ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 883 เทพตะเกียงผู้น่าสังเวช
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 883 เทพตะเกียงผู้น่าสังเวช
ตอนที่ 883 เทพตะเกียงผู้น่าสังเวช
หลังรับของสองชิ้นนั้น แบร์นาแดตจำได้ทั้งหมดว่า ตนร่วมมืออะไรกับอาดัม อดีต ‘เทวทูตจินตภาพ’ โดยปัจจุบันคือ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’
ขณะนี้ เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการแลกเปลี่ยน แผ่นศิลาสีเทาหม่นในมือเธอคือซากศพกลายร่างของ ‘เทพสุริยันบรรพกาล’ ซึ่งเป็นร่างเดิมของ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ บันทึกชื่อแต่ละลำดับของ 22 เส้นทางเทพ รวมถึงสูตรโอสถและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง
‘ศิลาเย้ยเทพ’ แผ่นที่สอง!
แบร์นาแดตไม่อยากผลักดันการแลกเปลี่ยนถึงขั้นนี้ หวังแก้ปัญหามลทินบนตัวบิดาอย่างโรซายล์ก่อน ยุติพิธีวังวน แต่สุดท้ายต้องเผชิญสถานการณ์บีบบังคับ
ความพยายามหลายอย่างของเธอล้มเหลว แผนสำรองบ้างไม่ทันได้ใช้ บ้างสูญเสียประสิทธิภาพเพราะเธอถูกพ่อกักในอนุสาวรีย์บรรจุศพ จึงได้แต่หวังว่า จุดจบที่มีผู้ประกาศว่า ‘ไม่อาจหลีกเลี่ยง’ จะมาถึง
แบร์นาแดตยกสองมือ ผลัก ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ และ ‘ศิลาเย้ยเทพ’ แผ่นที่สองขึ้นกลางอากาศ
พอเห็นวัตถุสองชิ้นนี้ จักรพรรดิโรซายล์ก็เข้าใจการจัดแจงทั้งหมด รวมถึงจุดประสงค์สุดท้ายของ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ อาดัมทันที
พระองค์ยื่นมือออก บิดเบือนระยะห่างระหว่าง ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ กับตัวเอง ทำให้มันตกลงบนฝ่ามือ
แผ่น ‘ศิลาเย้ยเทพ’ หายไปก่อน แล้วปรากฏในมือของอามุนด์ผู้สวมหมวกอ่อนปลายแหลมสีดำ
ในท่าถือตะเกียง โรซายล์ยิ้มให้อามุนด์ด้วยบรรยากาศสงบนิ่ง
“ตอนนี้ข้าเป็น ‘จักรพรรดิมืด’ ตัวจริงแล้ว ซ้ำยังได้รับมลทินจาก ‘หมอกไม่จีรัง’ ในปริมาณมาก ย่อมอาจจะใช้ตะเกียงนี้กับเทพด้านใน เป็นสื่อกลางเพื่อกระทำบางสิ่งบางอย่าง”
“ไม่ใช่อาจจะ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” อามุนด์ดันแว่นตาข้างเดียวที่ตาขวา ยิ้มแก้คำพูด
โรซายล์ไม่พูดอะไรอีก กำ ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ หลับตาครึ่งหนึ่ง แผ่จิตสำนึกไปยังวัตถุสีทองชิ้นนี้
มันมาพร้อมหมอกสีขาวบางส่วน ซึ่งเริ่มกัดกร่อนจิตสำนึกพระองค์แล้ว
อย่างเลือนราง โรซายล์มองเห็นบาเรียอีกชั้นที่ตั้งระหว่างฟ้ากับดิน
บาเรียดังกล่าวถูกหมอกสีขาวอมเทาจางๆ ห่อหุ้ม จนมองไม่เห็นรูปลักษณ์แท้จริง
ในไม่ช้า บนบาเรียที่มองไม่เห็น โรซายล์รับรู้ช่องว่างในหมอกสีขาวอมเทา แต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งแน่ชัด
ขณะนั้นเอง อามุนด์กดมือขวาลงบนแว่นตาขาเดียวตรงเบ้าตา
แว่นตาขาเดียวสว่างวาบด้วยแสงที่ดูเหมือนจะส่องทะลุโลกทั้งใบ
จิตสำนึกของโรซายล์ที่เริ่มผสานกับมลทิน ‘หมอกไม่จีรัง’ พลันล่องลอยเข้าสู่ช่องว่างที่สอดคล้องกัน
‘เบื้องหน้า’ พระองค์ปรากฏภาพหมอกควันอวลทันที
ในส่วนลึกของควันที่วนเวียนไปมา ดูเหมือนซุกซ่อนสวรรค์ 33 ชั้น แต่ละชั้นมีสิ่งก่อสร้างมากมายอย่างเลือนราง
จิตสำนึกของโรซายล์ลอยขึ้นกะทันหัน มาถึงชั้นสวรรค์สูงสุด มาถึงพระราชวังอันสง่างามยิ่งใหญ่
พระองค์ ‘เห็น’ ร่างจักรพรรดิมโหฬาร ‘เห็น’ ใบหน้าปกคลุมด้วยสายหยกหลายเส้น และใต้สายหยกนั้นไม่มีสิ่งใดเลย มีเพียงความว่างเปล่า
โรซายล์รู้สึกว่าร่างจักรพรรดิมโหฬารนี้ ช่างคล้ายคลึงกันตน เกิดจากแหล่งเดียวกัน แต่ก็รวมเอาตนไว้ด้วย ระหว่างทั้งสองสร้างความเชื่อมโยงแน่นแฟ้นอย่างรวดเร็ว
ความเชื่อมโยงนี้กัดกร่อนจิตสำนึกโรซายล์ แต่ถูกขัดขวางด้วยมลทิน ‘หมอกไม่จีรัง’ ทั้งหลอมรวมและต่อต้านกัน
โรซายล์พลันได้สติกลับมาบ้าง
พระองค์มีความคิดสว่างวาบ อาศัยความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้น วางตัวต่ำ ใช้ภาษาแม่โดยกำเนิดกล่าวว่า
“พี่จักรพรรดิ ช่วยข้าอีกแรงที!”
จักรพรรดิหน้าคลุมสายหยกสวมมงกุฎสูง พลันลุกขึ้นยืน
ด้านหลังพระองค์ปรากฏร่างจักรพรรดิคล้ายกันอีกหลายร่าง รูปลักษณ์ภายนอกต่างกัน แต่เหมือนกันที่ใบหน้าคลุมสายหยก ไร้ใบหน้า ว่างเปล่า
พร้อมกันนั้น สวรรค์ทั้ง 33 ชั้นในส่วนลึกของหมอกควันพลันสว่างวาบ สิ่งก่อสร้างงดงามปรากฏทีละหลัง ร่างศักดิ์สิทธิ์เด่นชัดขึ้นทีละร่าง
ทันใด มุมมองของโรซายล์ถูกแสงสีเขียวอมฟ้าปกคลุมไปทั้งหมด
จิตสำนึกพระองค์กลับคืนสู่ร่าง ‘จักรพรรดิมืด’ ในพริบตา เห็นลำแสงสีเขียวอมฟ้าพุ่งจากภายในร่าง ขับไล่ละลายหมอกสีขาวที่กัดกร่อนตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป แสงสีเขียวอมฟ้ากับหมอกสีขาว ก็เริ่มมีร่องรอยหลอมรวมเป็นหนึ่งในบางจุด
ระหว่างกระบวนการนี้ ‘หมอกไม่จีรัง’ ไม่ได้ดึงหมอกสีขาวกลับ ด้านหนึ่งเพราะบาเรียขัดขวาง ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ และอามุนด์ก็ใช้อิทธิพลอยู่ อีกด้านคือ ‘หมอกไม่จีรัง’ ทำตามความโกลาหลคลั่งไคล้ ทำตามความปรารถนาตามสัญชาตญาณ ต้องการหลอมรวมกับแสงสีเขียวอมฟ้าให้สำเร็จ
โรซายล์รู้สึกมากขึ้นว่า ตนเป็นเหมือนอีกด้านของ ‘หมอกไม่จีรัง’ ความเชื่อมโยงผ่านหมอกสีขาวนั้น แน่นแฟ้นขึ้นรวดเร็วจนถึงระดับมั่นคงผิดปกติ
ถึงขั้นนี้ แม้ ‘หมอกไม่จีรัง’ จะต้องการเรียกหมอกสีขาวกลับ ก็ไม่อาจสำเร็จในทันที ต้องใช้เวลาพอสมควร เว้นแต่โรซายล์จะยินยอม
หมอกสีขาวของ ‘พิธีวังวน’ ลอยขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ ลอยไปยังร่างโรซายล์ จนเพิร์ลที่อาศัยหมอกนี้ประทังชีวิต เกิดความหวาดผวาสุดขีด ส่วน ‘ร่างเทพแห่งความงาม’ และจันทร์แดงย่อส่วนในหมอก ต่างก็แน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว
โรซายล์หันมองอามุนด์ผู้ถือ ‘ศิลาเย้ยเทพ’ อีกครั้ง กล่าวอย่างรู้สึกถึงอารมณ์
“สมแล้วที่เป็น ‘นักสร้างฝัน’…”
กล้าคิดแบบนี้ กล้าจัดแจงแบบนี้!
คำตอบก่อนหน้าของอามุนด์ ทำให้โรซายล์แน่ใจว่าการคาดเดาแรกสุด และบ้าบิ่นที่สุดของตน ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่กระผีกเดียว
จุดประสงค์แท้จริงของ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ คือ การประกอบพิธีกรรมวังวนเพื่อต่อกรกับ ‘หมอกไม่จีรัง’ ผู้ยิ่งใหญ่ที่คอยจ้องมองโลกปัจจุบัน!
ตามปกติแล้ว ต่อให้ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ และเทพแท้จริงทั้งหกในโลกดาราจะละทิ้งความแค้น หันมาร่วมมือกันสุดกำลัง ก็คงทำไม่สำเร็จ อย่างมากก็แค่ขับไล่ ‘หมอกไม่จีรัง’ ให้ล่าถอย แต่ตอนนี้ พระองค์ใช้พิธีกรรมวังวน อาศัยความปรารถนาของ ‘หมอกไม่จีรัง’ ที่มีต่อ ‘จักรพรรดิมืด’ สร้างความเชื่อมโยงแน่นแฟ้นระหว่างกัน ทำให้พระองค์กับ ‘หมอกไม่จีรัง’ คล้ายกันมากขึ้น จึงมีโอกาสสำเร็จ
แน่นอนว่าโอกาสดังกล่าว ไม่ได้มีเพื่อส่งพลังผ่านความเชื่อมโยงไปโจมตี ‘หมอกไม่จีรัง’ โดยตรง ซึ่งจะได้ผลไม่ดีนัก แต่ในโลกศาสตร์เร้นลับมีกฎพื้นฐานให้ใช้ประโยชน์ได้ มีวิธีมากมายที่เอาชนะผู้ทรงพลังด้วยการทำร้ายผู้อ่อนแอกว่า ซึ่งเป็นรากฐานของคำสาปมากมาย
ในชั่วความคิดแวบผ่าน โรซายล์ใช้นิ้วลูบพื้นผิวสีทองที่เต็มด้วยสัญลักษณ์ลึกลับซับซ้อนของ ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ พร้อมคำรามแผ่วเบา
“จินนี่!”
ไส้ตะเกียงที่ปากภาชนะ ลุกโชติช่วงขึ้นทันที เปล่งแสงเหมือนกระแสน้ำเหนียวข้น พุ่งขึ้นบน ก่อเกิดเป็นร่างมนุษย์สีทองจางๆ ที่บิดเบี้ยวมัวหมอง
ร่างสีทองจางเพียงปรากฏ ก็หันหน้าจะดิ่งกลับเข้า ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ แต่หมอกขาวและแสงฟ้าอมเขียวที่กัดกร่อนร่าง ‘จักรพรรดิมืด’ ของโรซายล์ ทำตัวเหมือนหมีได้กลิ่นน้ำผึ้งหรือแวมไพร์ที่อยู่ข้างเลือดสด พลันแยกเป็นส่วนใหญ่ พุ่งกระหน่ำรอบร่างสีทอง รัดพระองค์เป็นชั้นๆ ราวกับจะกลืนกิน
จินนี่บิดร่างดิ้นรนสุดกำลัง พยายามหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากนี้ หดกลับเข้า ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ แต่ไม่อาจสมปรารถนา ร่างสีทองจางๆ ของพระองค์ค่อยๆ มีร่องรอยผสานเข้ากับหมอกขาวและแสงฟ้าอมเขียว
จินนี่ปากอ้าหุบไม่หยุด ราวกับกำลังสาปแช่งอามุนด์และโรซายล์อย่างคลั่งคลาด แต่ถูกหมอกขาวและแสงฟ้าอมเขียวพันธนาการ แม้แต่เสียงก็เปล่งไม่ออก
โรซายล์ยก ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ และจินนี่ขึ้นระดับอก บิดเบือนความสัมพันธ์ระหว่างร่างหลักกับวัตถุภายนอก ทำให้ตนกลายเป็นส่วนหนึ่งของจินนี่ชั่วครู่
ในพริบตาต่อมา จินนี่ที่เป็นหนึ่งเดียวกับ ‘หมอกไม่จีรัง’ และมีต้นกำเนิดเดียวกันสมบูรณ์ ดูเหมือนจะกลับเป็นอีกด้านของ ‘หมอกไม่จีรัง’ อีกครั้ง แต่ถูกผนึก ไม่อาจแสดงพลังได้ ดูอ่อนแออย่างยิ่ง!
โรซายล์หันไปมองอามุนด์อีกครั้ง
ตอนนี้ ต่อหน้าอำนาจช่องโหว่ของเทพแท้จริงแห่งเส้นทาง ‘ข้อผิดพลาด’ ภายใต้ความเชื่อมโยงแน่นแฟ้นมั่นคง ในแง่ศาสตร์เร้นลับ จินนี่ผู้อ่อนแอย่อมเทียบเท่า ‘หมอกไม่จีรัง’ ผู้ทรงพลังอย่างสมบูรณ์ ทำร้ายจินนี่สาหัสก็เท่ากับทำร้าย ‘หมอกไม่จีรัง’ สาหัส ทำให้จินนี่หลับใหลก็เท่ากับทำให้ ‘หมอกไม่จีรัง’ หลับใหล!
ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว!
อามุนด์หัวเราะ ยก ‘ศิลาเย้ยเทพ’ ในมือขึ้น
ณ ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ บนยอดเทือกเขาสูงตระหง่านทอดยาว เบื้องหน้าไม้กางเขนมหึมาที่เปรอะคราบเลือด
‘พระผู้สร้างแท้จริง’ อาดัมที่ปลดเปลื้องจากอิทธิพลเสียงเพรียกของเทพภายนอกแล้ว กำลังรออยู่ที่นี่
พระองค์สวมเสื้อคลุมขาวเรียบง่าย ไว้เคราทองดกหนา ดวงตาใสกระจ่างดั่งเด็กน้อย ใต้เท้ามีเงาเข้มข้นต่างจากพระองค์ มีห้าศีรษะ ดูคล้ายเงาของพระองค์ แต่ก็ไม่เหมือน
อาดัมเอ่ยปาก กล่าวอย่างศักดิ์สิทธิ์สง่างาม
“ข้าคือหนึ่ง และคือล้าน คือจุดเริ่มต้น และคือจุดสิ้นสุด”
เสียงเพิ่งขาดลง ดวงตาใสของ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ อาดัมก็พลันเลือนราง รอบกายปรากฏมหาสมุทรประหลาดที่ราวกับรวมทุกสีและทุกความเป็นไปได้
จากนั้น อาดัมกำจี้กางเขนเงินที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอก
เหนือศีรษะพระองค์พลันมีดวงอาทิตย์เจิดจ้าแต่เลือนราง ทางซ้าย สายฟ้า พายุกระโชก คลื่นทะเล ถักทอเป็นเงารางที่มองลงมายังสรรพสิ่ง ทางขวา หอคอยขาวที่มีตาทองเหลืองมากมายผุดขึ้นจากพื้น
อำนาจและสัญลักษณ์เลือนรางเหล่านี้ ราวกับคิดฝันขึ้นมา พร้อมเงาของอาดัมเอง ภายใต้แรงขับเคลื่อนของทะเลแห่งความโกลาหล ทยอยหลอมรวมเข้าสู่ร่างอาดัม
ทันใดนั้น มหาสมุทรประหลาดที่รวมทุกสีและทุกความเป็นไปได้ก็สูงขึ้น ท่วมทั้งเทือกเขา อาดัมขยายใหญ่เป็นแสงเงามหึมาราวกับค้ำจุนฟ้าดินได้
‘พระผู้สร้างแท้จริง’ กลับคืนสู่สภาวะสูงสุดชั่วขณะ
ผู้ไถ่ถอนที่ต่อสู้กับเทพบรรพกาล ปรากฏกายบนโลกอีกครั้ง!
พระองค์ย่างกรายเชื่องช้าไปบน ‘ผิวน้ำ’ แห่งปฐมกาลมืดดำเลือนราง ชี้นิ้วไปทางมหาสมุทรที่ทั้งจริงและพร่ามัว
พร้อมกับการชี้ บนพื้นผิว ‘ศิลาเย้ยเทพ’ แผ่นที่สองในมืออามุนด์ พลันมีน้ำทะเลโกลาหลที่รวมทุกสีและทุกความเป็นไปได้พวยพุ่ง
อามุนด์ไม่ได้ถือเอาไว้อีก ปล่อยแผ่นศิลาด่างดวงโบราณนี้ลอยเบื้องหน้า
เขาเหลียวมองจินนี่สีทองจาง ที่บิดร่างบ้าคลั่งและคล้ายกำลังสาปแช่ง แล้วแย้มยิ้มที่ยิ่งทำให้อีกฝ่ายโกรธแค้น
จากนั้น เขาทำให้ ‘ศิลาเย้ยเทพ’ ลอยสูงขึ้น
……………………………………………………..