ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 854 ตีความ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 854 ตีความ
ตอนที่ 854 ตีความ
เมื่อได้ยินคำตอบของฟรังก้า จินนากัดริมฝีปากก่อนเอ่ยถาม
“คำตอบเมื่อครู่ของเธอ เป็นเพราะมีเรื่องนี้เกี่ยวข้องใช่หรือไม่?”
“อาจจะ…” ฟรังก้ายิ้มอย่างขมขื่นพร้อมกล่าวต่อ “หากไม่ตัดสินใจแบบนั้น ความขัดเคืองคงค้างคาในใจฉัน จนพวกเราห่างเหินกันไปทีละน้อย และเมื่อภารกิจหลักสำเร็จ ปราศจากสิ่งผูกมัดจากภายนอก บางทีเราอาจแยกย้ายไปคนละทิศทาง แต่ฉัน…ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย…”
“ตอนถือมีดออกไป ฉันตั้งใจจะแทงลูเมี่ยนเพื่อระบายความแค้น แต่ขณะเดินอยู่ในความมืดริมถนน สายลมเย็นพัดมาปลุกสติให้กระจ่าง แล้วฉันก็คิดได้ว่า ความรักช่างน่ารำคาญนัก หากปราศจากสิ่งที่เรียกว่าความรัก พวกเราสามคนคงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเหมือนวันวาน”
“พอความคิดนี้ผุดขึ้น ฉันรู้สึกได้ทันทีว่า หากตัดความรักออกไป ตัดความปรารถนาในการครอบครองและความริษยาอันเกิดจากความรักออกไป บางที…อาจจะ…เป็นไปได้…”
“มาดามจัดจ์เมนต์เตือนพวกเราเสมอว่า วันสิ้นโลกกำลังใกล้เข้ามา อาจมาถึงในอีกไม่กี่ปีหรือสิบกว่าปี พวกเราต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านจิตใจและกำลังทั้งปวง แม้ปัจจุบันยังไม่ปรากฏลางร้าย จนบางคราวอดลืมความจริงนี้ไม่ได้ ปล่อยให้จิตใจผ่อนคลายบ้าง เพื่อไม่ให้ความเครียดทำลายสติ แต่เพียงในทรีอาร์ พวกเราก็เผชิญหายนะใหญ่มาแล้วสองครั้ง ทั้งเหตุการณ์เกี่ยวกับ ‘พฤกษาเงา’ และแผนการหอพัก ไม่ว่าพวกเราจะหลบเลี่ยงหรือหลีกหนีสักเพียงใด ก็ไม่อาจละเลยความจริงนี้ได้อีกต่อไป”
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน พวกเราอาจสูญเสียใครบางคน อาจมีผู้จากลา หรืออาจมีคนตายจากไปได้ทุกเมื่อ แล้วไยต้องกังวลใจนักเล่า? แม้ทางเลือกนั้นจะประหลาด แม้แต่ฉันเองก็ยากจะยอมรับ แต่เหตุใดจะไม่ลองดูสักคราว?”
“หลังการทดลอง อนาคตระหว่างพวกเราอาจดีขึ้น สนิทสนมกันมากขึ้น เห็นคุณค่าซึ่งกันและกันยิ่งขึ้น หรืออาจแย่ลง ห่างเหินกันไปทีละน้อย กลายเป็นคนคุ้นเคยผู้แปลกหน้า หรือกลับกลายเป็นศัตรูผู้เกลียดชัง แต่หากไม่ลองสักครั้ง จะล่วงรู้ได้อย่างไรว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร? แย่เพียงใดก็คงไม่ย่ำแย่ไปกว่านี้”
“แน่นอน ความรู้สึกของมนุษย์นั้นยากจะควบคุม แม้อนาคตระหว่างพวกเราจะดีขึ้น แต่ความรักอันซ่อนเร้น รวมถึงความปรารถนาในการครอบครอง และความริษยาอันเกิดจากความรัก ก็ไม่อาจขจัดออกไปได้สิ้น ความทุกข์ระทมกับสุขสมจะดำรงอยู่เคียงคู่กันไปอย่างยาวนาน นี่อาจเป็นแก่นแท้ของ ‘นางมาร’”
“แต่ไม่ว่าอย่างไร ฉันก็ยังชื่นชอบประโยคนั้นมาก”
“ชีวิตมันสั้น ลองดูสักครั้งจะเป็นไรไป?”
จินนาตั้งใจรับฟังถ้อยคำของฟรังก้าจนจบ แล้วเอ่ยด้วยแววตาอันอ่อนโยน
“นั่นคือสาเหตุที่ฉันรู้สึกเร่งรีบ…จนเลือกทำในสิ่งที่เห็นแก่ตัวลงไป”
เธอหัวเราะแผ่วเบาทันที
“ก่อนหน้านี้ ฉันได้ยินลูเมี่ยนนำประโยค ‘ชีวิตมันสั้น ลองดูสักครั้งจะเป็นไรไป’ มาล้อเธอ…เธอเคยท่องประโยคนี้แล้วไปทำเรื่องแปลกๆ แบบไหนมาหรือ?”
ฟรังก้ายิ้มอย่างเขินอาย
“ตอนนั้นฉันลังเลและกังวลใจว่า จะดื่มโอสถ ‘แม่มด’ ดีหรือไม่ แล้วก็มีใครบางคนพูดประโยคนี้กับฉัน”
จินนาทำท่าเหมือนเพิ่งเข้าใจ แต่มิได้หัวเราะเยาะฟรังก้า เพียงถามด้วยความอยากรู้ว่า
“แล้วเรื่องระหว่างเธอกับการ์ดเนอร์·มาร์ติน ก็ใช้ประโยคนี้ปลอบใจตนเองเช่นกันหรือ?”
“ก็คงงั้น…ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จักพวกเธอ ยังไม่มีใครเป็นคนพิเศษ” ฟรังก้ายิ่งแสดงอาการเขินอาย
จินนาเห็นท่าทางเช่นนั้น จึงหัวเราะในลำคอพลางกล่าว
“แล้วในอดีต เธอเคยคิดจะลองดูกับลูเมี่ยนบ้างไหม?”
“เรื่องนั้น…” คำถามนี้ทำให้ฟรังก้าแทบอยากวิ่งหนีออกจากบ้าน “ให้ตายเถอะ! สาวน้อยบริสุทธิ์อย่าพูดเรื่องแบบนี้จะได้ไหม!”
จินนาตั้งใจสบถ
“ตอนฉันร้องเพลงในคาบาเร่ต์ เรื่องตลกลามกฉันก็เคยได้ฟัง ฉากวาบหวิวก็เคยได้เห็น! มันเด็ดยิ่งกว่าเรื่องพรรค์นี้มาก ไม่เพียงชายหญิง แม้แต่ชายกับชายก็มี!”
เมื่อเห็นบรรยากาศอันเศร้าหมองและหนักอึ้งผ่อนคลายลง จินนาจึงลุกขึ้นยืนพลางกล่าว
“เธอดูเหนื่อยๆ นะ…มักเป็นเช่นนี้เสมอหลังจากอารมณ์ผันผวน ฉันขอตัวกลับก่อน พักผ่อนให้เพียงพอล่ะ”
“อา” ฟรังก้าลุกขึ้นยืนตาม
เธออ้าปากค้าง ดูประหนึ่งอยากถามบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็มิได้เอ่ยปาก
จินนาช่างสังเกตรายละเอียดเช่นนี้ จึงยิ้มพลางกล่าวว่า
“จะถามอะไรก็ถามมาเถอะ เธอตัดสินใจทำเรื่องแบบนั้นลงไปแล้ว ยังมีเรื่องไหนถามไม่ได้อีก?”
ฟรังก้าลังเลครู่หนึ่ง จ้องตาจินนาแล้วเอ่ยปาก
“ถ…ถ้าฉันบอกเธอแต่แรกว่า เดิมทีฉันเป็นชาย แล้วหลังจากได้อยู่ร่วมกันมาระยะหนึ่ง ฉันจริงจังกับการจีบ ธ…จะมีโอกาสชอบฉันไหม?”
จินนาครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนตอบ
“ฉันตอบคำถามสมมตินี้ไม่ได้หรอก ได้แต่บอกว่าอาจจะ…”
เธอจ้องตาฟรังก้า แล้วเอ่ยต่อไป
“ฉันเคยบอกไปแล้วว่า ในช่วงเวลานั้น เธอเป็นเหมือนแสงสว่างส่องเข้ามาในชีวิต…สำหรับฉัน เธอเป็นทั้งเพื่อนสุดแสนประเสริฐ และพี่สาวต่างแม่ที่คอยปกป้องฉันเสมอมา หลังจากแม่ตายไป ฉันถึงกับถ่ายเทความรู้สึกบางส่วนต่อแม่ มาไว้กับตัวเธอ…บางทีอาจด้วยเหตุนี้ บางครั้งฉันจึงคิดว่า ไม่ควรให้เธอเพ้อฝัน ตัดใจเสียแต่แรกจะดีกว่า”
พูดถึงตรงนี้ จินนายิ้มบาง
“ในใจฉัน หากให้จัดลำดับสามคนสำคัญในตอนนี้ อันดับหนึ่งคือยูเลียน อันดับสองคือเธอ อันดับสามจึงเป็นลูเมี่ยน ความรักอาจจางหายไปสักวัน แต่ความผูกพันระหว่างพวกเราเช่นนี้จะไม่มีวันเลือนหาย”
ฟรังก้ารู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง ยิ้มแล้วกล่าวต่อไป
“ท่องบทได้ไม่เลว”
“แน่นอน เมื่อก่อนฉันตั้งใจเรียนมากนะ!” จินนาค่อยๆ เดินไปทางประตู
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็หันกลับมามองฟรังก้า ลังเลครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“เรื่องการเข้าร่วมที่เธอพูดถึง ตอนนี้ฉันยังยอมรับไม่ได้ อา…เฉพาะในส่วนของฉันนะ”
จากนั้น จินนาอมยิ้มมุมปาก
“แต่ต่อไปภายภาคหน้า…ใครจะรู้ล่ะ?”
ฟรังก้ายิ้มตอบ
“ให้พูดใครก็พูดได้”
จินนาหมุนกายกลับ ก้าวไปจนถึงประตู แล้วเปิดบานประตูออก
เธอกุมลูกบิดทองเหลือง ชะงักฝีเท้าอีกครา เอี้ยวกายมองฟรังก้าผู้ยืนอยู่กลางห้องรับแขก แล้วเอ่ยปากด้วยเสียงแผ่ว
“ถ…ถ้าวันหนึ่ง เธอพบวิธีกลับบ้านเกิดเมืองนอน แต่ฉันกับลูเมี่ยนปรารถนาให้อยู่กับพวกเราต่อ…เธอจะอยู่ต่อไหม?”
ฟรังก้ายืนหันหลังให้แสงจันทร์สีชาด ใบหน้าจมดิ่งอยู่ในม่านราตรีมืดมิด
หญิงสาวเงียบงันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะบรรจงเอื้อนเอ่ย
“ตอบไม่ได้…”
เสียงนั้นประหนึ่งบีบคั้นออกมาจากห้วงหทัย ทั้งแผ่วพลิ้วและอ่อนแรง
…………
สองวันต่อมา ณ โพรงเหมืองหินแห่งหนึ่งในทรีอาร์ใต้ดิน
ฟรังก้า จินนา และอมันดีน ผู้เพิ่งเดินทางมาจากรัฐมาตานีในทวีปใต้ ยืนอยู่ภายในกำแพงวิญญาณ มองดูลูเมี่ยนจัดเตรียมแท่นบูชา
ส่วนอ็องโตนี ซึ่งอมันดีนยังไม่ทันสังเกตเห็น คอยทำหน้าที่เฝ้าระวังบริเวณรอบนอก
ลูเมี่ยนบรรจงจัดเตรียมทุกสิ่งอย่างไม่เร่งร้อน จุดเทียน หยดน้ำมันหอมระเหย ถอยหลังสองก้าว แล้วไปยืนเคียงข้างฟรังก้า
เขามิได้รู้สึกกังวลแม้ไร้ครึ่งเทพคอยคุ้มครอง ประการแรกเพราะมีอมันดีนอยู่ด้วย ประการสองเพราะตอนส่งน้ำจากบ่อน้ำสตรีซามาเรียให้มาดามเมจิกเชี่ยน เขาได้เกริ่นถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว
เมื่อเห็นเปลวเทียนไหวระริก ฟรังก้าพลันรู้สึกตึงเครียด ส่วนอมันดีนมีสีหน้างุนงง เนื่องจากเธอมิอาจล่วงรู้ว่า ตนจะช่วยอะไรได้ และช่วยได้อย่างไร
เมื่อฟรังก้าพยักหน้าบ่งบอกความพร้อม ลูเมี่ยนก็เริ่มเปล่งภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“ตัวข้า!”
จากนั้น เขาเปลี่ยนมาใช้ภาษาเฮอร์มิส
“ขออัญเชิญในนามของข้า”
“วิญญาณที่เตร็ดเตร่ท่ามกลางความว่างเปล่า กลุ่มก้อนที่ประกอบจากเงาจำนวนมาก สัตว์พันธสัญญาของลูเมี่ยน·ลี”
นี่คือพิธีกรรมอันคุ้นเคยสำหรับอมันดีน คล้ายกับการอัญเชิญผู้ส่งสาร เธอจึงมิได้ตั้งใจดูนัก ขณะสงสัยใคร่รู้ถึงคำบรรยายในคาถา หญิงสาวก็คอยสังเกตปฏิสัมพันธ์ทางสายตาระหว่างมาดามฟรังก้า สตรีผู้เธอเพิ่งล่วงรู้นาม และลูเมี่ยน หวังจะค้นพบนัยแห่งความสัมพันธ์อันคลุมเครือ
แต่ก็พบเพียงความผิดหวัง เพราะฟรังก้า จินนา และลูเมี่ยน ล้วนมุ่งความสนใจไปยังพิธีกรรม
ไม่นานนัก ร่างเลือนรางในเกราะเกล็ดปลาก็ก้าวออกมาจากเปลวเทียน เกล็ดสีดำสนิทบนร่างนั้นประดับด้วยสีทองบริสุทธิ์หลายแห่ง ดูสง่างามและศักดิ์สิทธิ์
ใบหน้าโปร่งแสงบนเกล็ดต่างๆ ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่ง บิดเบี้ยวและดุร้ายประดุจปีศาจ
พวกมันกรีดร้องไร้เสียง แผ่ซ่านความเคียดแค้นและความอาฆาต
อมันดีนสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
มิใช่ว่าเธอตกใจรูปลักษณ์ของเกราะซ่อนเงา ความน่าสะพรึงกลัวระดับนี้ยังไม่อาจทำให้ผู้ผ่านเทศกาลฝัน เคยอัญเชิญบายินเฟล และเคยไปสุสานใต้ดินอย่างเธอหวาดกลัวได้
สิ่งที่ทำให้เธอแสดงอาการตอบสนองต่อความกลัวเช่นนี้ เป็นเพราะเกราะซ่อนเงาพร้อมด้วยใบหน้าปีศาจบนเกล็ดทั้งหมด ล้วนหันมาจ้องเธอพร้อมกัน!
เมื่อหญิงสาวแทบกลั้นหายใจ ร่างกายก็ถูกความหนาวเหน็บโอบล้อมไว้ทั้งหมด
เกราะซ่อนเงาเปล่งเสียงออกมา ยังคงใช้ภาษาประหลาดนั่น
บุคคลเดียวที่พอจะฟังออกคือฟรังก้า โดยเสียงนั้นกำลังกล่าวว่า
“ศิษย์ของประตูเบื้องล่าง…”
“รู้จักพรที่อยู่ในตัวอมันดีนจริงๆ ด้วย…” ฟรังก้าพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะสังเกตว่าความอาฆาตที่แผ่ซ่านจากเกราะซ่อนเงา ยามนี้เบาบางลงไปมาก ดูเหมือนจะสามารถสนทนากันได้อย่างสงบมากขึ้น
ลูเมี่ยนก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน จึงรีบให้ฟรังก้านำทองคำมูลค่าหนึ่งแสนเฟลคินมาวางบนแท่นบูชา ส่วนตัวเขาเอ่ยด้วยภาษาเฮอร์มิส
“ข้าขอถวายเครื่องบูชา โปรดช่วยกระทำสิ่งหนึ่งอันเรียบง่าย รวมถึงการตอบคำถามสองข้อด้วยเถิด”
เกราะซ่อนเงาส่งความนึกคิดว่า ‘ได้’ ออกมา ใบหน้าโปร่งแสงบนผิวเกล็ดทั้งหมด จดจ้องทองคำด้วยความละโมบพร้อมกัน
ลูเมี่ยนรีบนำเอกสารที่ฟรังก้าส่งให้วางลงบนแท่นบูชา
นี่มิใช่เอกสารชุดที่มิสเตอร์สตาร์มอบให้ฟรังก้า และก็มิใช่เอกสารต้นฉบับ สำหรับชุดแรก ลำดับถูกสับเปลี่ยนจนสิ้น ยากจะตีความผ่านการถามตอบในลักษณะเดียวกัน ส่วนชุดหลังอาจนำมลทินมาสู่เกราะซ่อนเงา จนพิธีกรรมพัฒนาไปในทิศทางอันตรายซึ่งคาดเดาไม่ได้
ดังนั้น หลังจากฟรังก้าแสดงเจตจำนง มิสเตอร์สตาร์จึงส่งเอกสารชุดใหม่ผ่านมาดามจัดจ์เมนต์
เอกสารชุดใหม่นี้คัดประโยคสมบูรณ์หลายประโยคมาจากเอกสารต้นฉบับ และตัวอักษรหลายร้อยตัวในประโยค ก็คือตัวอักษรซึ่งปรากฏบ่อยในส่วนอื่นของเอกสาร
“สิ่งที่ขอร้องคือ…รบกวนแปลเอกสารชุดนี้ด้วย” ลูเมี่ยนเอ่ยคำขอ ขณะที่ฟรังก้าฟังด้วยความคาดหวังระคนตึงเครียด
เธอไม่แน่ใจว่า เกราะซ่อนเงาจะยอมรับข้อเสนอแบบนี้หรือไม่
ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิว เอกสารสองแผ่นนั้นลอยขึ้น ล่องลอยไปเบื้องหน้าเกราะซ่อนเงา
ผ่านไปครู่หนึ่ง เกราะซ่อนเงาเอ่ยถ้อยคำที่พวกลูเมี่ยนไม่อาจเข้าใจออกมาอีกครา
ฟรังก้าผงกหูขึ้นทันที
“หยินเดี่ยวไม่งอกงาม หยางเดี่ยวไม่กำเนิด ในหยินแฝงหยาง ในหยางมีหยิน หยินหยางรวมกันสรรพสิ่งจึงเกิด นี่คือวิถีสวรรค์…”
“แค่นี้?” มุมปากฟรังก้าขยับเล็กน้อย
แม้พวกเธอจะยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เกราะซ่อนเงากำลังเสียดสีเธอ จินนา และลูเมี่ยนอยู่
…………………………………………………….