดีนเร่งฝีเท้าตามติด จมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด
………
แม้กระทั่งเมื่อลูเมี่ยนและอมันดีนออกจากสุสานใต้ดินแล้ว ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี ก็ยังคงไม่พบร่องรอยของแฮร์ริสัน ผู้มาเยือนจากเกาะแห่งการคืนชีพ
“เขาไม่ปรากฏตัวหรือ?” ฟรังก้าขมวดคิ้วพลางกล่าว “สงสัยจะคาดคะเนผิดไปจริงๆ ลำพังความพิเศษยังไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดการรวมตัวอันทรงพลังได้? หรือว่าจำเป็นต้องเป็นยอดฝีมือในลำดับเทวทูต จึงจะสามารถใช้กฎการรวมตัวได้โดยตรง?”
จินนาหมุนดวงตาเล็กน้อยด้วยความครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยว่า
“บางที แฮร์ริสันอาจจะรับรู้ถึงการรวมตัวที่จงใจแบบนี้ได้ จึงหลบเลี่ยงไปเสียก่อน…บางที…เขาอาจไม่ใช่ผู้วิเศษในเส้นทาง ‘มรณา’ ‘ความมืด’ หรือ ‘สนธยา’…เพียงแต่มีความเข้าใจในเรื่องความตายอย่างลึกซึ้ง และกำลังไล่ตามหาวัตถุหรือสถานที่ประเภทนั้น ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องเป็นผู้วิเศษในเส้นทางดังกล่าว…เขาอาจจะเป็นแค่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องความตายก็ได้นี่?”
“เป็นไปได้” ฟรังก้าถอนหายใจ “รออีกห้านาที แล้วเราจะไปตามหาลูเมี่ยนกับอมันดีน”
กระทั่งทุกคนมาพบกันที่อพาร์ตเมนต์ 702 บ้านเลขที่ 9 ถนนโอโรเซ แฮร์ริสัน ผู้มาเยือนจากเกาะแห่งการคืนชีพก็ยังคงไม่ปรากฏตัว
“ขอบคุณทุกคนมาก ตอนนี้ฉันพร้อมจะช่วยเหลือพวกคุณแล้ว” อมันดีนเอ่ยพลางมองไปทางฟรังก้า
ฟรังก้ามองสาวน้อยที่ดูอ่อนล้าจากการเผชิญเหตุการณ์สยองขวัญ ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวตอบ
“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก เธอกลับไปพักก่อน รอให้คุ้นชินกับพลังใหม่ และให้ร่างกายกลับคืนสู่สมดุล แล้วค่อยมาพบกันอีกครั้ง”
“อีกอย่าง การเดินทางจากท่าเรือไพลอสไปทรีอาร์ ก็สะดวกสบายดีอยู่แล้ว”
สะดวกตรงไหนกัน? หากไม่ผ่านโลกในกระจก หรือไม่ใช้การเทเลพอร์ต แม้แต่คนธรรมดาเดินทางสองสามเดือนก็ยังไปไม่ถึง…อมันดีนพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะยอมรับข้อเสนอของฟรังก้า
จากนั้น เธอก็ถูกลูเมี่ยนกับพรรคพวกใช้ ‘น้ำตาดำ’ ส่งกลับไปยังกระจกที่ฟรังก้ามอบให้ แล้วคลานตัวออกมา
เวลานี้ ภายนอกยังคงเป็นราตรีกาล มีบ่าวไพร่เดินผ่านไปมาตามโถงทางเดินเป็นระยะ
เมื่อมองห้องนอนอันคุ้นเคย มองปากกาและกองหนังสือบนโต๊ะเขียนหนังสือ อมันดีนพลันรู้สึกราวกับตนได้จากมาหลายวัน ได้ผ่านประสบการณ์มากมายเหลือคณานับ
ทั้งที่เพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งค่ำเท่านั้น
ในครึ่งค่ำนี้ เธอได้อาศัยโลกในกระจกเดินทางไปกลับ ได้ท่องเที่ยวไปยังเมืองทรีอาร์อันรุ่งเรืองที่อยู่ไกลแสนไกล ได้สำรวจสุสานใต้ดินที่ปรากฏในนิตยสาร ได้ประจักษ์ด้วยตาถึงความน่าสะพรึงกลัวของบริเวณรอบบ่อน้ำสตรีซามาเรีย
เมื่อได้หวนนึกถึงเหตุการณ์ครู่หนึ่ง อมันดีนรำพึงออกมาจากใจจริงว่า
“ช่างมหัศจรรย์จริงๆ…”
“เป็นการท่องเที่ยวที่สุดแสนจะประหลาด…”
…………
ที่ทรีอาร์ อพาร์ตเมนต์ 702 ถนนโอโรเซหมายเลข 9
ลูเมี่ยนลองเปล่งเสียงที่อมันดีนได้ยินออกมา
ฟรังก้าเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงลังเลว่า
“ดูเหมือนจะเป็นคำว่า ‘ระวัง เผิงไหล…’”
“ระวังเผิงไหล? เขาเผิงไหลที่เกราะซ่อนเงาพูดถึงหรือ? มันไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษกับพวกเราเลยนี่…” ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางกล่าว
จินนาและอ็องโตนีต่างพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่” ฟรังก้ารีบปรับอารมณ์ “แต่อย่างน้อยเราก็บรรลุจุดประสงค์หนึ่งแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะสามารถพาอมันดีนมาเรียกเกราะซ่อนเงาได้!”
ถึงตอนนั้น เธอตั้งใจจะลองสอบถามมิสเตอร์ ‘ดวงดาว’ ก่อนว่าตัวอักษรในเอกสารนั้นมีความหมายว่าอะไร
คิดแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นจริงๆ!
หลังจากพูดคุยเรื่อยเปื่อยอีกพักใหญ่ อ็องโตนีเห็นว่าดึกมากแล้ว จึงขอตัวกลับบ้านของตน
จินนามองฟรังก้าที่เดินวนไปมา แล้วหันไปทางลูเมี่ยน แอบชี้ที่ตัวเอง
ลูเมี่ยนส่ายหน้าช้าๆ พลางชี้ที่ตัวเอง
หลังจากสบตากันหลายครั้ง จินนาที่แต่งหน้าเป็นแวมไพร์เม้มริมฝีปาก ก่อนจะกล่าวกับฟรังก้าว่า
“ฉันขอตัวกลับก่อน”
“อืม” ฟรังก้าไม่ได้พูดอะไรมากนัก เธอเองก็อยากสนทนากับลูเมี่ยนตามลำพังเรื่องตัวอักษรบรรพกาล รวมทั้งเรื่องของ ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’
รอจนจินนาจากไป เธอก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เอนหลัง ยืดเส้นยืดสายอย่างผ่อนคลาย
หญิงสาวชำเลืองมองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง แล้วถามด้วยความฉงน
“นั่งสิ ทำไมไม่นั่งล่ะ?”
ลูเมี่ยนมองฟรังก้า พลางถอนหายใจอย่างอดไม่ได้
“ผมมีเรื่องจะบอกคุณ”
ฟรังก้าพินิจสีหน้าลูเมี่ยนอย่างระแวง
“จะมาอำกันเรื่องอะไรอีก? คุณเป็นพวกที่แม้แต่ยามหายนะใกล้บังเกิด ก็ยังสามารถตักเตือนผู้อื่นด้วยน้ำเสียงล้อเล่นได้”
“หรือว่า…เป็นเรื่องเครียด? มันร้ายแรงมากเลยหรือ?”
ลูเมี่ยนเพิ่งใช้ ‘น้ำตาดำ’ สัมผัสรับรู้กระจกทุกบานในห้อง เพื่อยืนยันเบื้องต้นว่าไม่มีสายตาของ ‘นางมารดำ’ จ้องมองอยู่
เด็กหนุ่มมองฟรังก้า สัญชาตญาณอยากจะฝืนยิ้มให้ดูผ่อนคลายขึ้น แต่กลับทำไม่สำเร็จ
ฟรังก้าขยับตัวนั่งตัวตรงอย่างไม่รู้ตัว
ลูเมี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“จินนาขอให้ผมช่วยย่อยโอสถสุขสม”
…………………………………………………….