ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 879 ‘นางมารสิ้นหวัง’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 879 ‘นางมารสิ้นหวัง’
ตอนที่ 879 ‘นางมารสิ้นหวัง’
ในช่วงสองสามนาทีถัดมา ผู้ถูกเนรเทศจำนวนมากได้หลั่งไหลเข้ามายังลานกว้างเบื้องหน้าวิหารแห่งความรู้ บางคนถูกชนโดยไม่ตั้งใจก็ท้าดวลกันทันที บางคนค่อยๆ ปรับคอเพื่อไม่ให้เอียงมากเกินไป บางคนเบื่อหน่ายก็ร้องเพลงเสียงดัง บางคนเล่นเกมตบหน้ากัน
ลูเมี่ยนยืนอยู่บนขั้นบันได กำตะกอนพลังของ ‘นางมารสิ้นหวัง’ ไว้ในมือ มองดูนักโทษประหารที่ถูกเนรเทศเหล่านี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เวลาเหลือน้อยแล้ว…ลูเมี่ยนพึมพำเบาๆ แล้วหันกลับไปมองวิหารแห่งความรู้อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นอาร์ชบิชอปโมโรลา เฮราเบเกอร์
เด็กหนุ่มตัดสินใจเด็ดขาด หันกลับมามองผู้ถูกเนรเทศที่เกือบจะแออัดเต็มลานกว้างทั้งหมดอีกครั้ง
นี่ต้องเกินสามหมื่นคนแน่นอน
ลูเมี่ยนพลันหัวเราะขึ้นมา หัวเราะจนร่างกายสั่นสะท้าน
ทางเลือกของเขาดูเหมือนจะมีมากมาย แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อม ข้อจำกัดด้านเวลา สถานการณ์ปัจจุบัน และความยึดมั่นของตัวเอง เหลือเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
มีเพียงหนทางเดียวนี้ตรงหน้า
หลังจากหัวเราะไปสิบกว่าวินาที ลูเมี่ยนในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีดำ กางเกงขายาวสีเข้ม และรองเท้าหนังแบบมีเชือกผูก ค่อยๆ ก้าวลงบันไดทีละขั้น เดินเข้าไปท่ามกลางทะเลมนุษย์อันเนืองแน่น
ผู้ถูกเนรเทศที่อยู่ใกล้วิหารแห่งความรู้เริ่มรู้สึกผิดปกติ พวกเขาหมดแรงทั้งตัว อยากตบหน้าคนตรงหน้า แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังลูบใบหน้าอีกฝ่าย
บางคนอยากหนีตามสัญชาตญาณ แต่ขาทั้งสองไร้เรี่ยวแรง ร่างกายหนักอึ้ง ได้แต่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว! ลูกไฟสีขาวโชติช่วงแซมสีฟ้า พุ่งออกจากรอบตัวลูเมี่ยน ลอยข้ามผู้ถูกเนรเทศที่ติดเชื้อโรคศาสตร์เร้นลับ ตกลงที่ขอบลานกว้าง และแปลกที่พวกเขากลับละเลยเหตุการณ์นี้
ตูม ตูม ตูม!
ลูกไฟระเบิดพร้อมกัน ลานกว้างถูกล้อมด้วยนรกเปลวไฟสีขาวโชติช่วง อุณหภูมิค่อยๆ พุ่งสูง ควันหนาทึบม้วนตลบเข้ามา
ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ผู้ถูกเนรเทศที่อาการทวีความรุนแรงจำนวนมาก ล้มลงบนพื้น มองดูนักโทษคนอื่นที่ยังมีเรี่ยวแรงเหยียบย่ำผ่านตัวพวกเขา มองดูเปลวไฟสีขาวโชติช่วงที่ไม่ไกลส่องสว่างท้องฟ้า และค่อยๆ ม้วนเข้าหาตัว
บางคนอยากจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่กระทั่งเสียงจะเปล่งก็ยังอ่อนแรงเหลือเกิน
ตูม ตูม ตูม!
ท่ามกลางการระเบิดที่ไม่หยุดหย่อน ลูเมี่ยนเดินออกจากลานกว้างนี้ เดินเข้าไปในทะเลเพลิงที่แผ่ขยาย เดินไปยังถนนเส้นใกล้ๆ
ตูม ตูม ตูม!
บ้านเรือนสองข้างถนนถูกลูกไฟสีขาวโชติช่วงแซมฟ้าระเบิดพังทลาย หรือถูกจุดไฟโดยตรง โหมกระพือเปลวไฟดุเดือด ราวกับคบเพลิงมากมายเรียงราย
นักโทษประหารในลานกว้างล้มลงเป็นกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ภายใต้โรคที่ทำให้พวกเขาไร้เรี่ยวแรงทั้งตัว พวกเขาได้แต่สิ้นหวังรับรู้ถึงความทุกข์ระทม รอคอยความตาย
ลูเมี่ยนหยิบขวดแก้วใบหนึ่งออกมา ใส่ตะกอนพลังของ ‘นางมารสิ้นหวัง’ น้ำดีของนางพญางูแห่งโรคระบาด ชิ้นส่วนของนักล่าสีเงิน เลือดของคนตายจากโรคระบาดต่างๆ และมิสเซิลโทสดๆ ลงไปตามลำดับ
ฟองอากาศผุดพล่านทันที โอสถสีม่วงเข้มส่องประกายระลอกสีชมพูอมแดง
ลูเมี่ยนมองขวดโอสถนี้ แล้วหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลึก
“อย่าได้กังวลไป เรารู้แล้วว่าตัวเองช่างกระจ้อยร่อย…เราจะเผชิญหน้ากับความสิ้นหวัง เผชิญหน้ากับหนทางของนางมาร”
“แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่ว่า ต่อไปจะไม่ต้องถูกจัดแจง เพื่อที่จะได้เลือกจุดจบที่ต้องการด้วยตัวเอง!”
พูดจบ เขาค่อยๆ เดินไปข้างหน้า พลางยกขวดขึ้นแนบริมฝีปาก เงยหน้าดื่มมันลงไป
ผู้ถูกเนรเทศในลานกว้างที่ยังยืนได้พลันรู้สึกว่าความเจ็บปวดสิ้นหวังของพวกเขา เหมือนได้รวมตัวเป็นรูปธรรม กลายเป็นเส้นสายที่มองไม่เห็น ทอดยาวไปยังถนนที่ถูกจุดไฟนั้น ทอดยาวไปยังร่างที่หันหลังให้พวกตน
พวกเขา ‘ได้สติกลับมา’ ในที่สุด แต่ก็ป่วยหนักเกินกว่าจะต่อกรกับฆาตกรนั่นไหว บางคนถึงกับถูกไฟที่ลามมาถึงเผาไหม้ร่างกาย
พวกเขาเห็นร่างดังกล่าวค่อยๆ เดินท่ามกลางอาคารที่ลุกไหม้ เดินอยู่บนถนนที่กลายเป็นนรกเพลิง เดินอยู่ใต้ท้องฟ้าสีแดงสว่างสดใส เส้นผมของเขาลอยขึ้นทีละเส้น ยาวขึ้นเรื่อยๆ ดำขึ้นเรื่อยๆ หนาขึ้นเรื่อยๆ
ราวกับมีดวงดาวสองดวงสว่างขึ้นในอากาศ เปลวไฟสีขาวโชติช่วงแซมฟ้าที่ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ทั่วทั้งระหว่างฟ้าดิน พลันกลายเป็นสีดำสนิท
สีดำนี้ประดุจอุทกภัย ท่วมทับแสงสว่างทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ทำให้นรกเพลิงกลายเป็นความเงียบ กลายเป็นความลึกล้ำ กลายเป็นความมืดสลัว
………
ภายในโลกกระจกพิเศษ ในฉากอันมืดมิดคล้ายสวนสาธารณะร้าง ที่ฟรังก้าและคณะกำลังต่อสู้กับฮิกดันแห่ง ‘สมาคมมลายสิ้นสรรพสิ่ง’
ฮิกดันที่ปกคลุมด้วยสารเหนียวสีเขียวอมเหลือง ได้แยกออกเป็นสี่ส่วน แต่ละส่วนต่างแสวงหาเป้าหมายที่แตกต่างกัน ขณะที่รอบตัวของฟรังก้าและจินนาลุกไหม้ด้วยเพลิงทมิฬของ ‘นางมาร’ อันเงียบสงบ
เพลิงทมิฬเหล่านี้ ในขณะที่กำลังเผาผลาญพลังวิญญาณของโรค ก็ถูกพลังความเสื่อมโทรมที่มากับโรค ทำให้หม่นลงเรื่อยๆ จนกระทั่งดับลง
หากไม่ใช่เพราะพบว่า โรคที่แยกจากฮิกดันมีพลังวิญญาณอยู่บ้าง สามารถถูกจุดติดด้วยเพลิงทมิฬของ ‘นางมาร’ ทำให้ลดความเร็วและความรุนแรงในการแพร่เชื้อสู่มนุษย์ได้ ฟรังก้าคิดว่าตนเองและจินนาคงใช้ ‘กระจกตัวแทน’ หมดไปแล้ว และคงได้แต่รอความตาย
ในขณะเดียวกัน ‘ชุดเกราะอหังการ’ ก็แสดงบทบาทสำคัญอย่างมาก สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบจากโรคของฮิกดัน และไม่ได้ถูกพลังความเสื่อมโทรมทำให้เป็นสนิมกร่อน มันยังคงแข็งแกร่งเหมือนเดิม ไล่ล่าฮิกดันที่กล้าโจมตีจากด้านหลัง บางครั้งก็กระหน่ำด้วย ‘พายุแสง’
ในระหว่างการต่อสู้ ฟรังก้าและจินนายังพบปัญหาอื่นอีก
พวกเธอไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮิกดันไม่มีสมอง หรือครึ่งเทพผู้นี้โชคร้ายเหลือเกิน จึงมักเลือกทำสิ่งที่เอื้อประโยชน์แก่พวกเธอเสมอ แม้แต่การโจมตี ‘สั่งตาย’ ก็ยังพลาดเป้า
การผนึกกำลังระหว่าง ‘นางมาร’ ทั้งสอง บวกกับอ็องโตนีที่ใช้ ‘ล่องหนทางใจ’ ซ่อนตัวนอกขอบเขตความเสื่อมโทรม ทำให้พอต้านทานครึ่งเทพได้เกือบเก้านาที บางครั้งถึงกับรู้สึกว่าฮิกดันไม่มีความกดดันแบบครึ่งเทพทั่วไป เป็นเพียงสินค้าเกรดต่ำ
แต่ถึงกระนั้น พวกเธอก็ยังไม่พบโอกาสหนี ซ้ำยังพบว่าศัตรูเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากตอนเริ่มศึกมีสองร่างกลายเป็นสี่ร่าง และยังมีอีกหนึ่งที่แยกไปตามหาลุดวิก
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ฮิกดันตัวเดียวจะดูอ่อนกว่าครึ่งเทพแท้ๆ แต่ทุกตัวที่แยกออกไปกลับมีพลังระดับเดียวกัน ไม่ได้อ่อนกว่ากัน เมื่อรวมพลังกัน จึงน่าสะพรึงกลัวราวกับครึ่งเทพตัวจริงเสียงจริง อย่างไรก็ตาม ฟรังก้าคาดว่าจำนวนที่เขาแบ่งแยกได้ คงมีขีดจำกัดและไม่มากนัก
“ฉันยังเหลือ ‘กระจกตัวแทน’ อีกสองครั้ง จินนาน่าจะเหลือแค่ครั้งเดียว…อ็องโตนีถูกโจมตีน้อย อยู่นอกขอบเขต แต่มี ‘กระจกตัวแทน’ แค่สองอัน ใช้ไปหนึ่งแล้ว…” ฟรังก้าเคลื่อนไหวรวดเร็ว หลีกเลี่ยงฮิกดันที่อาจปรากฏด้านหลังและโจมตีแบบ ‘ไม่พลาดเป้า’ พลางวิเคราะห์สถานการณ์
ส่วนลูกาโน เมื่อถูกฮิกดันขวางและเกิดการปะทะ ฟรังก้าส่งสัญญาณให้เขาวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด หาที่ลับซ่อนตัว
ความจริงพิสูจน์ว่าฟรังก้าตัดสินใจถูก เป้าหมายของฮิกดันนอกจากลุดวิกก็คือ ‘นางมาร’ ทั้งสอง เขาไม่ได้ขัดขวางลูกาโนที่หนีออกจากซากปรักหักพังแห่งนี้ และไม่ได้แยกตัวออกไปไล่ล่า
“การใช้เพลิงทมิฬต่อเนื่องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณมาก ฉันกับจินนาทนไม่ไหวแล้ว…” ฟรังก้าคิดว่าควรรวมตัวกับจินนาเดี๋ยวนี้ แล้วใช้ ‘ข้ามกระจก’ ครั้งสุดท้ายของ ‘เครื่องรางน้ำแข็ง’ เพื่อประวิงเวลา รอจุดเปลี่ยน
วิธีนี้ยังช่วยให้อ็องโตนีมีโอกาสรอดชีวิตด้วย
‘นักสะกดจิต’ ผู้นี้ก็ไม่ใช่เป้าหมายของฮิกดัน ทั้งยังมี ‘ล่องหนทางใจ’ ด้วย
ขณะที่ฟรังก้ากำลังจะส่งสัญญาณตาให้จินนาเข้ามาใกล้ เธอเห็นหยดของเหลวสีเขียวอมเหลืองปรากฏขึ้นด้านหลังจินนา รวมตัวอย่างรวดเร็วเป็นร่างของฮิกดัน
เกือบจะพร้อมกัน ฟรังก้าสังเกตเห็นจากสีหน้ากังวลของจินนาว่า ด้านหลังตัวเองก็เกิดเหตุการณ์ผิดปกติเช่นกัน
‘นางมาร’ ทั้งสองไม่ลังเล ต่างกระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ อีกครั้งพร้อมกัน
วินาทีถัดมา ฮิกดันทั้งสองแผ่ร่างเป็น ‘พรม’ ขนฟูเปื้อนของเหลวเหนียวหนืด ห่อหุ้มฟรังก้าและจินนาไว้ด้านในโดยไม่เปิดโอกาสให้หลบหนี
เสียง ‘เพล้ง!’ ดังขึ้นตามมา
อีกด้านหนึ่ง อ็องโตนีที่แอบซ่อนตัวเงียบๆ อยู่ริมซากปรักหักพังคล้ายสวนสาธารณะ หลังพิงกำแพงครึ่งซีก ก็พลันเห็นฮิกดันที่ปกคลุมด้วยของเหลวเหนียวสีเขียวอมเหลืองปรากฏขึ้นข้างกาย
เขาถูกค้นพบแล้ว
ฮิกดันผลักสองมือออก กลุ่มแสงสีเขียวอมดำลูกหนึ่งก็ตกลงบนตัวอ็องโตนี
เพล้ง!
อ็องโตนีใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ครั้งสุดท้าย ร่างของเขาปรากฏอยู่ข้างหลังของฮิกดัน
เห็นภาพนี้ ใจอ็องโตนีเริ่มสั่นไหว
โอกาส!
เขาไม่ได้วิ่งหนี แต่ยกปืนลูกโม่ ‘เหมันต์เยี่ยมเยือน’ ในมือขึ้น เล็งไปยังฮิกดัน แล้วเหนี่ยวไกทันที
สั่งตาย!
กระสุนสีเหลืองทองเคลือบด้วยสีเขียวอมฟ้าหม่น พุ่งผ่านระยะสั้นๆ ไปปะทะร่างของฮิกดัน
ฮิกดันที่ปกคลุมด้วยของเหลวเหนียวสีเขียวอมเหลือง แข็งค้างไปทันที ร่างกายสลายอย่างรวดเร็ว กลับเป็นของเหลวฟองเล็กๆ ร่วงสู่พื้นโดยไร้พลังวิญญาณ
ฮิกดันคนนี้ตายแล้ว
แต่ฮิกดันอีกสามคนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
เมื่อฟรังก้าและจินนายืนยันเรื่องนี้ ทั้งสองรู้สึกสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง
แผนหนึ่งของพวกเขาคือให้ ‘นางมาร’ ทั้งสองเป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้อ็องโตนีมีโอกาสใช้กระสุน ‘สั่งตาย’ ยิงฮิกดันคนหนึ่ง โดยหวังให้ฮิกดันทั้งหมดตายไปด้วย
ใครจะรู้ ผลของ ‘สั่งตาย’ ส่งผลต่อฮิกดันตัวที่ถูกยิงเท่านั้น
อึดใจต่อมา ฟรังก้าและจินนาเห็น ‘ชุดเกราะอหังการ’ ถูกการโจมตีแบบ ‘สั่งตาย’ เข้าอย่างจัง ชิ้นส่วนโลหะตรงหน้าอกร่วงหล่น ยืนแข็งอยู่กับที่
จินนากัดฟัน เตรียมละจัดข้ามพิธีกรรม ยัดวัสดุ ‘นางมารทุกข์ระทม’ เข้าปาก เสี่ยงดวงว่าจะเลื่อนลำดับได้หรือไม่
อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เธอฟื้นฟูพลังวิญญาณได้
แม้ล้มเหลว เธอก็จะกลายเป็นสัตว์ประหลาด สร้างโอกาสให้ฟรังก้าหนีรอด!
จินนายังไม่ทันล้วงมือเข้า ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ก็เห็นร่างอีกคนปรากฏ ณ ขอบมิติ
นั่นคืออัวซอง·ซ็องซง ผมสีทองอมขาว เขาตามมาถึงที่นี่แล้ว!
หัวใจของจินนาและฟรังก้าดิ่งลงทันที คนแรกไม่ลังเลอีกต่อไป
ในเวลานั้น เหนือฮิกดันคนหนึ่ง ดาบตรงสีดำทะมึนที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีขาวสว่างอมเขียว ตกลงมาจากฟากฟ้าโดยไร้สัญญาณเตือน ปักลงบนศีรษะของฮิกดันอย่างแม่นยำ
เปรี้ยง!
ฮิกดันคนนี้ถูกระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ทันที และเปลวไฟสีขาวสว่างอมเขียวที่กระจายออกไป แปรเปลี่ยนเป็นสีดำเงียบงัน กลืนกินชิ้นส่วนทุกชิ้น
ชิ้นส่วนเหล่านั้นไม่ปรากฏอีก เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วในสายตาของฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี
……………………………………………………..