ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 869 บทเรียนสุดท้าย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 869 บทเรียนสุดท้าย
ตอนที่ 869 บทเรียนสุดท้าย
ณ สวนพฤกษศาสตร์ กรุงทรีอาร์
ฮิกดันแห่งสมาคมมลายสิ้นสรรพสิ่ง เห็นนางมารทั้งสองหายวับไป จึงยกมือขวาขึ้น เกาผิวหน้าตรงบริเวณมีฝ้าสีน้ำตาลเข้ม
จุดฝ้าแตกเปื่อยในพริบตา มีหนอนชอนไชไต่ออกมา ของเหลวเน่าเฟะสีเขียวอมเหลืองไหลออกมา
ของเหลวน่าขยะแขยงเหล่านั้น เมื่อสัมผัสอากาศก็ระเหยส่งเสียงซู่ซ่า แผ่กระจายออกไปจนไร้ร่องรอย
จินนาเพิ่งเคลื่อนตัวไปอยู่ด้านข้างของฮิกดัน รอจังหวะฟรังก้าจะลงมือโจมตี เพื่อจะได้คอยช่วยเหลือ ทว่าทันใดนั้นก็พลันรู้สึกเกียจคร้านไม่อยากทำอะไร ราวกับติดโรคชื่อว่า ‘โรคขี้เกียจ’
คล้ายกับแรงกระหายกลายเป็นเหี่ยวเฉา แสดงอาการเสื่อมโทรม คล้ายกับเนื้อเยื่อบางส่วนในสมองเริ่มผิดปกติ
จินนาอาศัยลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ ไม่ลังเลใช้กระจกตัวแทน โดยไม่รอให้อาการหนักจนมันทำงานด้วยตัวเอง
เสียงแตกร้าวดังแกร๊กสองครั้งพร้อมกัน ฟรังก้าที่กำลังล่องหนเข้าใกล้ฮิกดัน เพื่อปล่อยโรคระบาดจากน้ำตาดำ ก็ตอบสนองในแบบเดียวกัน
ร่างของทั้งสองค่อยๆ ปรากฏขึ้น ก่อนจะกลายเป็นกระจกในพริบตา
ในระหว่างกระบวนการ ก่อนที่กระจกตัวแทนของฟรังก้าและจินนาจะดำเนินการเสร็จ อวัยวะภายในของพวกเธอเริ่มมีก้อนเนื้องอกผุดขึ้น โดยพวกมันดูดซับสารอาหารไปเอง เส้นเลือดหลายเส้นรอบหัวใจและในสมอง ต่างก็ลีบบางลงกะทันหัน
หากกล่าวว่า เหล่านางมารใช้ประโยชน์จากจุลชีพก่อโรคและควบคุมโรคได้ เส้นทางที่ฮิกดันเดินอยู่ ก็คล้ายจะเป็นตัวจุลชีพก่อโรคเสียเอง เป็นสัญลักษณ์ของโรคภัยไข้เจ็บ
หากฟรังก้าและจินนาไม่รีบใช้กระจกตัวแทน รอจนเนื้อเยื่อในร่างกายเกิดอาการผิดปกติจริง การใช้ตัวแทนรับมือก็มิใช่เรื่องง่ายแล้ว จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรม วิงวอนต่อนางมารต้นกำเนิดหรือเทวทูต จึงจะถ่ายโอนโรคไปยังกระจกเตรียมไว้ได้ หรือไม่ก็ต้องให้คนหนึ่งคอยพันตัวกับเป้าหมาย อีกคนถอยห่างออกจากบริเวณนี้ เพื่อให้ลูกาโนใช้การผ่าตัดร่วมกับพลังของแพทย์ในการรักษา
อีกด้านหนึ่ง ก่อนโรคจะแพร่กระจายไปถึง อัวซอง·ซ็องซง ผู้มีผมสีทองแซมขาวเล็กน้อย ก็พบห้วงชะตาควบคุมได้หลายห้วงในสายธารแห่งชะตาสีปรอทของลุดวิก
ตราบใดที่ไม่แตะต้องห้วงชะตาส่วนสำคัญสูงสุดของเทวทูต เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกย้อนทำร้าย จนคลุ้มคลั่งคาที่
เช่นเดียวกัน ด้วยเทวบารมีแล้ว หากไม่แอบดูห้วงชะตาอันเต็มไปด้วยฉากอันตรายและความรู้ เขาก็สามารถสังเกตชะตากรรมส่วนใหญ่ของลุดวิกได้
ขณะลุดวิกวิ่งมาได้ครึ่งทาง อ้าปากและยื่นมือออกมา หมายจะพรากพลัง ‘คนในวง’ ของเป้าหมาย อัวซอง·ซ็องซงที่ยกแขนรอไว้ก่อนแล้ว ได้กดลงแผ่วเบา ขยายกระแสธารแห่งชะตาสายหนึ่งข้ามอากาศ
ตุ้บ!
ลุดวิกเด็กน้อยสะดุดก้อนหินที่โผล่พ้นพื้น ล้มคะมำหน้าฟาดดินทันที
ขณะควบคุมชะตากรรม อัวซอง·ซ็องซงก็ทอดสายตามองหอกเพลิงสีขาวจัดแซมเขียวที่กลายร่างมาจากลูเมี่ยน
ดวงตาของเขาเรืองแสง พลันรวมตัวเป็นลำแสงสีเขียวมรกตสองสาย
นี่คือพลังที่อัวซอง·ซ็องซงเพิ่งทำพันธสัญญามาไม่นาน
ปัญหาใหญ่สุดของผู้ถือพันธสัญญาในเส้นทางชะตากรรมคือ ขีดจำกัดความแข็งแกร่งของพลังพันธสัญญา ไม่อาจทะลุขีดจำกัดของสัตว์พันธสัญญาเอง กล่าวคือ พลังพันธสัญญาในช่วงแรกยากจะเติบโตต่อ เว้นแต่จะทำพันธสัญญากับสัตว์ระดับครึ่งเทพตั้งแต่แรก เพียงแต่ในปัจจุบัน ด้วยข้อจำกัดของจิตวิญญาณและร่างกาย ทำให้ไม่อาจใช้พลังพันธสัญญาได้เต็มที่นัก หากต้องการเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังพันธสัญญา ก็จำเป็นต้องเลื่อนลำดับให้ได้
ต่ำกว่าลำดับ4 ซึ่งยังไม่มีปัจจัยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างเทวบารมี แม้แต่พลังพันธสัญญาลำดับ 7 หรือกระทั่งลำดับ 8 ก็สามารถมีส่วนร่วมในศึกของลำดับ 5 และแสดงบทบาทสำคัญได้ แต่พอถึงลำดับ 4 เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ระดับเดียวกัน พลังส่วนใหญ่กลับแทบใช้ประโยชน์ไม่ได้ จำเป็นต้องออกตามหาสัตว์พันธสัญญาที่เหมาะสมใหม่
ลำแสงสีเขียวมรกตพุ่งพรวดออกไป ตกลงบนหอกเพลิงสีขาวจัดแซมเขียว ไม่เปิดโอกาสให้ลูเมี่ยนหลบหลีกแม้แต่น้อย
ทว่า ในหอกเพลิงนั้นกลับไม่มีร่างของลูเมี่ยนอยู่เลย
หลังจากหอกแสงจ้าเสื่อมสลายอย่างรวดเร็ว ข้างในก็ปราศจากสิ่งใดอีก เหลือเพียงดวงไฟระยิบระยับ
ขณะร่างของนางมารทั้งสองเริ่มปรากฏในซากกระท่อมไม้ ร่างของลูเมี่ยนที่ถือดาบเหี้ยมหาญ ก็ผุดขึ้นด้านหลังของอัวซอง·ซ็องซง
เทเลพอร์ต!
หลังจากท่อนแขนบวมเน่าได้ร่างกายสมบูรณ์คืนมา พลังข้ามโลกวิญญาณของลูเมี่ยนก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!
ในจังหวะนั้นเอง มีร่างกึ่งโปร่งใสไต่ออกมาจากด้านหลังของอัวซอง·ซ็องซง
นี่ก็เป็นพลังที่อัวซอง·ซ็องซง ทำพันธสัญญาได้หลังจากกลายเป็นคนในวง อยู่ในขอบเขตมรณา
เขาคอยระวังการลอบโจมตีด้านหลังของลูเมี่ยนมาตลอด!
แม้โอกาสกระตุ้นผลของคนในวงมีสูง แต่ก็ต้องป้องกันไว้ก่อน อีกทั้งยังใช้เป็นกับดักได้ด้วย
เมื่อร่างอันเย็นชาของอัวซอง·ซ็องซงพุ่งเข้าประชิด ห้วงความคิดของลูเมี่ยนก็เริ่มตกตะกอน ร่างกายค่อยๆ เย็นเฉียบ เปลวเพลิงสีขาวจัดแซมเขียวบนดาบเหี้ยมหาญในมือของเขาก็ค่อยๆ หรี่แสงลง
…………
บนเกาะดึกดำบรรพ์ที่ตั้งของอนุสาวรีย์บรรจุศพจักรพรรดิมืด ในม่านหมอกสีขาวหนาทึบ
ใบหน้าของเพิร์ล ซึ่งบิดเบี้ยวและพองขึ้นสลับกันไปมา ทอดมองไปยังจุดแสงสามจุดในนั้น
ต่อจากนี้จะเป็นส่วนสำคัญและวิกฤตสุดของแผนการวังวน
ภายใต้สายตาของ ‘หัวหน้างาน’ เพิร์ล จุดแสงสองในสามดวงพลันขยายใหญ่ขึ้น
ดวงหนึ่งฉายภาพคฤหาสน์ปกคลุมด้วยหมอกขาว มีร่างสีเลือดแดงปรากฏ แต่กลับถูกห่อหุ้มด้วยรัศมีอันศักดิ์สิทธิ์
อีกดวงหนึ่งพร่าเลือน ราวกับมีร่างถูกแขวนลอยกลางอากาศ ร่างนั้นรัดพันด้วยผ้าพันแผลสีเหลืองซีด ถูกกิ่งไม้สีน้ำตาลนับไม่ถ้วนแทงทะลุร่างจนทั่ว ระหว่างผ้าพันแผลและกิ่งไม้ยังมีหนามและกุหลาบอยู่อีกนับไม่ถ้วน แม้จะพันเกี่ยวกันอยู่ แต่ก็ร่วงโรยไม่หยุด
ในยามนี้ ท้องของร่างที่ถูกแขวน พองขึ้นสลับกับยุบลง ประหนึ่งมีชีวิตใหม่กำลังดิ้นรนอยู่ข้างใน
ข้างร่างดังกล่าวยังมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งราวกับถูกราดด้วยยางมะตอยดำ กิ่งก้านของมันแผ่ขยายออกเป็นแขนประหลาดน่าสะพรึงกลัว บนผิวมีลูกตาขาวดำเต็มไปด้วยเส้นเลือดกลิ้งไปมาอยู่ทั่ว
อีกจุดแสงหนึ่งขยายใหญ่ขึ้นมาเอง ภายในคือภาพของท็อกไซ แห่ง ‘สำนักอร่อย’ กำลังกัดกินตราผนึกล่องหนอยู่เหนือมหาสมุทร
…………
ภายในอนุสาวรีย์บรรจุศพของจักรพรรดิมืดอันมืดสลัว
เมื่อได้ยินคำถามของบิดา แบร์นาแดตนิ่งเงียบไปสองวินาทีก่อนตอบว่า
“ฉันจะหยุดยั้งเรื่องแบบนี้ให้ได้”
โรซายล์มองธิดาคนโต แย้มยิ้มอย่างสุดถอนใจ
“ทุกคนล้วนทำผิดพลาดได้ ตอนพ่อยังหนุ่ม ไม่สิ จนกระทั่งพ่อติดอยู่ที่นี่ ไม่กล้าฟื้นคืนชีพ พ่อก็ยังทำผิดอยู่เรื่อย ทำเรื่องผิดไว้มากมาย บางเรื่องถึงขั้นเลวร้าย จนกระทั่งได้มาอยู่ในอนุสาวรีย์บรรจุศพนี้ บางครั้งได้ความสงบและความแจ่มชัดบ้าง จึงได้มีโอกาสทบทวนชีวิตที่ผ่านมาอย่างจริงจัง พ่อถึงได้พบว่า การตัดสินใจบางอย่างของพ่อ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดมากมายเกินจำเป็น…แน่นอน พ่อก็ทำถูกไว้หลายเรื่องเช่นกัน หลายอย่างยังเป็นเรื่องดีด้วย”
เห็นสีหน้าของแบร์นาแดตหม่นหมองลง แต่ยังแฝงแววดื้อรั้นอยู่บ้าง โรซายล์จึงยกมือขวาขึ้นอย่างเอ็นดู กดลงแผ่วเบา
“ไม่ต้องตำหนิตัวเองมากนัก อันที่จริง พ่อดีใจและปลื้มใจมาก กับการตัดสินใจและสิ่งที่ลูกทำ เมื่อได้เห็นเจ้าหญิงน้อยของพ่อยอมละเมิดหลักการ ‘ทำตามใจปรารถนา แต่ต้องไม่เดือดร้อนใคร’ มาหลายปี ยอมเสี่ยงจะตกนรก เพื่อช่วยบิดาแก่ชราคนนี้ พ่อทั้งดีใจและปลื้มใจจากก้นบึ้ง นี่แสดงว่าพ่อไม่ได้รักลูกไปเปล่า แสดงว่าชีวิตครอบครัวของพ่อก็ไม่ได้ล้มเหลวเสียทีเดียวนี่นา!”
บนบัลลังก์เหล็กสีดำขนาดมหึมา ร่างซึ่งเริ่มชัดเจนขึ้นตามลำดับ พยุงตัวลุกขึ้นยืน
เขาก้าวลงจากแท่นสูง เดินมาหยุดตรงหน้าแบร์นาแดต แล้วกางแขนทั้งสองออก
แบร์นาแดตในห้วงภวังค์ราวกับย้อนกลับไปสู่วัยเยาว์ สัญชาตญาณพาให้เธอโผเข้าสู่อ้อมกอดของบิดา สัมผัสได้ถึงความกว้างใหญ่คุ้นเคย แต่ไร้ซึ่งไออุ่นเช่นเคย
หลังกอดกันครู่หนึ่ง โรซายล์ลูบผมสีน้ำตาลยาวของแบร์นาแดต แล้วก้าวผ่านเธอไป มุ่งหน้าสู่ประตูอนุสาวรีย์บรรจุศพสีดำ ร่างของเขาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“พ่อ?” แบร์นาแดตหันกายกลับ ร้องเรียกออกมาโดยไม่ทันคิด
โรซายล์หันศีรษะกลับมา ยิ้มพลางกล่าวว่า
“พิธีกรรมวังวนได้เริ่มขึ้นแล้ว อาศัยความพิเศษของเส้นทาง ‘หมอกไม่จีรัง’ ลูกคงไม่อาจหยุดยั้งการแลกเปลี่ยนที่จะตามมา ลำพังการสังหารสตรีผู้นั้น ก็คงยากที่จะสำเร็จ”
“แต่ไม่เป็นไร พ่อจะจัดการเอง”
แบร์นาแดตพลันเข้าใจสิ่งที่บิดาจะทำ จึงรีบก้าวพรวดพราดไล่ตาม แต่กลับพบว่าระยะห่างระหว่างทั้งสอง ไม่อาจลดน้อยลงไม่ว่าอย่างไร
ในขณะเดียวกัน เธอร้องตะโกนอย่างร้อนรน
“พ่อ! มลทินในตัวพ่อยังไม่สมดุล ถ้าพิธีกรรมวังวนถูกทำลาย พ่อจะกลับไปอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ด้วยซ้ำ!”
โรซายล์หยุดยืน ณ ทางเข้าอนุสาวรีย์บรรจุศพจักรพรรดิมืด ยิ้มตอบบุตรสาวผู้มีใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ ตื่นตระหนก และเจ็บปวด
เขายกแขนขึ้น เอ่ยด้วยท่วงท่าอันเปี่ยมด้วยพลัง
“พ่อเคยเป็นจักรพรรดิมาหลายปี เคยยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งอำนาจของมนุษย์ เคยเผชิญหน้ากับเทพแท้จริง เคยต่อสู้กับเทวทูต พ่อมีผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งยอมตายเพื่อพ่อ”
“พ่อได้นำแสงแห่งอารยธรรมมาสู่ยุคสมัย แม้ตายไปเป็นร้อยปี ก็ยังมีผู้คนนับไม่ถ้วนร่ำเรียกนามของพ่อ พ่อเคยนอนกับหญิงงามมากหน้า เคยเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของผู้คนนับไม่ถ้วน และเมื่อพ่อตกยาก ไม่ได้เป็นจักรพรรดิอีกต่อไป ลูกสาวของพ่อก็ยังยอมสละทุกสิ่งเพื่อช่วยพ่อ ช่วยให้พ่อฟื้นคืนชีพ!”
“ชีวิตนี้ของพ่อ จะมีอะไรให้เสียดายอีกเล่า?”
แบร์นาแดตได้ยินน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวในคำพูดของบิดา จึงดวงตาแดงก่ำ เสียงพูดสะอื้น
“พ่อคะ!”
เธอใช้พลังทุกอย่างที่มี พยายามเข้าใกล้บิดาของตน แต่ระยะห่างนั้น ราวกับเป็นการแบ่งแยกระหว่างสวรรค์กับพื้นพิภพ ไม่อาจลดน้อยลงได้ไม่ว่าอย่างไร
บนใบหน้าซึ่งเกือบจะชัดเจนสมบูรณ์ของโรซายล์ ผุดรอยยิ้มอ่อนโยนให้เธอเห็น
“แบร์นาแดต ยังจำได้ไหม…ตอนลูกยังเล็ก พ่อมักจะสอนหนังสืออยู่บ่อยๆ”
แบร์นาแดตรู้สึกจมูกแสบร้อน สายตาพร่าเลือน
“จำได้…พ่อสอนให้ฉันรู้จักคำศัพท์ บอกเล่าความรู้มากมาย แล้วก็เล่านิทานให้หลายเรื่อง…”
บนใบหน้าของราชินีเงื่อนงำ หยาดน้ำตาใสระยับค่อยๆ ไหลรินลงมา
โรซายล์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“พ่อก็ยังจำได้”
เขากล่าวต่อด้วยรอยยิ้มบาง
“วันนี้ พ่อจะสอนบทเรียนสุดท้ายให้ลูก”
สีหน้าของโรซายล์เริ่มจริงจังขึ้น พลางจ้องมองแบร์นาแดต เอ่ยวาจาที่กังวานหนักแน่น
“บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ย่อมรู้ว่า…สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ!”
พูดจบ โรซายล์ก็หันร่างกลับ ไม่มองแบร์นาแดตอีก
ประตูใหญ่ของอนุสาวรีย์บรรจุศพจักรพรรดิมืดเบื้องหน้าเขา เปิดออกอย่างกะทันหัน
แสงจากภายนอกสาดส่องเข้ามา ทาบทับบนร่างของโรซายล์ ซึ่งสูงใหญ่ราวคนยักษ์ ทาบทับลงบนชุดเกราะสีดำ ทาบทับบนผ้าคลุมอันงดงาม
แสงสว่าง อันเจิดจ้า
……………………………………………………..