ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 857 ร่างของท่านผู้นั้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 857 ร่างของท่านผู้นั้น
ตอนที่ 857 ร่างของท่านผู้นั้น
“คำแปลที่พวกคุณต้องการ มาถึงแล้ว” มาดามเมจิกเชี่ยนวางปึกจดหมายลงบนโต๊ะเบื้องหน้ามิสเตอร์สตาร์ ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่ง
มิสเตอร์สตาร์ยังคงนั่งนิ่ง เพียงยื่นมือออกไปเบื้องหน้า
ในทันใดนั้น ปึกจดหมายลอยขึ้นราวมีพลังล้ำลึกพยุงไว้ แล้วร่อนลงสู่อุ้งมือของมิสเตอร์สตาร์
มิสเตอร์สตาร์จดจ่อพินิจอ่านทีละแผ่น เสียงกระดาษเสียดสีกันดังแผ่วในห้องอันเงียบสงัด
ครู่หนึ่งผ่านไป เขาเงยหน้ามองมาดามเมจิกเชี่ยนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“คุณคิดว่า ข้อคาดการณ์ของพวกเขามีเหตุผลหรือไม่”
มาดามเมจิกเชี่ยนยิ้มพลางตอบ
“ในแง่มุมของนักเขียน นี่คือข้อคาดการณ์อันดีเลิศ”
“แน่นอน ตัวฉันเองก็คิดว่านี่คือความจริง”
“คุณคิดอย่างไรบ้าง ผู้อาวุโสพาลีส”
ดวงตาของมิสเตอร์สตาร์พลันมืดมน เสียงชราภาพดังจากริมฝีปาก
“ตอนนั้นพวกเราเพียงล่วงรู้ว่าอลิสต้า·ทูดอร์กำลังทำเรื่องอันตรายในทรีอาร์ มิได้ทราบรายละเอียดแต่อย่างใด”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง คำถามสำคัญคือ ความรู้ที่ทำให้อลิสต้า·ทูดอร์เริ่มลงมือ มาจากแหล่งใดกัน”
มาดามเมจิกเชี่ยนครุ่นคิดถึงปัญหานี้มานาน
“ความเป็นไปได้ประการแรกคือ นักบวชสีชาดผู้มีมลทินอยู่แล้ว กอปรกับการที่อลิสต้า·ทูดอร์ฝืนข้ามเส้นทางอันห่างไกล แลกมาด้วยความคลุ้มคลั่ง ทำให้พระองค์สัมผัสรู้สภาพการณ์อีกด้านหนึ่งขณะก้าวสู่ความเป็นเทพ เกิดการสั่นพ้องอันน่าพิศวง จนได้รับความรู้อันเกี่ยวเนื่อง”
“อีกความเป็นไปได้หนึ่งคือ ท่านผู้นั้นเป็นผู้มอบให้ผ่านวิธีบางประการ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ มาดามเมจิกเชี่ยนถามตามลางสังหรณ์ของพลังวิญญาณ
“สิ่งที่คุณประสงค์จะบอกคือ เรื่องนี้มีเค้าลางของท่านผู้นั้นสินะ?”
“พระองค์ได้แทรกแซงประวัติศาสตร์มาโดยตลอด เพื่อให้มันดำเนินไปในทิศทางที่พระองค์คาดหมายไว้”
“แน่นอน เรื่องนี้อาจมิใช่ประวัติศาสตร์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่น่าจะเป็นสิ่งที่พระองค์ต้องการจะพิสูจน์บางเรื่องมากกว่า”
“แต่ก่อนข้าไม่ค่อยเข้าใจว่า เหตุใดพระองค์จึงช่วยอลิสต้า·ทูดอร์ฝืนก้าวขึ้นเป็นนักบวชสีชาด และคอยควบคุมสภาวะ มิให้อลิสต้า·ทูดอร์คลุ้มคลั่งโดยสิ้นเชิง แต่บัดนี้พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว”
“ในยามนั้น พระองค์เป็นเพียงราชาเทวทูต ยากจะมีอิทธิพลและจัดการกับเทพแท้จริง แต่หากเทพแท้จริงองค์นั้นอยู่ในสภาพย่ำแย่ ตกอยู่ในภาวะคลุ้มคลั่ง และมักทำการตามสัญชาตญาณล่ะ? คงจะง่ายดายขึ้นไม่น้อย”
“และด้วยการมีส่วนร่วมของจักรพรรดิโลหิตคลั่ง อย่างอลิสต้า·ทูดอร์ นางมารต้นกำเนิดก็อาจถูกดึงดูดให้เข้าร่วมในเรื่องนี้ได้”
“ในท้ายที่สุด พระองค์คงได้พิสูจน์ความคิดของตน และได้รับประสบการณ์อันล้ำค่า แต่ผลลัพธ์กลับเกิดเหตุไม่คาดฝันบางประการ จนนำไปสู่การปะทุของสงครามสี่จักรพรรดิ”
มิสเตอร์สตาร์พลันกลับมาใช้น้ำเสียงอันมีเสน่ห์เช่นเคย
“จากวันที่อลิสต้า·ทูดอร์ก้าวขึ้นเป็นนักบวชสีชาด จนถึงการปะทุของสงครามสี่จักรพรรดิ ผ่านไปทั้งสิ้นกี่ปีหรือ?”
แล้วเขาก็ตอบคำถามของตนเองด้วยเสียงชราภาพ
“ห้าร้อยสามสิบเจ็ดปี”
“นานพอจะพิสูจน์บางสิ่งได้แล้ว” มิสเตอร์สตาร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันมีเสน่ห์ดึงดูด
มาดามเมจิกเชี่ยนพยักหน้ารับ
“หากนี่คือความจริง พระองค์ย่อมเข้าใจปัญหาอันซ่อนอยู่ในโลกในกระจกพิเศษเป็นอย่างดี”
“หึๆ หากมิสเตอร์ฟูลตื่นขึ้นมาตอนนี้ เขาคงจะตรงดิ่งไปยังดินแดนเทพทอดทิ้ง กระชากคอเสื้อพระองค์ถามว่า ในส่วนลึกสุดของโลกในกระจกพิเศษ มีสิ่งใดซ่อนอยู่กันแน่”
มิสเตอร์สตาร์ถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว
“เขา…มิสเตอร์ฟูลมิได้รุนแรงและหยาบคายถึงเพียงนั้น”
มาดามเมจิกเชี่ยนหัวเราะในลำคอ
“คุณต้องแยกแยะให้ออกว่า สิ่งใดคือจินตนาการ สิ่งใดคือคำพูดจากใจ สิ่งใดคือคำพูดเท็จ สิ่งใดคือความรู้สึกแท้จริงที่แฝงในคำพูดเท็จ สิ่งใดคืออารมณ์ความรู้สึก แนวโน้ม แรงกระตุ้น และความขัดแย้ง ที่ซ่อนเร้นในส่วนลึกของจิตใจซึ่งถ่ายทอดผ่านเรื่องราวในจินตนาการอันเป็นไปไม่ได้ และสิ่งใดคือคำพูดจริง ที่คิดจริงและพร้อมจะทำจริง แต่กลับมิได้สะท้อนท่าทีอันแท้จริง”
“เมื่อคุณแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว…”
พูดมาถึงตรงนี้ มาดามเมจิกเชี่ยนเหลือบมองกระดาษและปากกาบนโต๊ะ แล้วหัวเราะในลำคอ
“คุณก็จะเริ่มเข้าใจศิลปะแห่งกวีนิพนธ์”
มิสเตอร์สตาร์นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยปาก
“ความรู้ที่ได้รับคราวนี้ พอดีเป็นส่วนของนักล่าและนางมาร นี่ก็เป็นการจัดการของพระองค์หรือ?”
“ฉันคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือของปรมาจารย์สวรรค์มากกว่า” มาดามเมจิกเชี่ยนชั่งใจก่อนกล่าวว่า “พวกเราไม่รู้ว่าปรมาจารย์สวรรค์อยู่ในสภาวะใด แต่จากที่นักพรตโลกแห่งความตายเห็น ถึงแม้พระองค์จะไม่อาจห้ามมิให้เครเมอโลแห่งนิกายมอสส์ถูกมลทิน แต่ก็น่าจะสามารถส่งอิทธิพลลึกซึ้งต่อองค์ความรู้ที่ประกอบขึ้นเป็นมลทิน และในคราวเหตุการณ์หอพัก พระองค์ก็สังเกตเห็นเจ็ดไม้แล้ว”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ มิสเตอร์สตาร์พยักหน้าแผ่วเบา
“นักล่าและนางมารในกลุ่มอาร์คาน่าเล็กใต้บังคับของพวกคุณ ซึ่งพัวพันกันอยู่ ต่างก็ล้วนเป็นการจัดแจงของพระองค์หรือ? พระองค์ทรงประสงค์ให้สิ่งที่พิสูจน์ได้จากจักรพรรดิโลหิตและนางมารต้นกำเนิดในครั้งนั้น เกิดขึ้นกับพวกเขาหรือ?”
มาดามเมจิกเชี่ยนหัวเราะ
“ไม่เพียงแค่พัวพันกันเท่านั้น ถึงฉันจะมิได้เห็นกับตา แต่ทั้งลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณและสัญชาตญาณนักเขียนของฉันบอกว่า ต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วแน่นอน”
“ฉันเวทนาพวกเขา แต่ก็อดมิได้ที่จะอยากรู้รายละเอียดอันแท้จริง…”
ว่าแล้วมาดามเมจิกเชี่ยนก็กระแอมแผ่วเบา ดึงหัวข้อสนทนากลับสู่ประเด็นเดิม
“พัฒนาการในปัจจุบัน เป็นผลอันหลีกเลี่ยงมิได้จากโชคชะตาที่พัวพัน อารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อกัน บุคลิกส่วนตัว และการเติบโตภายในจิตใจของพวกเขา คงมิได้เกี่ยวกับท่านผู้นั้นหรอก”
“แต่ว่า…”
มาดามเมจิกเชี่ยนเน้นย้ำคำว่า ‘แต่ว่า’ ก่อนจะกล่าวต่อ
“ฉันเริ่มสงสัยว่า การพบกันครั้งแรกของพวกเขาทั้งสาม คือการจัดแจงของพระองค์ หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามครรลอง”
“คุณเข้าใจหรือไม่? นักประพันธ์ระดับสูงสุดนั้น จะสร้างเพียงเวที สร้างเหตุการณ์ แล้วปล่อยให้ตัวละครแสดงบทบาท เผยตัวตน มีปฏิสัมพันธ์ และขัดแย้งกันบนเวทีและในฉาก เพื่อให้เรื่องราวอันวิจิตรงดงามบรรลุผล”
มิสเตอร์สตาร์อยากจะเย้ยว่า ‘พวกนักเขียน’ แต่เมื่อเหลือบเห็นกระดาษและปากกาบนโต๊ะ ก็กลับนิ่งเงียบ
มาดามเมจิกเชี่ยนถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ
“ต่อจากนี้ไป เราน่าจะถอดรหัสเอกสารนั้นได้มากขึ้น”
“แล้วค่าตอบแทนล่ะ? ค่าตอบแทนสำหรับสองถ้วย?”
มิสเตอร์สตาร์หยิบวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ในกล่องเงินออกมาทีละชิ้น
“เตรียมไว้นานแล้ว”
“นี่คือสูตรและวัตถุดิบทั้งหมดของโอสถตั้งแต่ลำดับ 9 ‘ผู้ไร้หลับ’ จนถึงลำดับ 7 ‘ฝันร้าย’”
มาดามเมจิกเชี่ยนชำเลืองมองแล้วถามพลางยิ้ม
“ไม่ให้เหรียญทองนั่นด้วยหรือ?”
“แม้สองถ้วยจะเป็นผู้นำทางในแดนฝันตามแผน และมีเพียงเธอคนเดียวที่ทั้งไว้ใจได้ และรู้จักสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี แต่เธอไม่ควรได้รับรางวัลง่ายเกินไป ผมจะสั่งงานเธออีกสักอย่าง พร้อมกับแจ้งว่า นอกจากสูตรกับวัตถุดิบของโอสถลำดับ 6 ‘ผู้ปลอบวิญญาณ’ แล้ว ยังจะมีรางวัลพิเศษสำหรับตัวเธอด้วย” มิสเตอร์สตาร์ลูบผมที่ยุ่งเหยิงพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
มาดามเมจิกเชี่ยนพยักหน้าเบา แล้วพูดถึงเรื่องอื่น
“ฉันอยากถามมาตลอด ผู้อาวุโสพาลีส คุณก้าวไปถึงลำดับ 1 แล้ว เหตุใดถึงยังอยู่กับมิสเตอร์สตาร์ล่ะ?”
ดวงตาของมิสเตอร์สตาร์หม่นมัวลงอีกครั้ง น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นชราภาพ
“คนแก่แล้วย่อมรักความมั่นคง ไม่อยากเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย”
มาดามเมจิกเชี่ยนยิ้มตอบ
“ฉันอยากฟังความจริง”
มิสเตอร์สตาร์ถอนหายใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงชราภาพ
“รอให้คุณก้าวขึ้นเป็นเทวทูตใหญ่ลำดับ 1 เสียก่อน แล้วจะเข้าใจเอง จะรับรู้ชัดเจนว่าอิทธิพลที่แผ่ซ่านออกมาเพียงน้อยนิดจากการปะทะกันระหว่างมิสเตอร์ฟูลกับราชันสวรรค์นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ข้าทำได้เพียงพำนักอยู่ในศาสนจักรเทพธิดารัตติกาล แสวงหาที่พึ่งพิงบ้าง”
มาดามเมจิกเชี่ยน ‘อืม’ คำหนึ่ง เก็บสูตรโอสถและวัตถุดิบทั้งหมดบนโต๊ะ
เธอครุ่นคิดครู่หนึ่ง ดวงตาขยับเล็กน้อย ก่อนถามมิสเตอร์สตาร์
“วัตถุดิบเหล่านี้ คุณได้มาจากไหน?”
มิสเตอร์สตาร์ยิ้มพลางตอบ
“ขอจากองค์สันตะปาปา”
มาดามเมจิกเชี่ยนครุ่นคิดก่อนถามต่อ
“องค์สันตะปาปาของพวกคุณ ไม่ถามไถ่ถึงเหตุผล แต่ให้มาเลยหรือ?”
“ใช่ ให้มาเลย” มิสเตอร์สตาร์ยกมุมปากยิ้ม ตอบตรงไปตรงมา
มาดามเมจิกเชี่ยนแสดงสีหน้าราวกับเข้าใจบางสิ่ง
เธอลุกขึ้นยืนทันที ดึงประตูบานหนึ่งที่ก่อตัวจากแสงดาวขึ้นกลางอากาศว่างเปล่า แล้วจากไปจากเรือนไม้หลังนี้
…………
ณ อพาร์ตเมนต์ที่ลูเมี่ยนเช่าอยู่
ยามราตรีอันมืดมิดเพิ่งจะจางหาย ขอบฟ้ายังไม่ทันเห็นแสงรำไร
จินนาห่มผ้าห่ม เผยไหล่ขาวผ่อง นอนคว่ำอยู่ข้างกายลูเมี่ยน ยื่นมือขวาพยายามแกะเปลือกตาของเขา
“คุณจะทำอะไร?” ลูเมี่ยนถามด้วยน้ำเสียงกึ่งขำกึ่งระอา
จินนาเบ้ปากพลางว่า
“คุณหลับตาไม่มองฉัน ฉันก็ต้องลงมือเอง ช่วยแกะตาให้คุณเปิด”
ลูเมี่ยนจำใจลืมตา เห็นดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้น แฝงรอยยิ้มและความหม่นมัวบางเบา
จ้องตากันครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า
“สภาพจิตใจของคุณ ดีขึ้นกว่าเดิมมากเลยนะ”
จินนาชักมือกลับ ยันกายตัวเอง เท้าคางมองใบหน้าและดวงตาของลูเมี่ยน
“คงงั้น…หลังจากวันที่ได้พูดคุยกับฟรังก้าจนเข้าใจกัน ก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
ลูเมี่ยนแค่นหัวเราะทันที
“แล้วใครล่ะที่เคยบอกว่า ผลลัพธ์แย่ที่สุดที่คิดได้คือ ฟรังก้าจะมาฆ่าผม แล้วผมก็ยินยอม? คุณก็รู้ดีว่าฟรังก้าทำเรื่องพรรค์นั้นไม่ลงหรอก”
“นั่นแค่จินตนาการ เป็นภาพหลอนที่เกิดจากอารมณ์ในใจ เกิดจากการครุ่นคิดกับตัวเอง และแนวโน้มการทำลายตัวเอง คุณฟังไม่ออกหรือ?” จินนาคำรามในลำคอ
ลูเมี่ยนหัวเราะเบา
“ผมฟังออกแน่นอน ก็เลยถึงบอกว่า ปัญหาระหว่างพวกคุณน่ะ ยิ่งระเบิดออกมาเร็วยิ่งดี”
ว่าไปพลาง เด็กหนุ่มรู้สึกสะท้อนใจ ยื่นมือขวาออกไปตามสัญชาตญาณ อยากลูบศีรษะจินนา แต่ยื่นไปครึ่งทางมือก็ชะงักค้างอยู่ตรงนั้น
จินนาเห็นภาพดังกล่าว แววตาหม่นลงเล็กน้อย แล้วเม้มปาก ยกมือซ้ายขึ้นคว้ามือลูเมี่ยนทันที ลากมาวางไว้ที่ท้ายทอยของตน
ลูเมี่ยนจึงค่อยลูบไล้ จากท่าทีแข็งเป็นธรรมชาติ
จินนาจ้องมองเขา รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า
“แล้วทางคุณล่ะ?”
ลูเมี่ยนเงียบไป
จินนาไม่พูดเรื่องนี้ต่อ ถามพร้อมรอยยิ้ม
“ได้ทำเรื่องอย่างว่ากับฟรังก้าหรือยัง?”
ลูเมี่ยนถอนหายใจ
“ต่อหน้าคุณ ผมพยายามไม่พูดถึงพัฒนาการระหว่างผมกับเธอ”
จินนายิ้มพลางเอ่ยปาก
“ก่อนได้คุยกับฟรังก้า ถ้าคุณพูดเรื่องพวกนี้ ฉันคงทุกข์ระทม เจ็บปวด กลัดกลุ้มจริง ได้แต่ควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงออก แต่ตอนนี้ แม้จะยังมีความรู้สึกเหล่านั้นหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ฉันกลับตั้งตารอให้คุณไป ถึงขั้นรู้สึกปลื้มใจและดีใจด้วยซ้ำ คุณเข้าใจความรู้สึกขัดแย้งแบบนี้ไหม?”
“ตอนก่อนที่ฉันตัดสินใจทำอะไรหลายอย่าง ก็มักจะขัดแย้งในใจแบบนี้เหมือนกัน”
ลูเมี่ยนพยักหน้าเชื่องช้า
“คุณก็รู้จักฟรังก้าดี ถึงจะมีความกล้าแล้ว แต่ถ้าหากตอนนั้นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ในภายหลังเธอคงถอยกรูดแน่ ก้าวข้ามธรณีประตูสุดท้ายไม่สำเร็จ…ช่วงนี้ บางครั้งที่ผมมองคุณ หรือคุณมองผม เธอก็ดูอึดอัดชัดเจน อ็องโตนีต้องสังเกตเห็นแน่ แต่เขาไม่พูดอะไร”
“จะให้เธอริเริ่มเองก็คงไม่ได้กระมัง?”
“ใช่สิ คุณนั่นแหละริเริ่มเอง ไปตอนสายนี้เลย ไปเดี๋ยวนี้เลย!” จินนาพูดอย่างไม่ลังเล
ลูเมี่ยนจ้องจินนาลึก
“คุณอยากใช้วิธีนี้เพิ่มพันธะผูกพัน เพื่อรั้งเธอไว้ในยามคับขันหรือ?”
จินนา ‘อืม’ ในลำคอ
“ฉันจะพยายามรั้งเธอไว้ แต่ฉันก็จะเคารพการตัดสินใจสุดท้ายของเธอเช่นกัน”
…………………………………………………….