ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 870 กับดักที่ซ่อนอยู่
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 870 กับดักที่ซ่อนอยู่
ตอนที่ 870 กับดักที่ซ่อนอยู่
ร่างของฟรังก้าเพิ่งจะปรากฏในซากกระท่อมไม้ ก็เห็นลูเมี่ยนที่อยู่ด้านหลังอัวซอง·ซ็องซง สีหน้าซีดเผือด ดวงตาเริ่มเลื่อนลอย หากไม่ใช่เพราะมี ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ช่วยแบ่งเบาความเสียหาย ป่านนี้คงกลายเป็นศพไปแล้ว หรือไม่ก็ต้องใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ส่วนอัวซอง·ซ็องซงที่หันหลังให้ลูเมี่ยน ยกมือซ้ายขึ้น แล้วรวบรวมแสงประหลาดอันยากจะพรรณนาเป็นคำพูดเคลือบกำปั้นเอาไว้
ฟรังก้ารู้ว่าไม่อาจรอให้ ‘กระจกตัวแทน’ ทำงานเองได้ บางทีการโจมตีที่อัวซอง·ซ็องซงกำลังจะปล่อยออกมา อาจหลบเลี่ยงการเชื่อมโยงระหว่าง ‘กระจกตัวแทน’ กับตัวเธอได้ ทำให้มันสิ้นฤทธิ์ไป
แต่ด้วยระยะห่างในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเธอ หรือจินนากับอ็องโตนี ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถปลุกลูเมี่ยน หรือหยุดยั้งอัวซอง·ซ็องซงได้ทันการณ์
ถึงแม้จะทำได้ ภัยคุกคามจากฮิกดันก็กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ เป็นเรื่องเร่งด่วนยิ่งกว่า!
ในยามนี้ ผู้ที่อยู่ใกล้ลูเมี่ยนและอัวซอง·ซ็องซงมากที่สุดคือลุดวิก เด็กชายเพิ่งจะลุกขึ้นมา แต่ยังต้องใช้ระยะอีกยี่สิบถึงสามสิบเมตรกว่าจะไปถึงเป้าหมาย
ท่ามกลางกระแสความคิด ฟรังก้าพลันหยิบกระจกบานหนึ่งออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ทันใดนั้น ร่างของเธอก็หายวับไปจากตำแหน่งในพริบตา
หญิงสาวอาศัย ‘น้ำตาดำ’ ปรากฏตัวใน ‘โลกในกระจก’ แล้วเคลื่อนตัวไปตามอุโมงค์มืดมิดอันว่างเปล่า สู่สถานที่ห่างไกล
จินนาที่ยังอยู่ที่เดิม ขณะมองกระจกของฟรังก้าร่วงลงสู่พื้น ก็จดจ่อความสนใจไปยังฮิกดัน เจ้าของใบหน้าเน่าเปื่อยครึ่งค่อน มีน้ำหนองไหลเยิ้ม ซึ่งก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงใกล้ๆ แล้ว
เธอรู้สึกว่าใยแมงมุมของ ‘นางมาร’ ที่ปล่อยออกไปนั้น เสื่อมโทรมร่วงโรยไปหมดแล้ว ไม่อาจใช้การได้อีก
ในจังหวะนั้นเอง ทุกคนยกเว้นลุดวิกต่างรู้สึกมึนงงไปครู่หนึ่ง
เมื่อลูเมี่ยน ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี ต่างก็ได้สติกลับมา แล้วก็พบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในกระท่อมไม้อีกครั้ง
กระท่อมหลังนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์ ไม่ได้พังทลายแต่อย่างใด
เมื่อเห็นสภาพดังกล่าว ความปีติยินดีก็พลันท่วมท้นหัวใจของฟรังก้า
การที่เธอ ‘หนีกลางศึก’ เมื่อครู่ไม่ใช่เพื่อเอาตัวรอดคนเดียว แต่เพื่อกระตุ้นผลของ ‘คนในวง’ ให้การต่อสู้ที่เกิดขึ้นแล้วย้อนกลับ ช่วยให้ทั้งลูเมี่ยนที่ถูกพลังลับของอัวซอง·ซ็องซง กับจินนาที่ถูกฮิกดันล็อกเป้า ต่างก็หลุดพ้นจากสถานการณ์คับขัน!
พลังของศัตรูก็สามารถเอามาใช้เป็นประโยชน์กับฝ่ายเราได้!
แค่หาจุดกระตุ้นให้เจอ พอเกิดสถานการณ์ไม่ได้เปรียบ ก็ย้อนกลับได้ทันที เท่ากับว่าสถานการณ์อันตรายหรือจุดตายตัวใดๆ ก็สามารถเริ่มใหม่ได้ แน่นอนว่าต้องทันกระตุ้นเสียก่อน
“ยังใช้พลังของศัตรูแบบนี้ได้ด้วย…” จินนาเพิ่งจะอึ้งไป ก็เห็นกระท่อมไม้ผุพังทลายลงอีกครั้ง เผยให้เห็นอัวซอง·ซ็องซงกับฮิกดันที่กำลังใกล้เข้ามา
ลูเมี่ยนไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด ตอนอยู่ที่หมู่บ้านกอร์ตู เขาก็เคยกระตุ้นผลของ ‘คนในวง’ เพื่อหาทางเริ่มต้นใหม่มาแล้ว
เด็กหนุ่มรีบล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ คว้าเครื่องประดับ ‘น้ำตาดำ’ ที่กลับเข้ามาในมิติอิสระ แล้วโยนให้ฟรังก้าอีกครั้ง
ฟรังก้ารีบตะโกนขึ้นมาคำหนึ่ง
“ถ่วงเวลา!”
เธอมีวิธีรับมือกับสถานการณ์คับขันนี้แล้ว
นั่นก็คือถ่วงเวลารอจังหวะ!
ในเมื่อในเวลาอันสั้นนี้ ยังไม่อาจทำลาย ‘คนในวง’ ของอัวซอง·ซ็องซงได้ ก็ใช้มันให้เต็มที่เสียเลย พอสถานการณ์ไม่ดีก็เริ่มใหม่ทันที ถ่วงเวลาไปทีละครั้งๆ ถ่วงจนกระทั่งทางการของทรีอาร์พบความผิดปกติ ถ่วงจนกระทั่งอาร์คาน่าใหญ่แห่งชุมนุมทาโรต์คิดหาวิธีมาเยือนได้
ตราบใดที่เทพมารยังไม่ได้รุกล้ำโลกอย่างสมบูรณ์ ตราบใดที่วันสิ้นโลกยังไม่มาถึงก่อนกำหนด การถ่วงเวลาออกไป ย่อมต้องมีคนที่สามารถชำระล้างสาวกเทพมารได้ รีบรุดมาช่วยเหลือแน่นอน!
เพราะนี่คือกรุงทรีอาร์ เมืองหลวงของอินทิสเชียวนะ!
ฟรังก้าคิดเช่นนั้น แล้วก็ทำเช่นนั้น เธอรับเครื่องประดับ ‘น้ำตาดำ’ พลางโยน ‘เครื่องรางน้ำแข็ง’ ของตัวเองให้จินนา
เมื่อจัดการเสร็จ ในทีมก็มีถึงสามคนที่สามารถพยายามหลุดออกจากมิติปัจจุบันด้วยวิธีต่างๆ เพื่อกระตุ้นผล ‘คนในวง’ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกอัวซอง·ซ็องซงกับฮิกดันล็อกเป้าเรียงคนจนหมดโอกาส ช่วยให้อัตราความผิดพลาดที่ยอมรับได้ เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมาก!
ตอนที่ได้ยินข้อเสนอของฟรังก้า ลูเมี่ยนกำลังจะไปหยิบ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ อีกครั้ง ส่วนลุดวิกก็วิ่งไปทางอัวซอง·ซ็องซงอย่างรู้หน้าที่
ลูเมี่ยนสังเกตเห็นว่าอัวซอง·ซ็องซง ไม่ได้หน้าตาหม่นหมองแต่อย่างใด แม้ฟรังก้าจะค้นพบจุดอ่อนของ ‘คนในวง’ และตั้งใจจะถ่วงเวลาไปจนถึงช่วงท้ายของแผนวังวน สีหน้าของเขาก็ไม่ได้ต่างไปจากก่อนหน้านี้เลย
อัวซอง·ซ็องซงคงไม่ปล่อยให้ ‘คนในวง’ หมุนวนอย่างไร้สิ้นสุด น่าจะกำหนดจุดจบซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงไว้ให้ ‘คนในวง’ โดยทุกครั้งที่เริ่มใหม่ จะทำให้ทุกคนที่อยู่ในมิติเข้าใกล้จุดจบดังกล่าวมากขึ้น จนกระทั่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงการมาถึงของมันได้อีก!
และจากการที่ความทรงจำยังอยู่แม้จะเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ ก็แสดงว่าพลังชะตากรรมที่อัวซอง·ซ็องซงแฝงไว้ใน ‘คนในวง’ ไม่ได้แข็งแกร่งนัก จุดเปลี่ยนนี้ต้องไม่ไกลแน่
ลูเมี่ยนรีบเตือนฟรังก้าทันที
“กระตุ้นได้อีกแค่ครั้งเดียว!”
สำหรับเส้นทางชะตากรรม ‘สาม’ คือตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ มีนัยทางศาสตร์เร้นลับอันแข็งแกร่ง ทั้งแทนอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งยังชี้ถึงจุดเริ่มต้น กระบวนการ และจุดจบ อีกทั้งจำนวนพลังที่ ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ ได้รับในครั้งแรก ก็ผันแปรขึ้นลงบนพื้นฐานของเลขสาม ดังนั้น ลูเมี่ยนจึงสงสัยว่าหลังจากกระตุ้นผล ‘คนในวง’ ครบสามครั้ง การเริ่มต้นใหม่ครั้งต่อไปคงจะพุ่งตรงไปสู่จุดจบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่อาจพลิกกลับได้อีก
หรือก็คือ สามครั้งเป็นขีดจำกัด ครั้งที่สี่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์สุดท้าย และตอนนี้ พวกลูเมี่ยนได้กระตุ้นผล ‘คนในวง’ ไปแล้วสองครั้ง
ฟรังก้าไม่เข้าใจว่าทำไมลูเมี่ยนถึงได้คัดค้านข้อเสนอของตน ทำไมถึงบอกว่าจะใช้ผล ‘คนในวง’ ได้อีกเพียงครั้งเดียว แต่เธอก็รู้ว่าลูเมี่ยนเข้าใจเส้นทางชะตากรรมดีกว่าตน เขาต่างหากที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ สมควรฟังคำแนะนำของเขา
โครม!
เมื่อลุดวิกล้มลงอีกครั้ง ฮิกดันผู้มีกระแดงบนใบหน้า ซึ่งยังไม่เน่าเปื่อย ก็เริ่มยกแขนทั้งสองขึ้น
เห็นได้ชัดว่าเขายังจำการต่อสู้ในวัฏจักรก่อนได้ คราวนี้จึงเลือกใช้วิธีอื่น
ลมหายใจของฮิกดันเสื่อมถอยฉับพลัน ทั้งร่างดูราวกับจะถึงความตายอย่างแน่นอน เหลือเพียงอีกนิดเดียว
กระแดงบนใบหน้าของเขาเน่าเปื่อยพร้อมกัน ร่างกายแผ่กลิ่นอายความเน่าเหม็นอย่างรุนแรง
เขาถูกน้ำหนองสีเขียวอมเหลืองปกคลุมอย่างรวดเร็ว เหนียวเหนอะหนะ น่าขยะแขยง
ฮิกดันในสภาพเช่นนี้หายวับไปจากตำแหน่ง ราวกับแยกสลายเป็นเชื้อโรคนับไม่ถ้วน
เห็นภาพดังกล่าว ลูเมี่ยนก็กำ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ แน่น เปลวเพลิงสีขาวจัดอมเขียวลุกวาบขึ้นทั่วร่าง
เปลวเพลิงแผ่ขยายออกไปรอบทิศอย่างรวดเร็ว อ้อมผ่านฟรังก้า จินนา และคนที่เหลือ ห่อหุ้มพวกเขาไว้ตรงกลาง
ในเวลาเดียวกัน อ็องโตนี·ที่คอยสังเกตการณ์อยู่ตลอด ก็เอ่ยเตือนผองเพื่อนด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ฮิกดันให้ความรู้สึกคล้ายปืน ‘เหมันต์เยี่ยมเยือน’ มาก”
“เหมันต์เยี่ยมเยือน?” ฟรังก้าและจินนาต่างตึงเครียดขึ้นมาทันที
พวกเธอจำได้แม่นว่า ปืนลูกโม่ ‘เหมันต์เยี่ยมเยือน’ มีพลังร้ายแรงสองอย่าง อย่างหนึ่งคือ ‘มรณะแน่นอน’ อีกอย่างคือ ‘ยิงไม่พลาด’
อย่างแรกนั้น แค่โดนยิงเข้าไป ผู้วิเศษระดับนักบุญจะได้รับบาดเจ็บสาหัส เริ่มเสียชีวิต ส่วนผู้วิเศษต่ำกว่าระดับครึ่งเทพจะตายคาที่ เว้นแต่จะมีร่างแทน ส่วนอย่างหลังนั้น ถ้าไม่ได้ใช้ร่างแทนก่อนที่อีกฝ่ายจะโจมตี หรือไม่มีพลังพิเศษกว่า ก็ต้องโดนยิงแน่ ร่างแทนก็ใช้ไม่ได้ผล
หากฮิกดันเป็นอย่างที่อ็องโตนีว่า มีลักษณะคล้าย ‘เหมันต์เยี่ยมเยือน’ นางมารทั้งสองต้องระวังพลัง ‘ยิงไม่พลาด’ นี้ให้ดี เพราะร่างกายของนางมาร แน่นอนว่าสู้ ‘นักล่า’ ในลำดับเดียวกันไม่ได้ ถ้าร่างแทนใช้ไม่ได้ผล แม้จะไม่ใช่การโจมตีที่ ‘มรณะแน่นอน’ ก็ทำให้พวกเธอบาดเจ็บสาหัสได้!
ฟรังก้าที่อยู่ในความคุ้มครองของเปลวเพลิงสีขาวจัดอมเขียว เริ่มทวีความระแวดระวัง พลางคิดหาแนวทางใหม่ได้
หญิงสาวชำเลืองมองลูเมี่ยนที่เตรียมพุ่งเข้าหาอัวซอง·ซ็องซง แล้วรีบบอกอ็องโตนี
“คุณช่วยเขาสิ!”
“!”
ความหมายของฟรังก้าก็คือ ในขณะที่ลูเมี่ยนกับลุดวิกกำลังรั้งอัวซอง·ซ็องซงอยู่ ให้หาจังหวะใช้พลัง ‘มรณะแน่นอน’ ของ ‘เหมันต์เยี่ยมเยือน’ โจมตีสาวกของชะตากรรมรายนี้ เพื่อดูว่าจะทำให้เขาตายคาที่หรือไม่ และดูว่าผล ‘มรณะแน่นอน’ จะถูกพลัง ‘คนในวง’ ล้างทิ้งหรือไม่
แค่อัวซอง·ซ็องซงตาย พลัง ‘คนในวง’ ก็จะสลายไปเอง ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก!
ฟรังก้าเพิ่งพูดจบ ด้านหลังของเธอ แสงสีเขียวอมเหลืองเริ่มรวมตัวกันในเปลวเพลิงสีขาวจัดอมเขียว กลายเป็นฮิกดันที่มีของเหลวเหนียวเหนอะน่าขยะแขยงปกคลุมร่าง
ชายชราผู้นี้ถูกไฟลุกแล้ว แต่เขาก็ยังฟาดแขนราวกับแส้เข้าใส่ฟรังก้า
ยิงไม่พลาด!
ฟรังก้าเพิ่งได้รับสัญญาณเตือนจากพลังวิญญาณ ก็รีบใช้ ‘กระจกตัวแทน’
เพล้ง!
ร่างของเธอกลายเป็นกระจกบานหนึ่ง โดนแขนเหนียวเหนอะของฮิกดันฟาดเข้าอย่างจัง จนแตกละเอียดในพริบตา ร่วงลงสู่พื้น ไร้ประกายวับวาวใดๆ ราวกับถูกฝังอยู่ใต้ดินนับร้อยปี
ส่วนลูเมี่ยนที่เตรียมจะพุ่งเข้าหาอัวซอง·ซ็องซง ก็พลันกระตุกตัวกลับ ฟันดาบเหี้ยมหาญในมือเข้าใส่ฮิกดัน
‘ผู้เปี่ยมด้วยความกล้า’ ก็มีกลอุบายได้เหมือนกัน!
ความจริงแล้ว ลูเมี่ยนไม่ได้กลัวฮิกดันหรอก แค่กังวลว่าอีกฝ่ายจะวิ่งเร็วเกินไป ฟันไม่ทันเท่านั้น เมื่อครู่ถึงได้แกล้งทำเป็นจะโจมตีอัวซอง·ซ็องซง
โครม!
ขณะที่ลุดวิกล้มลงอีกครั้ง แขนของฮิกดันที่ยังหนีไม่ทัน ก็ถูกแรงระเบิดอันหนักหน่วง ถูกคมดาบฟันขาดกระเด็น ส่วนของเหลวเหนียวเหนอะสีเขียวอมเหลืองที่เคลือบร่างกาย ก็ถูกเปลวเพลิงสีขาวจัดอมเขียวแผดเผาจนทั่ว
เพล้ง!
แขนท่อนนั้นร่วงกระแทกพื้น แล้วบิดเบี้ยวงอกงามอย่างรวดเร็ว กลายเป็นฮิกดันอีกคนหนึ่ง
ตอนนี้ มีฮิกดันสองคนแล้ว
อีกทั้ง เปลวเพลิงสีขาวจัดอมเขียวที่ห่อหุ้มร่างพวกเขาก็เริ่มหม่นมัว เสื่อมถอย และดับวูบ!
ฮิกดันทั้งสองกระโจนเข้าใส่ฟรังก้าและจินนาคนละทาง
อีกด้านหนึ่ง อัวซอง·ซ็องซงที่กำลังจะขยายสายชะตาบางสายของฟรังก้า เพื่อให้ร่างแทนล้มเหลว ก็พลันตระหนักถึงระลอกคลื่นในห้วงชะตา
เขาเข้าใจแจ่มแจ้งทันที
ถ่วงเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องรีบจัดการเดี๋ยวนี้!
คิดได้ดังนั้น อัวซอง·ซ็องซงก็ขมวดคิ้ว
เขาไม่อยากทำสิ่งที่กำลังจะทำ มันจะเจ็บปวดมาก
ถือว่าสะสมประสบการณ์สำหรับ ‘ผู้ทนทุกข์’ ก็แล้วกัน…อัวซอง·ซ็องซงยกมือขวาขึ้น กดที่ขมับ รวบรวมแสงสว่างสีประหลาดอันยากจะพรรณนา
ในฐานะต้นกำเนิดของผล ‘คนในวง’ เขาไม่อาจเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ด้วยการเผ่นหนี เพราะนั่นจะถือเป็นการจากไปอย่างแท้จริง
เขาจำต้องฆ่าตัวตายเพื่อเริ่มวัฏจักรใหม่!
เมื่อเห็นภาพดังกล่าว พวกฟรังก้าต่างรู้สึกใจหายวาบ มีลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างแรงกล้า
ในจังหวะนั้นเอง แสงในมือของอัวซอง·ซ็องซงก็สลายไปอย่างประหลาด ราวกับถูกบิดเบือนวิธีการรวมตัว
ขณะเดียวกัน ฮิกดันทั้งสองก็พลาดเป้า ดาบเหี้ยมหาญของลูเมี่ยนก็ฟันไม่โดนอะไรเลย
ท้องฟ้าพลันมืดมัวลง เสียงอันทรงอำนาจดังก้องในโสตประสาทของทุกคนภายในมิติ
“ชาวอินทิสทั้งหลาย จักรพรรดิของพวกเจ้ากลับมาแล้ว!”
……………………………………………………..