ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 867 อิทธิพลที่แผ่ไป
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 867 อิทธิพลที่แผ่ไป
ตอนที่ 867 อิทธิพลที่แผ่ไป
มิสเตอร์ไซกีใช้พู่กันที่ทำจากกระดูกและเส้นผม จุ่มสีที่ผสมด้วยเลือดเนื้อ แล้วแต้มลงในวงสีเลือดที่หมุนวนเข้าด้านใน
เพิร์ลเอ่ยเสียงเลื่อนลอย
“นี่คือภาพวาดที่แทนนภาดาวไร้สิ้นสุด เมื่อเสร็จสมบูรณ์ มันจะช่วยให้องค์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองส่งพลังบางส่วนเข้าบาเรีย แม้ไม่อาจโจมตีหรือแพร่มลทินไปยังเป้าหมายเฉพาะได้ แต่สามารถส่งอิทธิพลครอบคลุมได้กว้างตามกฎที่กำหนด…”
ไซกีผู้มีผมยาวสยายและดวงตาว่างเปล่า กดพู่กันลงบนตำแหน่งโดยไม่รอให้เพิร์ลพูดจบ
ครึ่งขวาของร่างเขา ละลายเหมือนเทียนไข เลือดเนื้อพุ่งไปยังพู่กันแล้วไหลเข้าวงสีเลือดที่หมุนวน ตรงนั้นเชื่อมต่อกับนภาดาวไร้สิ้นสุด เลือดเนื้อที่ทับถมต่างสลายไปในความว่างเปล่า
ไซกีที่เหลือเพียงครึ่งร่างครึ่งศีรษะ ใช้มือซ้ายรับพู่กันที่กำลังร่วงหล่น
ในห้วงลึกของวงสีเลือด มีจุดเล็กขนาดรูเข็มปรากฏขึ้น
มันมีสีมืดสลัว ราวกับมีเสียงแว่วออกมา
ใบหน้าของเพิร์ลที่ปรากฏในหมอกขาว ประกาศผลการแลกเปลี่ยนด้วยภาษาแห่งระเบียบ
“องค์ผู้ยิ่งใหญ่ ‘เสียงเพรียกที่ไม่มอดดับ’ ได้ปล่อย ‘ปฐมปรัชญา’ และ ‘เสียงอมตะ’ ทะลุบาเรียเข้ามาเล็กน้อย สิ่งใดที่ได้ยินเสียงลึกลับและเสียงแห่งความไม่รู้ จะรับรู้ถึงมันได้ ยิ่งลำดับสูงยิ่งได้รับผลกระทบมาก!”
“ศาสนิกผู้ภักดีบางส่วนของปฐมปรัชญา หลังจากพิธีกรรมวังวนสิ้นสุด จะได้เข้าใกล้ซากของ ‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’ ในทรีอาร์ยุคที่สี่ ด้วยความช่วยเหลือจาก ‘คนในกระจก’ ผ่านโลกในกระจกพิเศษ…”
…………
กรุงทรีอาร์ บ้านของ ‘ศาสตราจารย์’ และ ‘รองศาสตราจารย์’
‘ศาสตราจารย์’ และ ‘รองศาสตราจารย์’ ฟื้นตัวจากแสงจ้า เมื่อมองเห็นสภาพแวดล้อมได้ พวกเขาก็เริ่มกังวลกับความผิดปกติ จึงปรึกษาว่าควรพาเด็กๆ ไปหลบที่ลานบูชาในสุสานใต้ดินหรือไม่
ทันใดนั้น สีหน้าของทั้งคู่พลันแปรเปลี่ยน
พวกเขายกมือปิดหู แต่กล้ามเนื้อบนใบหน้ายังบิดเบี้ยว เส้นเลือดตรงขมับปูดโปนกระตุก
พวกเขาได้ยินเสียงประหลาดที่ยากพรรณนา ทั้งร่างกายและจิตใจกลายเป็นความทุกข์
ท่ามกลางความเจ็บปวด ทั้งคู่สบตากัน เห็นความฉงนในดวงตาอีกฝ่าย
นี่ไม่ใช่เสียงของ ‘ปราชญ์เร้นลับ’!
สำหรับสถานการณ์นี้ ทั้งคู่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แม้ระหว่างศึกษาเวทมนตร์ของ ‘จอมเวท’ หรือการสำรวจสถานที่พิเศษ จะเคยพานพบเสียงลึกลับบ้าง แต่นอกจากการถ่ายทอดของ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ พวกเขาไม่เคยได้ยินเสียงอันปราศจากสัญญาณเตือนเช่นนี้ และแม้ไม่ได้พยายามแยกแยะเนื้อหา ก็ยังได้รับผลกระทบรุนแรง
โชคดีที่เมื่อเทียบกับการถ่ายทอดของ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ เสียงนี้ยังพอรับได้ ไม่ถึงขั้นทำให้คลุ้มคลั่ง
เมื่อผู้วิเศษในเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ ได้ยินเสียงลึกลับน่าสะพรึงกลัว ณ สถานที่อันไม่รู้ แสงเลื่อนลอยอันเต็มไปด้วยข้อมูลสับสน จะบิดเร่าเหมือนงูยักษ์ที่กำลังลอกคราบอย่างบ้าคลั่ง
…………
ณ ห้องใต้ดินของตึกสำนักพิมพ์นิตยสาร ‘สื่อวิญญาณ’
มิสเตอร์ K ในเสื้อคลุมดำแบบมีฮู้ด ลุกพรวดจากเก้าอี้พนักพิงสีแดง
บนหลังมือเปลือยของเขา เส้นเลือดสีเขียวกลายเป็นสีดำทีละเส้น เคลื่อนไหวบิดเบี้ยวราวกับหนอน
“ไม่ใช่ ไม่ใช่…” มิสเตอร์ K พึมพำด้วยความทุกข์ “ไม่ใช่เสียงของพระองค์!”
เขาตะโกนขึ้นทันที กระชากผ้าคลุมศีรษะออก แล้วเสียบนิ้วเข้าไปในหู
ใบหน้าของมิสเตอร์ K บิดเบี้ยวจนจำไม่ได้ เขาพึมพำด้วยความเจ็บปวดทางจิตใจที่รุนแรงกว่าร่างกาย
“ไม่ใช่เสียงขององค์เจ้า! ไม่ใช่เสียงขององค์เจ้า!”
ท่ามกลางเสียงฉีกขาดที่ชวนเสียวฟัน มิสเตอร์ K กระชากหูของตัวเองออกอย่างบ้าคลั่ง เนื้อและเลือดตรงรอยฉีกขาดดูน่าสยดสยอง
แต่นั่นยังไม่พอ!
มิสเตอร์ K แทงนิ้วเข้าไปในรูหูสุดแรง ทะลุแก้วหู อุดช่องหูเอาไว้
แต่เขาก็ยังคงได้ยินเสียงนั้น
เขาทรุดลงคลานราบกับพื้น น้ำตาไหลพรากขณะสารภาพบาปต่อองค์เจ้า
ขณะสารภาพ เขาอาเจียนเครื่องในเปื้อนเลือดออกมาเป็นก้อน
เช่นเดียวกับมิสเตอร์ K เหล่าเทวทูต นักบุญ และผู้แจ้งสารของชุมนุมแสงเหนือ ต่างได้รับผลกระทบรุนแรงและทุกข์ทรมาน จนไม่อาจทำตามคำบัญชาของพระองค์ ที่ประสงค์จะให้หยุดยั้งบางสิ่ง
ณ ดินแดนเทพทอดทิ้ง
เทือกเขาสูงถูกห้อมล้อมด้วยแสงประหลาด ในห้วงลึกของแสงคือความมืดมิดหนาทึบ
ที่ขอบแสงยังคงก่อตัวเป็นเงาบิดเบี้ยว พวกมันพุ่งเข้าใส่ความมืดอย่างบ้าคลั่งราวผีเสื้อกลางคืน
ความมืดแยกออกเป็นครั้งคราว เผยให้เห็นสายตาที่จ้องมาจากหลังม่าน
…………
บนแท่นบูชาอาบเลือดในปราสาทโบราณ ไซกีกดพู่กันลงในกองผงกระดูกสีเงินผสมดำซึ่งไม่รู้ที่มา
จิตรกรที่เหลือเพียงครึ่งร่างครึ่งศีรษะ มีรูปลักษณ์น่าสะพรึงกลัว บิดพู่กันแรงๆ แล้วยื่นไปที่ภาพสีน้ำมัน ‘นภาดาวไร้สิ้นสุด’ ซึ่งใกล้เสร็จ
ขณะที่กดพู่กันลง ร่างของไซกีเริ่มละลายเหมือนเทียนไข
พู่กันที่แบกร่างจิตรกรไว้ วาดวงแหวนสีเงินดำจนครบถ้วน
แทบจะในทันที วงแหวนนั้นก็เลือนราง ราวถูกขูดและซึมหายไปในอากาศ
เหนือวงแหวนสีเงินดำ เงาสามร่างค่อยๆ ปรากฏขึ้นพร่าเลือน เคลื่อนที่ไล่ล่ากันรอบวงแหวนไม่หยุด
ภาพ ‘นภาดาวไร้สิ้นสุด’ เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ไซกีจะไม่มีวันได้เห็นมันอีก
‘หัวหน้างาน’ เพิร์ลกล่าว
“วัฏจักรแห่งชะตาได้ประทานการมองเห็น ทุกอำนาจภายนอกที่พยายามแทรกแซงปฏิบัติการวังวน นอกจากผู้มีส่วนร่วมเอง จะต้องล้มเหลวทั้งสิ้น!”
…………
บนท้องฟ้าเหนือทะเลสีคราม ซึ่งแสงสว่างขับไล่เมฆขาวจนหมดสิ้น
มาดามเมจิกเชี่ยนในชุดเสื้อเชิ้ต กระโปรงยาวสีน้ำตาล ปรากฏตัวพร้อมมิสจัสติสและมาดามเฮอร์มิท ผู้ที่นอกจากแว่นตาแล้ว ยังมีแสงดาวระยิบระยับซ้อนกันหลายชั้นตรงใบหูทั้งสองข้าง
เมื่อได้ยินเสียงลึกลับอันน่าสะพรึงนั่น มาดามเมจิกเชี่ยนได้ผนึกการรับฟังของมาดามเฮอร์มิท ทั้งทางกายภาพและเวทมนตร์ทันที
แม้ไม่อาจสกัดเสียงนั้นได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดผลกระทบลงมาก ทำให้มาดามเฮอร์มิทยังเคลื่อนไหวและร่ายเวทได้
มาดามเมจิกเชี่ยนจ้องมองทะเลเบื้องล่าง ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยปาก
“ฉันระบุตำแหน่งเกาะที่จักรพรรดิหลับใหลไว้แม่นยำแล้วแท้ๆ”
“นี่เป็นความล้มเหลวครั้งที่สาม การ ‘ท่องเที่ยว’ ล้มเหลว…”
“ถูกลิขิตให้ล้มเหลวหรือ?”
ณ สถานที่แห่งนี้ มีเพียงมิสจัสติสในชุดกระโปรงขาวลายดอกสีทอง ที่ได้ยินเสียงของมาดามเมจิกเชี่ยน
ขณะที่มิสจัสติสเตรียมจะส่งสารถึงมาดามเฮอร์มิททางจิต มาดามเฮอร์มิทในชุดคลุมม่วงประดับลวดลาย ก็เห็นภาพนิมิต
เธอกัดฟันทนต่อความเจ็บปวด ใช้ ‘เวทมนตร์นิทาน’ ปั้นด้ายสีสันสดใสผิดธรรมชาติในอุ้งมือ
มาดามเฮอร์มิทโยนก้อนด้ายไปข้างหน้า มันกลิ้งหายเข้าความว่างเปล่า เหลือเพียงเส้นด้ายเส้นหนึ่งชี้ทางกลางอากาศ
เพียงชั่วพริบตา ก้อนด้ายมายาก็กลิ้งกลับออกมาจากความว่างเปล่า แล้วหยุดอยู่แทบเท้าของเธอ
…………
ณ กรุงทรีอาร์ คฤหาสน์ที่สมาชิกโรงเรียนกุหลาบหลบซ่อนอยู่ ถูกห่อหุ้มด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ ราวกับดวงอาทิตย์สีทองกำลังก่อตัวขึ้นทีละนิด
ที่นั่นไม่มีเงาหรือความมืดใดๆ หลงเหลืออยู่
อ็องกูแลม·เดอ·ฟรองซัวและทีม ถูกปลุกด้วยการโจมตีคฤหาสน์ของนักบุญวีฟ
พวกเขาได้รับคำสั่งจากนักบุญเพลสซี ให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ทันที
แต่ก่อนจะหันหลัง พวกเขาแทบตาบอดด้วยแสงจ้าที่ระเบิดบนฟ้า ทั้งกายใจชะงักงันกะทันหัน
เมื่อแสงจางลง พวกเขาฟื้นคืนสติ วิ่งสุดชีวิตไปยังถนนห่างจากคฤหาสน์
สิ่งที่ทำให้อ็องกูแลมโล่งใจคือ ผู้คนในละแวกนี้ได้อพยพออกไปก่อนแล้ว
วิ่งไปได้สักพัก ภาพตรงหน้าเขาก็พร่าเลือน ความคิดสับสนชั่วขณะ
เขาพบว่าตัวเองและลูกทีมกลับมาอยู่จุดเดิม จึงส่งผลต่อการลงมือของนักบุญวีฟ
…………
บนท้องฟ้าเหนือกรุงทรีอาร์
ร่างของมิสเตอร์แฮงแมน มิสเตอร์สตาร์ และมิสเตอร์มูน ปรากฏขึ้นฉับพลัน
“หาเจ็ดไม้กับสองถ้วยไม่พบ…หรือพูดง่ายๆ คือ เราไปถึงบ้านลับที่พวกเขาซ่อนตัวไม่ได้” มิสเตอร์แฮงแมนในชุดกัปตันเรือ ยืนท้าลมกระโชกพลางประเมินสถานการณ์ กล่าวกับมิสเตอร์สตาร์ในชุดเสื้อเชิ้ตขาว นอกดำ ถุงมือแดง และมิสเตอร์มูนในชุดทักซิโด้
มิสเตอร์มูนเจ้าของใบหน้างดงาม ดวงตาสีแดงก่ำ และปีกค้างคาวใหญ่ที่กระพือแผ่วเบาอยู่ด้านหลัง มิได้ขานตอบคำใด
เขาเอียงศีรษะมองไปทางจัตุรัสที่มีแสงสว่างจ้าระเบิดขึ้น แล้วพึมพำด้วยความฉงน
“การเรียกหาของบรรพชน?”
มิสเตอร์สตาร์พูดเสียงชรา
“เป็นอิทธิพลของพลังชะตากรรม”
“ถูกต้อง” มาดามจัดจ์เมนต์ในชุดฝึกอัศวิน ก้าวออกจากความว่างเปล่า “ฉันรับรู้การเรียกหาของสองถ้วยและเจ็ดถ้วย แต่ไปถึงพวกเขาไม่ได้”
มิสเตอร์สตาร์กล่าวเสียงชรา
“การแก้ปัญหามีสองวิธี หนึ่งคือ ค้นหาและทำลายสื่อกลางที่พลังชะตากรรมแทรกซึม สองคือ หาช่องโหว่ในการหมุนเวียนของพลังชะตากรรม แล้วใช้มันหลบหนี โดยทั้งนี้ต้องมีเงื่อนไขว่า องค์ซ่อนเร้นนาม ‘ชะตากรรม’ เพียงส่งอิทธิพลมาเล็กน้อย ไม่ได้มาปรากฏในโลกของเรา”
“ค้นหาสื่อกลาง…” มาดามจัดจ์เมนต์พึมพำก่อนพูดว่า “ฉันจะไปขอความช่วยเหลือจากวิล!”
ขณะพูด เพชรเม็ดหนึ่งบนสร้อยข้อมือประดับอัญมณีฝั่งซ้าย พลันเปล่งแสงสว่างใส
จากเบ้าตา ช่องหู และรูจมูกของมิสเตอร์สตาร์ มีสัตว์ประหลาดคล้ายตัวหนอนชอนไชออกมา ลำตัวมีลายสลับโปร่งใสและทึบแสง ดูเหมือนมีวงแหวนเรียงรอบตัว
……………………………………………………..