ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 882 เป้าหมายแท้จริง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 882 เป้าหมายแท้จริง
ตอนที่ 882 เป้าหมายแท้จริง
เมื่อเห็นดวงตาอัวซอง·ซ็องซงเบิกกว้าง ลมหายใจค่อยๆ มอดลง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดระคนสิ้นหวังแทบจับต้องได้ ลูเมี่ยนหยิบต่างหู ‘คำลวง’ สีเงินจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ มาใส่ที่หูซ้ายของตน
อัวซอง·ซ็องซงผู้กำลังจะสิ้นใจ พลันเห็นร่างคุ้นตาปรากฏ
ร่างนั้นมีดวงตาสีฟ้าอ่อน ใบหน้างดงามโดดเด่น ผมสีทองยาวและหนา
นั่นคือโอลัวร์
แต่ครั้งนี้ บนใบหน้าของโอลัวร์ปราศจากความหวาดกลัว ไม่มีความตื่นตระหนก เหลือเพียงรอยยิ้มบาง
“โอ…” อัวซอง·ซ็องซงเปล่งเสียงสุดท้าย
เขาตายไปทั้งอย่างนี้ ด้วยดวงตาที่เบิกค้าง
ลูเมี่ยนกลับคืนสู่ร่างเดิม พลางถอดต่างหู ‘คำลวง’ แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“ตายเร็วขนาดนี้เลย? ฉันยังไม่ทันได้ขอบใจที่ช่วยย่อยโอสถสิ้นหวังเลย”
ตอนที่เขาเพิ่งเลื่อนลำดับ โอสถสิ้นหวังถูกย่อยไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ยิ่งก้าวหน้าไปอีกขั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลูเมี่ยนไม่รู้สึกแปลกใจอะไร ตามความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับที่เรียนจากมาดามเมจิกเชี่ยน แก่นแท้ของ ‘เทคนิคการสวมบทบาท’ คือ การผ่านขั้นตอนสวมบทบาทให้สภาวะร่างกายและจิตวิญญาณ ค่อยๆ เข้าใกล้สัญลักษณ์หลักของโอสถ เพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัด จนกระทั่งย่อยเสร็จสมบูรณ์ สภาวะของเขาก่อนและหลังดื่มโอสถสิ้นหวังนั้น ใกล้เคียงกับชื่อ ‘สิ้นหวัง’ นี้มาก
ลูเมี่ยนไม่ได้สิ้นหวังกับการต้องเป็น ‘นางมาร’ เพื่อเลื่อนลำดับเร็วขึ้น เพื่อรับมือวันสิ้นโลกที่อาจเกิด เพื่อชุบชีวิตพี่สาวโดยเร็ว เขาเคยพิจารณาเรื่องคล้ายกันนี้มาหลายครั้ง อย่างไรก็ยังมีโอกาสข้ามไปเส้นทาง ‘นักล่า’ กลับมาเป็นชายอีกครั้ง
สิ่งที่เขาสิ้นหวังคือ การถูกบีบให้ทำเช่นนี้โดยไม่มีทางปฏิเสธ สิ้นหวังที่ความพยายาม การต่อต้าน และความโกรธทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การจัดแจงของผู้อื่น และต่อไปยังต้องเดินตามเส้นทาง ‘นางมาร’ ตามการจัดแจงของคนอื่นอีก
แน่นอน เมื่อความสิ้นหวังถึงขีดสุด ความปรารถนาและความเชื่อมั่นในใจ ซึ่งอยากเข้มแข็งและเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ก็แรงกล้าถึงที่สุดเช่นกัน
“นี่ก็เป็นสิ่งที่เธอต้องการหรือ?” ลูเมี่ยนพึมพำเยาะหยันตัวเอง พร้อมเลิกปิดกั้นมิติโดยรอบ แล้วสลายจุลชีพก่อโรคทางศาสตร์เร้นลับที่เหลือ
ส่วนฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี หลังจากที่อัวซอง·ซ็องซงถูกแทงทะลุด้วยเสาน้ำแข็ง ก็ได้รีบรุดมาถึงโดยรอบแล้ว
ลูเมี่ยนพลันเกิดความรู้สึกบางอย่าง จึงเหลือบมองไปยังบริเวณหนึ่งของซากปรักหักพังอันมืดมิดนี้
ตรงนั้นคือจุดที่ฮิกดัน ครึ่งเทพแห่งสมาคมมลายสิ้นสรรพสิ่ง ตายไปในตอนสุดท้าย
ที่นั่นมีแสงประกายสีเขียวอมเหลืองลอยขึ้นจากความว่างเปล่า ลอยไปในอากาศสูง แต่กลับถูกบาเรียของโลกในกระจกพิเศษกั้นเอาไว้
ที่นี่สามารถตัดขาดการเชื่อมต่อเบื้องต้น จนพลังพรบางส่วนไม่สามารถกลับคืนได้? ลูเมี่ยนที่มีประสบการณ์มาก่อน เริ่มวิเคราะห์สาเหตุทันที
ในตอนนี้ พวกฟรังก้าได้วิ่งมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
มองใบหน้าที่คุ้นเคยแต่งดงามเย็นชานั้น ฟรังก้าอ้าปากเล็กน้อย อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็กลืนกลับไป
จินนาพิจารณาลูเมี่ยนในรูปลักษณ์ปัจจุบัน ในใจมีเพียงความคิดเดียว
ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว ทุกคนยังมีชีวิตอยู่นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด!
ส่วนอื่นๆ ไม่มีอะไรต้องใส่ใจ
ลูเมี่ยนชี้ไปทางแสงสีเขียวอมเหลืองที่ถูกกั้น พูดด้วยน้ำเสียงแฝงแรงดึงดูดไม่เบา แฝงความเป็นสตรีไว้ชัดเจน
“พวกคุณช่วยเอาอาวุธชิ้นหนึ่งไปวางตรงนั้นได้ไหม”
นี่คือวิธีการสร้างอาวุธวิเศษตรงๆ
ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีมองหน้ากันไปมา ไม่ถ่อมตัวอีกต่อไป ฟรังก้าพูดอย่างกระตือรือร้น
“ฉันจะไปเอง ฉันกำลังขาดอาวุธทำร้ายครึ่งเทพอยู่พอดี”
และเธอคือผู้วิเศษที่มีลำดับสูงเป็นอันดับสองในทีม ไม่นับลุดวิก
ถ้าก่อนหน้านี้เธอมีอาวุธคล้ายๆ กัน เมื่อเผชิญหน้ากับฮิกดัน บางทีอาจไม่สิ้นหวังถึงเพียงนั้น
“ตกลง” จินนาแสดงท่าทีของตน
อ็องโตนีก็พยักหน้าเช่นกัน
นี่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะนำปืนลูกโม่ ‘เหมันต์เยี่ยมเยือน’ ไปวางไว้ใต้แสงประกาย เพื่อรีเซตจำนวนครั้งการใช้งาน
ด้วยวัสดุของมันเอง หากทำเช่นนั้น มลทินอาจเกินขีดจำกัด จนมันพังทลายทันที
ฟรังก้าหยิบ ‘ปืนกระหน่ำยิง’ ของเธอออกมา วิ่งไปยังบริเวณที่เต็มไปด้วยแสงประกายสีเขียวอมเหลือง
ลูเมี่ยนละสายตากลับมา มองไปที่จินนา ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว
“มีของที่เป็นวงกลมไหม?”
จินนามองรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเปล่งประกาย รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่คิดว่าตอนนี้ไม่ควรถาม
เธอค้นหาสร้อยข้อมือเงินราคาถูกออกมาเส้นหนึ่ง ส่งให้ลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนรับมาแล้ว วางสร้อยข้อมือไว้เหนือศีรษะของอัวซอง·ซ็องซง รอให้พลังชะตากรรมถูกสกัดกั้น
จากนั้น มองไปยังขอบโปร่งใสคล้ายกระจกในระยะไกล เห็นเงาและใบหน้าของตัวเอง
เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะให้มุมปากมีรอยยิ้ม
เพราะโอลัวร์คือคนที่ชำนาญการสร้างความสุขท่ามกลางความทุกข์
……………
หน้าแท่นบูชาเลือด
เฮอร์มิทกำลังหาวิธีรวมกล่องบุหรี่เหล็กที่มีกลิ่นอายของมิสเตอร์ฟูลเข้ากับ ‘หอกลองกินุส’ เพื่อโจมตีภาพสีน้ำมันนภาดาวอันไร้สิ้นสุด มาดามเมจิกเชี่ยนอาศัยความรู้ด้านการผนึกอันกว้างขวาง อาศัยความสามารถในการผนึกอันทรงพลัง พูดอย่างไตร่ตรอง
“พลังชะตากรรมทำให้ผู้แทรกแซงที่ไม่ได้ร่วมพิธีวังวนล้มเหลว ส่วนเสียงอันน่าพรั่นพรึงนั่น ส่งผลต่อผู้วิเศษประเภท ‘ผู้สดับ’ และ ‘ผู้ส่องความลับ’ พวกเราอาจแยกกันแก้ปัญหา
“พลังชะตากรรมน่าจะมาจากวงแหวนที่แผ่จากภาพสีน้ำมัน ถ้าอุดมันไว้ กั้นออกไป เราก็จะหลุดจากโชคชะตาที่ต้องล้มเหลว แล้วทำลายภาพได้ ตัดขาดเสียงน่ากลัวนั้น”
“อุดมัน…” มิสจัสติสที่ได้ฟังจากมาดามเฮอร์มิท ก็พลันคิดอะไรออก
ถือโอกาสที่บาเรียแข็งแกร่งขึ้น พลังชะตากรรมอ่อนลง เธอใช้เวทมนตร์ของจอมเวท โยนกล่องบุหรี่เหล็กไปยังภาพสีน้ำมันบนแท่น ลงจุดวงแหวนสีเงินผสมดำอย่างแม่นยำ
กล่องบุหรี่กดทับวงแหวนโดยตรง ปิดบังมันสนิท ไม่เหลือร่องรอย
เด็กชายวิลร้องทันที
“พลังชะตากรรมลดลงอีกมากแล้ว!”
มาดามเมจิกเชี่ยนได้ยิน รีบยกแขนทั้งสองขึ้น ทำให้ห้วงมิติรอบภาพโค้งงอ มืดมิด ลึกล้ำ
มิติตรงนั้นยุบตัว แตกสลายทีละนิ้ว ภาพและแท่นบูชาเริ่มปรากฏรอยแตกชัดเจน
ใบหน้ามิสจัสติสเริ่มปรากฏเกล็ดสีเทาขาวเป็นแผ่นๆ ร่างกายดูพองขึ้น
มาดามจัดจ์เมนต์ก็ ‘ตัดสิน’ อีกครั้ง
เห็นเพื่อนลงมือโจมตีแล้ว มาดามเฮอร์มิทรวบรวมหอกโบราณที่ชุ่มเลือดประหลาด ขว้างตรงไปยังภาพ
ภาพที่แหลกเหลวจากการโจมตีต่อเนื่องถูกทะลุทะลวงด้วย ‘หอกลองกินุส’ ตรึงอยู่บนแท่น
เปลวไฟที่รวมทุกสีลุกจากปลายหอก เผาภาพที่ยังมีเสียงน่ากลัวรั่วไหลจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
………….
เหนือท้องฟ้าทรีอาร์
‘หนอนกาลเวลา’ ไต่กลับเข้าสู่ร่างมิสเตอร์สตาร์ทีละตัว
ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่ที่สวมถุงมือแดง กล่าวกับมิสเตอร์แฮงแมนด้วยน้ำเสียงแฝงเสน่ห์
“อามุนด์กลับมาแล้ว และฟื้นพลังเทพแท้จริงเส้นทาง ‘ข้อผิดพลาด’ กับ ‘ประตู’ ได้ชั่วคราว ผมต้องกลับมหาวิหารสุขสงบทันที”
พูดจบ มิสเตอร์สตาร์ก็หายวับไป
มิสเตอร์แฮงแมนมองลงไปเบื้องล่าง เห็น ‘พระจันทร์’ ที่กลายเป็นสีแดงเพลิง ตกลงในหมอกคฤหาสน์ที่ถูกบีบอัด ขณะที่นักบุญวีฟแห่งศาสนจักร ‘สุริยันเจิดจรัส’ ส่องแสงอาทิตย์เข้าไปที่นั่น
……………
ณ ใจกลางเกาะดั้งเดิม นอกอนุสาวรีย์บรรจุศพ ‘จักรพรรดิมืด’
อามุนด์ที่อยู่ริมโลกดารา มองลงมายังเพิร์ล มอง ‘ร่างเทพแห่งความงาม’ และจันทร์แดงย่อส่วน ซึ่งยังดิ้นรนเข้าหาจุดแสงในหมอกขาว ไม่มีทีท่าเคลื่อนไหว
“มัวรออะไร?” โรซายล์ที่ใบหน้าเจ็บปวดขึ้นทุกที เอ่ยปากถาม
“กำลังคิดแบบเดียวกับเจ้าอยู่…ความคิดที่หลงผิดที่สุดของเจ้าน่ะ” อามุนด์บีบแว่นตาข้างเดียวตรงตาขวา ยิ้มตอบ “แค่กำจัดผู้ศรัทธา ‘หมอกไม่จีรัง’ ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนี้ และไม่คุ้มที่พวกเราต้องเปิดไพ่ตาย”
โรซายล์มองการแลกเปลี่ยนที่ยังดำเนินอยู่เบื้องล่าง พลางเอ่ยปาก
“นั่นอาจนำมาซึ่งภัยแฝงใหญ่หลวง”
“เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา ไหนเลยจะมีใครไม่ต้องเสี่ยง ไม่แบกรับความสูญเสียใด แล้วทำสิ่งยิ่งใหญ่สำเร็จได้?” อามุนด์ยิ้มกล่าว พระองค์เสริม “ประโยคนี้ไม่ใช่ข้าพูด และก็ไม่ใช่เจ้าพูด”
โรซายล์ที่ถูกหมอกขาวกัดกร่อนลึกขึ้น เจ็บปวดทรมานมากขึ้น ยังไม่ทันตอบ อามุนด์ก็มองไปไกลๆ แล้วเอ่ยต่อ
“พวก ‘ชุมนุมทาโรต์’ นั่นใช้ได้ทีเดียว ไม่ต้องให้ข้าเสด็จไปทำลายภาพนั่นเอง”
พูดถึงตรงนี้ อามุนด์ที่สวมแว่นตาข้างเดียวแสดงสีหน้ากระตือรือร้น
“ตอนนี้ ถึงเวลาแล้ว”
พระองค์ทอดตาไปยังอนุสาวรีย์บรรจุศพ ‘จักรพรรดิมืด’ มองแบร์นาแดตที่ถูกโรซายล์ขังไว้ในอนุสาวรีย์จนออกมาไม่ได้
‘ราชินีเงื่อนงำ’ นึกขึ้นได้อย่างฉับพลัน ราวกับความทรงจำบางตอนแหวกม่านหมอก ปรากฏชัด
เธอรีบยื่นมือขวา วาดคำเรืองแสงดาวทีละคำอย่างรวดเร็วบนอากาศ
ตัวอักษรที่ดูเป็นต้นกำเนิดภาษาทั้งหมดบนทวีปเหนือใต้ ถักทอกันเป็นสัญลักษณ์ประหลาด เปิด ‘ประตูลับ’ ที่เชื่อมถึงส่วนลึกของโลกวิญญาณ
‘ประตูลับ’ เปิดออกไร้เสียง ลมพายุพัดออกมา กลายเป็นชายที่มีร่างท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นกระแสลม พันด้วยผ้าขาว
“ตะเกียงวิเศษประทานพรกับวัตถุนั่น” แบร์นาแดตสั่งด้วยน้ำเสียงสง่างาม
ชายที่ท่อนล่างเป็นกระแสลมตอบรับนอบน้อม แล้วหยิบวัตถุสองชิ้นจากผ้าขาวที่พันรอบตัว
ชิ้นหนึ่งคล้ายกาน้ำขนาดย่อ สีทอง เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ลึกลับซับซ้อน ปากกามีสิ่งคล้ายไส้ตะเกียงยื่นออกมา
นี่คือ ‘0-05’ ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ ที่ผู้ศรัทธา ‘หมอกไม่จีรัง’ อยากได้
……………………………………………………..