ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 885 ‘ปืนกระหน่ำยิง’ ที่เปื้อนมลทิน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 885 ‘ปืนกระหน่ำยิง’ ที่เปื้อนมลทิน
ตอนที่ 885 ‘ปืนกระหน่ำยิง’ ที่เปื้อนมลทิน
แสงอาทิตย์ยามพลบค่ำสาดผ่านหน้าต่าง ทอแสงสีทองแดงหม่นลงในห้อง
นอกจากลูกาโนที่พาลุดวิกไปชิมอาหารในเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีก็อยู่ในห้องนั่งเล่น ฟังลูเมี่ยนเล่าเรื่องที่เขาเผชิญหลังแยกจากกัน
ลูเมี่ยนเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยท่าทีของคนนอกที่มองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ โดยเล่าทั้งเรื่องเทอร์มีโพลอสกลายเป็นอามุนด์ รายงานจิตบำบัดที่อามุนด์อ่านออกมา และบทละคร ‘เรื่องราว’ ที่ตามมา โดยเล่าเฉพาะประเด็นสำคัญและไม่ปิดบังใดๆ
น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชา แทรกเข้าสู่โสตประสาทของฟรังก้าและจินนา ทำให้พวกเธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดสิ้นหวังจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับได้ประสบพบเจอด้วยตนเอง
นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย ไม่ใช่ความสิ้นหวังเมื่อเผชิญความตาย แต่เกิดจากความไร้ค่าของตัวเอง ความอ่อนแอไร้พลัง เกิดจากที่ความเชื่อ อารมณ์ และการตัดสินใจกลับเป็นผลผลิตที่คนอื่นจัดวางไว้
ฟรังก้านึกถึงหนูทดลองตัวขาวๆ ที่เธอเคยสัมผัสบ่อยๆ ในอดีตโดยไม่อาจห้ามใจ
ในที่สุด เธอก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดลูเมี่ยนถึงทุกข์ทรมานกับการเลื่อนขั้นเป็นครึ่งเทพ ทั้งที่ไม่รังเกียจการข้ามไปสู่เส้นทาง ‘นางมาร’
เขาจำต้องกดทับอารมณ์ความรู้สึกไว้ตลอดเวลา
มองดูใบหน้าที่คุ้นเคยแต่แปลกหน้า มองใบหน้างดงามที่ไร้อารมณ์ ฟรังก้ารู้สึกเจ็บปวดและสงสารอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อลูเมี่ยนเล่าถึงการเลือกครั้งสุดท้ายจบ ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟรังก้าเป็นฝ่ายหาหัวข้อสนทนา พลางกล่าวด้วยความทึ่ง
“ไม่คิดเลยว่า ‘น้ำตาดำ’ ก็เป็นสิ่งที่ท่านผู้นั้นวางแผนไว้ นั่นไม่ใช่ของนิกายนางมารหรือ?”
“ต่อให้ไม่มี ‘น้ำตาดำ’ ก็จะมี ‘น้ำตาขาว’ ‘น้ำตาเทา’ อยู่ดี พระองค์วางแผนไว้แม้กระทั่งภาชนะเสด็จเยือนของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ แล้วจะวางแผนเรื่อง ‘นางมาร’ อื่นๆ ไม่ได้เชียวหรือ?” ลูเมี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อเห็นสภาพของเขาตอนนี้ จินนารู้สึกเศร้าและปวดใจ ด้วยประสบการณ์ที่มี เธอยอมให้ลูเมี่ยนอยู่ในสภาพโกรธเกรี้ยวหรือแสดงความเจ็บปวดจากส่วนลึกของจิตใจดีกว่า ไม่อยากให้เป็นเหมือนตอนนี้ที่ดูราวกับบ่อน้ำแห้ง กดทับอารมณ์ทั้งหมดไว้ที่ก้นบ่อ
ฟรังก้าก็มีความรู้สึกคล้ายกัน เธอเกือบถากถางตัวเองโดยสัญชาตญาณ
“ไม่คิดว่าฉันกับจินนายังมีที่นั่งในบทละครนี้ ถึงแม้ประโยชน์ของพวกเราจะมีแค่ช่วยรักษาสภาพจิตใจคุณให้มั่นคง เป็นหลักยึดเหนี่ยวที่แน่นหนาตอนคุณเลื่อนลำดับเป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’”
คำว่า ‘หลักยึดเหนี่ยว’ นี้ เธอเคยได้ยินจากมาดามจัดจ์เมนต์หลายครั้ง สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับวิธีที่พวกลำดับสูงใช้รักษาสภาวะตัวเองให้มั่นคง ยิ่งลำดับสูง ยิ่งง่ายต่อการคลุ้มคลั่ง หลักยึดเหนี่ยวดูเหมือนเป็นความช่วยเหลือจากภายนอก ซึ่งเสริมการรับรู้ตัวตนและต่อต้านแนวโน้มการคลุ้มคลั่ง
“ไม่ใช่แค่นั้น” ลูเมี่ยนที่ยังสวมเสื้อคลุมสีดำ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นี่ยังเป็นวิธีป้องกันไม่ให้ฉันหมกมุ่นกับความรู้สึกที่เศษเสี้ยวดวงวิญญาณของโอลัวร์ค่อยๆ ฟื้นคืน จนไม่อยากกลับไปสู่เส้นทาง ‘นักล่า’ อีก และค่อยๆ ละทิ้งการรับรู้ความเป็นชาย”
จินนาและฟรังก้าเงียบลงทันที ในใจทั้งคู่มีความเจ็บปวดที่ยากบรรยาย
คนหลังลุกจากเก้าอี้พนักพิงกว้างที่เธอขดตัวอยู่ มองไปยังลูเมี่ยนแล้วพูดตรงๆ
“ฉันไม่ชอบคำพูดแบบนี้ของคุณเลย…มันเหมือนกับว่าฉันกับจินนา เป็นแค่เครื่องมือจริงๆ”
“น้ำตาดำแค่ทำให้ปัญหาระเบิดเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าปัญหาไม่มีอยู่ ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกและความคิดในใจพวกเราเกิดขึ้นลอยๆ เกิดเพราะการจัดแจงของท่านผู้นั้น!”
“ฉ…ฉันขอพูดแทนตัวเองเท่านั้น ท่าทีของฉันคือ จะไม่โน้มน้าวให้คุณข้ามกลับไปยังเส้นทาง ‘นักล่า’ และไม่สนว่าคุณจะเป็น ‘นางมาร’ หรือ ‘นักล่า’ ฉันดีใจที่โอลัวร์ยังมีความหวังฟื้นคืนชีพ และรอที่จะเห็นเธอกลับมา แต่สิ่งที่ฉันให้ความสำคัญมากกว่าคือตัวคุณ คือลูเมี่ยน·ลีที่ผ่านประสบการณ์และความทรงจำดีๆ มากมายร่วมกับพวกเรา…”
พูดมาถึงตรงนี้ ฟรังก้าก็ติดขัดไปชั่วขณะ ไม่รู้จะแสดงความคิดที่ยังพูดไม่หมดอย่างไร
จินนาก็ลุกขึ้นยืนตาม เธอเม้มริมฝีปากแล้วพูด
“ฉันยินดีมากที่จะเห็นโอลัวร์ฟื้นคืนชีพในตัวคุณ แต่ฉันไม่อยากเห็นคุณสละตัวตนเพื่อสิ่งนั้น”
“ในโลกนี้ ลูเมี่ยน·ลีก็มีคนที่ห่วงใย มีคนที่ชอบ มีคนที่ให้ความสำคัญอยู่!”
“ใช่!” ฟรังก้าเห็นด้วยกับคำพูดของจินนา
ลูเมี่ยนจ้องมอง ‘นางมาร’ ทั้งสองด้วยดวงตาสีน้ำเงินซีดจาง ในส่วนลึกมีประกายวูบไหวเลือนราง
เขาไม่ได้ตอบสนองต่อคำพูดของฟรังก้าและจินนา แต่ก็ไม่ได้คัดค้านหรือเยาะเย้ยคำพูดเหล่านั้น
ฟรังก้าและจินนากำลังจะกล่าวบางสิ่งเพิ่มเติม ก็พลันเห็นอ็องโตนีส่งสัญญาณตาให้ทั้งสอง หมายความว่าแค่นี้ก็พอดี ต่อไปควรปล่อยให้ลูเมี่ยนสงบสติอารมณ์ ใช้เวลาครุ่นคิด
การปลอบโยน กระตุ้น และแสดงความรู้สึกมากเกินไปจะส่งผลตรงข้าม
เอ่อ…ฟรังก้าหุบปากเงียบ
ทันใดนั้น เธอพบความจริงข้อหนึ่ง
อ็องโตนีอยู่ที่นี่ด้วย…แล้วสิ่งที่เราเพิ่งพูดไปก่อนหน้านี้ เขาก็ต้องได้ยินหมดทุกอย่างแล้วสิ?
น่าอาย!
น่าอายยกกำลังสอง!
จินนานั่งกลับไปที่เดิม หากเป็นเรื่องนี้ เธอเชื่อในการตัดสินของ ‘นักจิตบำบัด’
ส่วนความรู้สึกที่เพิ่งเปิดเผย เธอไม่รู้สึกกระดากอาย เธอรู้ว่าอ็องโตนีคงมองออกตั้งแต่นานแล้ว
อ็องโตนีถอนหายใจเบาๆ ในฐานะชายกลางคนทั่วไป เขาโชคดีที่เป็น ‘นักจิตบำบัด’ และ ‘นักสะกดจิต’ ไม่เช่นนั้นคงถูกมนตร์สะกดจากเสน่ห์ของ ‘นางมาร’ สองคนและหัวหน้าทีมคนงาม จนจิตใจจมดิ่งโดยไม่รู้ตัว
เขาคิดว่าหากฝึกฝนต่อ แม้ยังไม่เป็น ‘ครึ่งเทพ’ ก็คงต้านทาน ‘มนตร์เสน่ห์’ ของ ‘นางมารสิ้นหวัง’ ฝ่ายศัตรูได้นานขึ้น
ฟรังก้าที่กำลังเขินอาย ส่งเสียงร้องเพื่อหาเรื่องคุย
“การจัดแจงของ ‘พระองค์’ ช่างน่ากลัว ไม่ใช่ว่าพวกเราอยากหนีหรือปฏิเสธแล้วจะทำได้”
จินนาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
‘นางมาร’ ทั้งสองเคยเห็นเหตุการณ์ใหญ่มาแล้ว เมื่อ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีสร้างปรากฏการณ์ ‘ท้องฟ้า’ ใน ‘ทรีอาร์ยุคที่สี่’ พวกเธอรับรู้ได้ชัดเจน แต่การจัดแจงของ ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ ที่ไร้ร่องรอยและไม่มีสัญญาณเตือนนี้ มันอยู่เหนือจินตนาการเกินไป เพียงคิดลึกๆ ก็ทำให้ฝันร้ายหรือนอนไม่หลับ
ลูเมี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“พระองค์เป็น ‘เทพแท้จริง’ ฉันยังสงสัยว่า พระองค์อาจเป็นมากกว่านั้น อย่างน้อยท่าทีของมาดามเมจิกเชี่ยนต่อพระองค์ ก็ทั้งเคารพและหวาดกลัวยิ่งกว่า ‘สุริยันเจิดจรัส’ และเทพแท้จริงอื่นๆ”
“ชุมนุมทาโรต์ ศาสนจักรเดอะฟูล และกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรวมกัน อาจไม่สามารถขัดขวางการจัดแจงของพระองค์ได้ อย่างมากก็แค่รู้ล่วงหน้าและเตือนเท่านั้น”
“ใช่ แม้รอบบัลลังก์ ‘มิสเตอร์ฟูล’ จะมีเทวทูตมากมาย แต่เมื่อเจอ ‘เทพแท้จริง’ ก็ยังไม่พอ…บ้าจริง! ทำไม ‘เทพแท้จริง’ ถึงมาสนใจคนที่แต่ก่อนยังไม่ใช่แม้แต่ ‘ครึ่งเทพ’ ด้วยซ้ำล่ะ?” ฟรังก้าสบถพลางถอนหายใจ
แท้จริงเธอยังอยากเสริมว่า ‘ความต่างของศักดิ์นั้นห่างกันมาก ต่อต้านคงไม่ได้ ทำได้แค่ทนไปก่อน ไม่เก็บมาทับถมใจ และใช้ประโยชน์จากการจัดแจงของอีกฝ่ายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งตัวเอง’ แต่เมื่อพิจารณาสภาพของลูเมี่ยนตอนนี้ เธอก็กลืนความคิดนั้นกลับไป
“บางที คงต้องรอจนกว่า ‘มิสเตอร์ฟูล’ จะตื่น พวกเราถึงจะไม่ต้องกังวลกับการถูก ‘พระองค์’ จัดแจงตลอดเวลา” จินนาพูดอย่างระมัดระวัง
“ใช่…มิสเตอร์ฟูลจะตื่นขึ้นเมื่อไรนะ?” ฟรังก้าเอ่ยร้องเสริม
ทันใดนั้น เธอผู้มีประสบการณ์เกมอย่างล้นเหลือ ก็บังเกิดความคิดขึ้น
เธอนั่งตัวตรงทันที มองไปที่ลูเมี่ยนแล้วกล่าว
“เหรียญทองนำโชคในมือฉัน จินนา และลุดวิก ดูเหมือนมาจากการประทานของมิสเตอร์ฟูล มีกลิ่นอายของเขา จะเป็นไปได้ไหมว่า ถ้ารวบรวมเหรียญครบทั้งหมด อาจปลุกมิสเตอร์ฟูลให้ตื่นได้หรือ?”
“ถ้าง่ายขนาดนั้น พวกไพ่อาร์คาน่าใหญ่คงรวบรวมเหรียญมาปลุกพระองค์นานแล้ว” ลูเมี่ยนครุ่นคิดสักครู่แล้วพูด “อาจเป็นไปได้ว่า การรวบรวมเหรียญครบเป็นแค่เงื่อนไขขั้นต้น ยังต้องทำอะไรต่ออีก”
ตอนนั้นเอง อ็องโตนีแทรกว่า
“ผมก็กำลังจะได้เหรียญทองนำโชคอีกเหรียญเร็วๆ นี้ ‘อัศวินดาบ’ สัญญาจะใช้มันเป็นค่าตอบแทน”
“สี่เหรียญแล้ว…” ฟรังก้าอดมองลูเมี่ยนไม่ได้
ปกติเธอคงล้อเขา แต่ตอนนี้ เมื่อเห็นลูเมี่ยนในสภาพปัจจุบัน หญิงสาวคงไม่อาจใจร้าย
ลูเมี่ยนไม่แสดงความเศร้า เพียงมองออกไปนอกหน้าต่างพูดว่า
“อีกไม่นานมาดามเมจิกเชี่ยนคงมาหาฉัน ทางนี้จะถามถึงความหมายแท้จริงของ ‘เหรียญทองนำโชค’”
“อา” ฟรังก้าลูบ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของตน “พอดีเลย ฉันอยากขอให้มาดามเมจิกเชี่ยนช่วยสร้างมิติแยกใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เพื่อเก็บปืนนั่น เพราะรู้สึกได้ว่ามันเหมือน ‘น้ำตาดำ’ คือกำลังสร้างโรคไม่หยุด แพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ”
‘ปืนกระหน่ำยิง’ ของเธอได้รวมเข้ากับพลัง ‘พร’ บางส่วนจากฮิกดัน ซึ่งถูกกักไว้ภายในโลกกระจกพิเศษ
ปัจจุบัน มันยังไม่ได้รับชื่อใหม่
เมื่อพูดจบ ฟรังก้าขอให้ลูเมี่ยนนำห้องทั้งห้องเข้าไปไว้ใน ‘ขวดเสกสรร’ ส่วนเธอนำ ‘ปืนกระหน่ำยิง’ ที่ปนเปื้อนมลทินออกมา ใช้ ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ เพื่อเข้าใจผลลัพธ์และผลข้างเคียงเชิงลบ
ไม่นานนัก ฟรังก้าก็ได้คำตอบละเอียด
“ปืนกระหน่ำยิงที่ปนเปื้อนมลทิน จะแพร่กระจายโรคและความเสื่อมโทรมไปในรัศมีสามกิโลเมตรอย่างต่อเนื่อง โดยชนิดของโรคเป็นไปโดยสุ่ม”
“ปืนกระหน่ำยิงที่ปนเปื้อนมลทิน จะทำให้กระสุนมีเอฟเฟกต์เพิ่มเติมระหว่าง ‘สั่งตาย’ หรือ ‘ไม่พลาดเป้า’ อย่างใดอย่างหนึ่ง รวมสิบสามครั้ง และซ้อนกับเอฟเฟกต์ ‘โจมตีหนัก’ ของเดิมได้”
“หากใช้เอฟเฟกต์ ‘สั่งตาย’ หรือ ‘ไม่พลาดเป้า’ ผู้ใช้จะล้มป่วยหนักแน่นอน ถ้าไม่พบผู้รักษาที่เหมาะสม อาจถึงตายได้ หากพบผู้รักษา อาการป่วยจะอยู่ประมาณไม่กี่ชั่วโมงถึงหนึ่งวัน”
“หลังใช้จำนวนครั้งของ ‘สั่งตาย’ และ ‘ไม่พลาดเป้า’ หมด ผลข้างเคียงเชิงลบของการแพร่โรค รวมถึงความเสื่อมโทรม จะยังคงอยู่ประมาณหนึ่งปี”
ทันทีที่ได้คำตอบ ฟรังก้ารีบยัดปืนที่ถูกมลทินกลับเข้า ‘กระเป๋านักเดินทาง’
จากนั้น เธอจงใจสร้างบรรยากาศให้คึกคัก พูดพร้อมรอยยิ้มว่า
“ถ้าฉันใช้กระสุนตั้งท้องร่วมกับเอฟเฟกต์ ‘ไม่พลาดเป้า’ ศัตรูจะรับมือยังไงล่ะ?”
……………………………………………………..