ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 853 สารภาพ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 853 สารภาพ
ตอนที่ 853 สารภาพ
หยาดน้ำตาและคราบน้ำตาบนใบหน้าของฟรังก้าทำให้ลูเมี่ยนนึกถึงโอลัวร์ผู้เป็นพี่สาว นึกถึงความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างในยามที่เธอขึ้นไปเฝ้ามองผืนฟ้าดวงดาวบนดาดฟ้า
เขานึกถึงชีวิตในหมู่บ้านกอร์ตูที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน นึกถึงความเจ็บปวดแทงทะลุกระดูกและวิญญาณ ยามพี่สาวสิ้นชีพและหมู่บ้านถูกทำลาย นึกถึงตนเองในช่วงแรกที่มาถึงทรีอาร์ ซึ่งยังเต็มไปด้วยความคิดทำร้ายตัวเอง นึกถึงการค่อยๆ เอาชนะความรู้สึกต่อต้าน ค่อยๆ สร้างสายสัมพันธ์ทางสังคมขึ้นใหม่ทีละก้าว เริ่มจากฟรังก้า จินนา ชาร์ลี และผู้เช่าหลายคนในโรงแรมระกาทอง
“ในโลกนี้ คนที่ผมให้ความสำคัญก็เหลือไม่มากแล้ว…” ลูเมี่ยนถอนหายใจยาว
แม้ในยามเผชิญการหักหลังและแผนร้ายจากโมโรลา จูลี่ และอัลบัส·เมดีซี รวมถึงภยันตรายนานัปการ เขาก็มิเคยถอนหายใจบ่อยเท่าสองวันนี้
บางครั้งเขารำคาญใจจนอยากเผาโลกใบนี้ให้มอดไหม้
ถ้อยคำของฟรังก้าเมื่อครู่กระทบห้วงหัวใจเด็กหนุ่มอย่างจัง เขารู้คำตอบแล้ว แต่ก็ยังอยากดิ้นรนต่อสักครู่
เขาจ้องมองฟรังก้า แย้มยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า
“ความสำคัญไม่จำเป็นต้องแสดงออกผ่านเรื่องนั้นหรอกนะ”
“นอกจากโอลัวร์แล้ว คุณกับจินนาก็คือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม”
ฟรังก้าส่ายหน้าทันทีโดยไม่ลังเล
“ไม่ได้! ฉันจะรู้สึกไม่สบายใจ ฉันจะรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก!”
“คุณตกลงกับจินนาแล้ว คุณก็ต้องตกลงกับฉันด้วย เมื่อเริ่มต้นเช่นนี้แล้ว อย่าคิดจะถอนคำพูด! ตอนที่คุณตัดสินใจ คุณก็ควรรู้เรื่องนี้แล้ว ถ้าถือชามน้ำไม่สมดุล น้ำย่อมต้องไหลออกมา!”
“ในฐานะหัวหน้าทีม คุณต้องจดจำสามสิ่งในการปฏิบัติต่อสมาชิก”
“ความยุติธรรม! ความยุติธรรม! และความยุติธรรมอันบ้าบอนั่นแหละ!”
“แต่เรื่องแบบนี้…” ลูเมี่ยนตอบโดยไม่ทันคิด “ถ้าอ็องโตนีอยากนอนด้วย ผมก็ต้องตกลงด้วยหรือ?”
“ต้องตกลง!” ฟรังก้าเดินมาที่หน้าเตียง ก้มมองลูเมี่ยนที่นั่งอยู่ พลางพูดอย่างดุดัน “ใครใช้ให้คุณไปนอนกับจินนาก่อน เว้นแต่อ็องโตนีจะไม่ต้องการเอง หรือคุณคิดว่าเขาเป็นสมาชิกที่สละทิ้งหรือเปลี่ยนได้!”
ลูเมี่ยนนวดขมับด้วยความปวดหัว
หลักการประหลาดอะไรกันนี่…
ทำไมฟรังก้าถึงมีหลักการแปลกประหลาดพวกนี้อยู่เรื่อย…
ลูเมี่ยนมองฟรังก้า ยิ้มขื่นพลางกล่าว
“คุณใช้วิธีนี้ในการย่อยโอสถ ‘นักกระตุ้น’ หรือ?”
ไม่ทันที่ฟรังก้าจะตอบ เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจอีกครั้ง
“ผมตกลง”
แล้วจึงเสริมว่า
“แต่ผมพูดแทนได้แค่ตัวเอง ส่วนทางจินนา คุณต้องไปเจรจาเอง”
นั่นหมายถึงการเข้าร่วมคำสัญญานั้น
ร่างของฟรังก้าพลันโงนเงน ราวกับสูญเสียเรี่ยวแรงไปชั่วขณะ
สีหน้าของเธอเริ่มผ่อนคลายลง แล้วหัวเราะเบาๆ พลางกล่าว
“เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ฉันต้องการเพียงคำตอบรับจากคุณ”
“อีกอย่าง ผมกับจินนา…” ลูเมี่ยนเกือบจะพูดว่าตนกับจินนา ตกลงกันไว้แค่เพียงย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ให้หมด แต่ก็รู้สึกว่าในเวลาและสถานการณ์เช่นนี้ไม่เหมาะจะพูดออกไป
ฟรังก้ามองเขา ใบหน้าที่ดูอ่อนล้าเล็กน้อยกลับมาแสดงรอยยิ้มกรุ้มกริ่มอีกครั้ง
“คุณยังไม่ได้บอกว่าตกลงเลือกทางไหน ฉันหวังมากกว่าว่า คุณจะกลายเป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’ หรือไม่ก็ให้ฉันเอาคุณ”
“ทางเลือกที่เหลือนั่นแหละ” ลูเมี่ยนตอบอย่างจนใจ
ฟรังก้าถอนหายใจยาว
“ก็ได้”
เธอดูราวกับสูญเสียเปลือกแข็งที่ค้ำจุนตัวเอง ทั้งร่างดูอ่อนแรงนัก
หญิงสาวโบกมือพลางกล่าว
“งั้นฉันกลับละ”
“ผมนึกว่า…” ลูเมี่ยนแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย
ฟรังก้าช้อนตามองเขา
“คุณนึกว่าอะไร? ฉันต้องเผชิญกับความกระทบกระเทือนและความเจ็บปวดมากมายเหลือเกิน เศร้าโศกเหลือคณานับ อารมณ์และสภาพจิตใจก็ยังไม่ปกติ จะมีอารมณ์ทำเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร? ในเมื่อคุณตกลงแล้ว ก็แค่จดไว้ก่อน รอฉันฟื้นตัวแล้วค่อยว่ากัน”
จิตใจและวิญญาณของฉันก็ต้องการเวลาฟื้นตัวเหมือนกัน…ลูเมี่ยนถอนหายใจเงียบงัน
หลังจากมองส่งฟรังก้าที่กระโดดออกทางหน้าต่างไป หายลับในความมืดแห่งราตรี ลูเมี่ยนก็เดินไปเปิดประตูห้องนอน
จินนากำลังนั่งเงียบอยู่ในความมืดบริเวณเก้าอี้เอนหลัง
ลูเมี่ยนไม่แปลกใจที่เห็นจินนาปรากฏตัว
เธอเฝ้าอยู่หน้าห้องของฟรังก้าอยู่แล้ว อีกทั้งอารมณ์ของฟรังก้าก็รุนแรงมาก ยากที่จะไม่ถูกสังเกตเห็นและติดตามตอนออกมา
“ผมไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเช่นนี้” ลูเมี่ยนถอนหายใจพลางกล่าวกับจินนา
จินนาลุกขึ้นยืน ยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ถึงฉันจะไม่คิดเหมือนกัน แต่เมื่อครู่ฉันได้คิดอยู่พักใหญ่ รู้สึกว่าบางที บางทีอาจจะยอมรับได้ อา…เฉพาะในส่วนของคุณกับเธอ นี่ยังดีกว่าผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดที่ฉันคาดไว้”
“ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดที่คุณคิดไว้คืออะไร?” ลูเมี่ยนถอนหายใจอย่างโล่งอก
จินนามองด้วยแววตาที่เจือด้วยความเศร้า ความรู้สึกผิด และความเจ็บปวด
“ฟรังก้าเสียสติ คิดจะฆ่าพวกเราทิ้ง”
“ฉันจะยอม แต่ฉันก็จะหลบไปสักพัก รอจัดการอนาคตของยูเลียนให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยพบเธอ”
ลูเมี่ยนมองจินนาครู่หนึ่ง ถอนหายใจก่อนเอ่ยว่า
“นับตั้งแต่แม่จากไป คุณก็มีแนวโน้มทำร้ายตัวเองบ่อยครั้ง พวกเราคิดว่าได้ช่วยให้คุณปลดปล่อยความรู้สึกออกไปหมดแล้ว ไม่นึกว่ายังมีบางส่วนซ่อนอยู่”
จินนาจ้องมองลูเมี่ยนด้วยดวงตาวาววับ
“คุณก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
ลูเมี่ยนสบตาเธอ ผ่านไปสองวินาทีจึงหัวเราะแผ่วเบา
“นี่เป็นการประชุมเพื่อนผู้ป่วยหรือ?”
“ใช่” จินนาชี้ไปยังประตูใหญ่ “ฉันจะไปคุยกับฟรังก้าสักครู่ อีกสองวันค่อยมาแลกเปลี่ยนอาการกัน”
“ได้” ลูเมี่ยนพยักหน้าเบาๆ
…………
ในอพาร์ตเมนต์ 702 บ้านเลขที่ 9 ถนนโอโรเซ
ฟรังก้าลืมตานอนเอนกายบนเก้าอี้เอนหลัง โยกตัวแผ่วเบาตามจังหวะการแกว่ง
ก๊อกๆๆ
เธอได้ยินเสียงเคาะประตูบ่งบอกถึงการมาเยือนของใครบางคน
อยู่ในสภาพแบบนี้ ง่ายแก่การถูกลอบสังหารจริงๆ…ฟรังก้าครุ่นคิด ลุกขึ้นยืนเดินไปยังประตู
เธอเดาได้ว่าใครกำลังยืนอยู่อีกฟาก
และแล้ว เธอก็เห็นจินนาในชุดแต่งหน้าแวมไพร์ยืนอยู่ตรงหน้า
หญิงสาวอ้าปากค้าง ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใด ได้แต่หลีกทางให้จินนาเดินเข้ามา
เมื่อจินนานั่งลงบนโซฟาเดี่ยว ก็ยิ้มพลางเอ่ยกับฟรังก้าผู้กลับไปนั่งบนเก้าอี้เอนหลัง
“การสนทนาของเธอกับลูเมี่ยนเมื่อครู่ ฉันได้ยินทั้งหมดแล้ว”
“…” สีหน้าของฟรังก้าที่ซีดขาว พลันแดงก่ำ
น่าอาย!
น่าอายเกินไปแล้ว!
น่าอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี!
จินนาหัวเราะในลำคอ
“ความจริงแล้ว ฉันก็หวังอีกสองทางเลือกนั้นมากกว่า”
ฟรังก้าได้แต่หัวเราะแผ่วเบา
จินนาจ้องมองใบหน้าเธอ พูดอย่างจริงจัง
“ฉันได้ยินว่า ในทางเลือกสุดท้ายยังซ่อนความคิดอื่นอยู่ เธอจะบอกฉันได้ไหมว่าคืออะไร?”
ฟรังก้านิ่งเงียบครู่หนึ่งจึงตอบ
“ไอ้ลูเมี่ยนบ้านั่น ต้องบอกเธอแน่ว่าจะอยู่จนกว่าโอสถสุขสมจะย่อยหมด ฉันรู้จักเขาดี!”
พูดไปพูดมา ฟรังก้ารู้สึกขุ่นเคืองแทนจินนา
แล้วเธอก็ถอนหายใจพลางเอ่ยว่า
“หากฉันเข้าร่วม ในสภาพเช่นนี้ ลูเมี่ยนคงเกรงใจไม่กล้ากำหนดระยะเวลา และเมื่อถึงตอนนั้น เพื่อความยุติธรรม เขาก็คงไม่กล้ากำหนดเวลากับเธอเช่นกัน”
จินนาหลับตาลง ดุจถูกสายลมพัดผ่าน
เธอมองฟรังก้าด้วยแววตาอ่อนโยนผิดวิสัย แย้มยิ้มขื่นขมพลางเอ่ยปาก
“แต่แบบนั้นก็แค่การหลอกตัวเอง ฉันทำแบบนั้นไม่ได้”
“ของปลอมยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย หลอกนานเข้าอาจกลายเป็นจริงก็ได้” ฟรังก้ายิ้มเยาะตัวเอง “ช่วงเวลาอันยาวนานนี้ ขอแค่ของปลอมก็ยังดี รู้ว่าเป็นของปลอมก็ยิ่งดี จะช่วยให้พวกเราย่อยโอสถได้ด้วย”
มองดูจินนา อารมณ์ของฟรังก้าพลันพลุ่งพล่าน มีหลายสิ่งที่อยากเอ่ย
“ฉันคงเป็นคนขลาด ฉันชอบเธอมานานแล้ว แต่ไม่เคยกล้าไขว่คว้าอย่างจริงจัง ไม่กล้าแสดงความรู้สึกของตัวเอง เรื่องนี้ฉันลังเลมาตลอด ทุกวันมีแต่ถอยหนี”
ในบรรยากาศปัจจุบัน ฟรังก้าพลันพบว่าการเอ่ยคำว่า ‘ชอบคุณ’ ช่างไม่ยากเย็นเลย
แต่ความไม่ยากเย็นนี้กลับทำให้เธอยิ่งเศร้าสลด
จินนามองฟรังก้า ไม่มีทีท่าโกรธเคือง ทั้งยังไม่เอ่ยปากพูดสิ่งใด
เธอรู้สึกได้ว่า สิ่งที่ฟรังก้าต้องการพูดอย่างแท้จริง กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟรังก้ากัดฟันกรอด
“ฉันมีบางสิ่งปิดบังเธอไว้”
“ฉ…ฉันแต่เดิมเป็นบุรุษ”
“ฉันรู้” จินนาตอบอย่างสงบ แววตามีประกายให้กำลังใจ “โอสถ ‘แม่มด’ สินะ”
“รู้จริงๆ ด้วย…” ฟรังก้าไม่ได้ประหลาดใจ แต่รวบรวมความกล้าพูดต่อ “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ฉ…ฉันไม่ใช่คนของโลกนี้ ฉันข้ามมิติมาจากโลกอื่น ฉ…ฉันครอบครองร่างนี้”
จินนาอุทานด้วยความตกตะลึง
“โลกอื่น?”
หญิงสาวพลันนึกขึ้นได้
“โลกของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ กับ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ หรือ?”
ออกปฏิบัติการด้วยกันมานาน ฟรังก้ามักลืมว่า เคยเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องให้จินนาฟังหรือไม่ บ่อยครั้งก็หลุดปากพูดโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น จินนาจึงคุ้นเคยกับคำเหล่านี้มานานแล้ว แต่ไม่รู้ความหมายแท้จริง เพียงแต่เข้าใจว่าเป็นผู้มีอำนาจระดับสูง
“ใช่ รวมถึงเกาะแห่งการคืนชีพด้วย” เมื่อเปิดเผยความลับนี้ออกไป ฟรังก้ารู้สึกโล่งอก
จินนาทำหน้าเหมือนเพิ่งเข้าใจ
“ถึงว่าล่ะ หลังได้รับข่าวกรองของแฮร์ริสัน เธอถึงได้ตื่นเต้นขนาดนั้น…”
“ทีนี้เธอเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมฉันถึงอยากเรียกเกราะซ่อนเงามาตลอด?” ฟรังก้าถามอย่างกระวนกระวายใจ “ธ…เธอไม่รังเกียจเรื่องที่ฉันแย่งร่างของคนอื่นหรอกหรือ?”
“จะรังเกียจไปทำไม? เว้นเสียแต่ว่า ฟรังก้าที่ฉันรู้จักถูกคนอื่นแทนที่” จินนาตอบอย่างขบขัน
ฟรังก้าผ่อนคลายไปทั้งร่าง เกือบจะทิ้งตัวหมดแรงลงบนเก้าอี้เอนหลัง
จินนาครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วลองถามดู
“พี่สาวของลูเมี่ยน รวมถึงเหล่าผู้เข้าร่วมชุมนุมศาสตร์เร้นลับที่มีโค้ดเนมประหลาดๆ…ก็มาจากโลกของพวกเธอด้วยหรือ?”
“ใช่ แต่ที่เหลือฉันบอกเธอไม่ได้แล้ว พูดได้เฉพาะส่วนของฉัน” ฟรังก้ากล่าวอย่างจนใจ “แต่ก่อนฉันฝันถึงแต่การกลับบ้าน กลับไปโลกของตัวเอง ดังนั้น ทุกครั้งที่มีแรงฮึดอยากก้าวไปหาเธอสักก้าว ก็อดไม่ได้ที่จะถามตัวเองในใจ ฉันจะรับผิดชอบอนาคตของเธอได้หรือ? หากมีโอกาสกลับบ้าน ตัวเองจะยอมอยู่ที่นี่เพื่อเธอหรือ? การบอกให้อีกฝ่ายติดตามกลับไปยังโลกที่ไม่คุ้นเคย จะโหดร้ายเกินไปไหม? เธอจะยอมไปด้วยหรือ สามารถไปด้วยได้หรือ…”
“ทุกครั้งที่ถามตัวเองจบ ก็ถอยกลับอยู่ร่ำไป…”
“ได้แต่ขัดแย้งกับตัวเองอยู่อย่างนี้ ไม่เคยได้ทำอะไรจริงจังเลย”
จินนาฟังด้วยแววตาอ่อนโยน รอจนฟรังก้าพูดจบจึงยิ้มพลางเอ่ยปาก
“เธอคือหนึ่งในคนที่มีจิตใจอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบ…ฉันดีใจที่มีเธออยู่เคียงข้างในช่วงเวลายากลำบากที่สุด”
เธอมองฟรังก้า ลังเลครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ
“ตอนนี้เธอยังอยากจะกลับบ้านอยู่ไหม?”
ฟรังก้านิ่งเงียบไป แสงจันทร์แดงเรื่อนอกหน้าต่างหม่นลงตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟรังก้าจึงตอบเสียงแผ่ว
“อยาก…”
…………………………………………………….