ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 892 ชื่อนั้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 892 ชื่อนั้น
ตอนที่ 892 ชื่อนั้น
ลูเมี่ยนทอดสายตาไปยังบ่าขวาของตน
ก่อนหน้านี้ เขาคาดการณ์หลายอย่าง แต่ไม่คิดว่ารอยประทับของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ จะแสดงปฏิกิริยาผิดปกติเมื่อสัมผัส ‘พรแห่งธรณี’ จนเริ่มเจ็บปวดและเย็นยะเยือก
“อาจเป็นเพราะ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่สมบูรณ์ มีมลทินของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ปนเปื้อน หรือไม่ก็พี่ใหญ่ท่อนแขนเอง มีความสัมพันธ์กับ ‘เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว’ โอมีเบล่า? ตอนที่หุ่นเชิดของ ‘0-01’ พบเรา ก็ร้องเรียกชื่อโอมีเบล่า…” ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย พอเดาอะไรได้บ้าง
การที่ไม่มีเทวทูตระดับสูงจดจำต้นกำเนิดของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ได้เลย มันแปลกประหลาดเกินไป!
เมื่อรวมกับความคิดตอนอ่านบันทึกเรื่องโอมีเบล่า ลูเมี่ยนสงสัยว่า พี่ใหญ่ท่อนแขนอาจเป็นเทวทูตที่ถูกศัตรูขโมยตัวตนและโชคชะตาไป ทั้งยังถูกสับเป็นชิ้นๆ ผนึกไว้ตามที่ต่างๆ เพื่อป้องกันการฟื้นคืนชีพ
แต่ข้อสงสัยนี้ไม่สามารถอธิบายปัญหาหนึ่งได้ จากการที่ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เมื่อรวมร่างแล้ว เปลี่ยนไปเป็นสตรี แสดงลักษณะของ ‘เทพธิดาแห่งความงาม’ ลำดับ 1 ของเส้นทาง ‘จันทรา’ พระองค์อาจถูก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ทำให้เกิดมลทินลึกซึ้ง หรือเคยได้รับพรที่เกี่ยวข้อง ใครจะกล้าแบกรับชะตากรรมเช่นนี้?
“บางที พี่ใหญ่ท่อนแขนอาจเข้าเงื่อนไขทั้งขาดปัญญา ทั้งเคยได้รับพรจาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ซึ่งตอบสนองต่อเรื่องบุตรแห่งเทพโดยธรรมชาติ และมีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับโอมีเบล่า…พระองค์น่าจะเป็นเทวทูตเส้นทาง ‘จันทรา’ ซึ่งเป็นเส้นทางใกล้เคียงกับโอมีเบล่า…”
“ใครจะรู้ว่า ภาคีระดับสูงที่รอดมาจากยุคที่สอง ยังเหลือกี่พระองค์…แต่เหล่าพระองค์อาจไม่รู้เรื่องพวกนี้ เหมือนกับ ‘ดยุกจันทร์เต็มดวง’ ของผีดูดเลือด…” ลูเมี่ยนกดความสงสัยไว้ หันกลับไปมอง ‘พรแห่งธรณี’ ที่อยู่ในรูปลักษณ์ลำต้นไม้เหี่ยวแห้ง
หลังสัมผัสครั้งแรก เขามั่นใจว่าจะไม่ตายคาที่ จึงลองวางฝ่ามือขวาลงบนลำต้นสีน้ำตาลเทาที่มีทั้งส่วนนูนเว้าอีกครั้ง
กลิ่นหอมดอกไม้และกลิ่นคาวเลือดแทงจมูกเขา ตรงหน้าปรากฏท้องฟ้าขมุกมัวที่ปกคลุมด้วยหมอกมืด เงาแสงมหึมาที่ค้ำฟ้าดิน รวมถึงร่างประหลาดที่วาดด้วยเส้นพร่าเลือน
คราวนี้ ลูเมี่ยนรู้สึกเจ็บปวด หวาดผวา และกระหายอยากให้ทุกสิ่งกลับคืนสู่ธรณี
เขาจมสู่ความมืดอันคุ้นเคย ไร้แสง เงียบดั่งความตาย
ขณะเวลาผ่านไปทีละวินาที ข้างหูก็ค่อยๆ มีเสียงร่ำไห้โศกสลด กำลังเรียกหาลูกของนาง ซึ่งมีนามว่าโอมีเบล่า
นี่ทำให้ลูเมี่ยนค่อยฟื้นสติ แล้วรู้สึกเจ็บปวดเย็นยะเยือกตรงบ่าขวา
เขาทนความรู้สึกนั้น ไม่หลุดออกจากภาพมายา
ความมืดแตกสลายในพริบตา ลูเมี่ยนเห็นแสงรุ่งอรุณ เห็นใบหน้าเด็ดเดี่ยวหลายใบ รู้สึกถึงความโกรธ เกลียดชัง และอาฆาตในใจ
ตอนนั้น เขาได้ยินเสียงสตรีอ่อนโยนแต่เจ็บปวด
“จีดาส…”
ลูเมี่ยน ‘ตื่น’ ขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏในตาคือ ใบหน้าบิดเบี้ยวจากส่วนนูนเว้าบนลำต้นไม้เหี่ยว คือดอกไม้ยักษ์สีแดงเข้มสองดอก ซึ่งเป็นดวงตาของใบหน้านั้น
มือเขายังคงกดอยู่บนลำต้น
“สิ่งที่เห็นและได้ยินเมื่อกี้คือ ความยึดมั่นสุดท้ายของโอมีเบล่า เป็นฉากที่ฝังใจพระองค์ที่สุด? ผสานกับอารมณ์บางอย่าง…โลกที่มีหมอกมืดสอดคล้องกับการร่วงหล่นครั้งแรกของพระองค์? เงาแสงมหึมาและร่างเลือนรางหนึ่งคือ ภาคีระดับสูงที่ขโมยตัวตนและโชคชะตาของพระองค์ไป?”
“ความมืดเงียบสงัด กับเสียงร่ำไห้ แทนอะไร? เราเคยได้ยินเสียงร้องคล้ายกันในห้วงลึกความตาย ตอนที่ต้อง ‘สวม’ ประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตในไข่นก…ไข่คือการเกิด…ความมืดเงียบงันคือ สภาวะก่อนเกิดของโอมีเบล่า หรือก่อนการกลับมามีชีวิตใหม่? เสียงร่ำไห้ตามหาลูก ได้ดึงโอมีเบล่ากลับจากห้วงลึกความตาย ทำให้พระองค์ได้ชีวิตใหม่?”
“การได้ชีวิตใหม่จะรีเซตตัวตนและโชคชะตา ทำให้การขโมยไม่มีผล?”
“ตัวเอกฉากที่สาม คือรุ่งอรุณและใบหน้ามนุษย์ อารมณ์คือความโกรธและเกลียดชัง นี่ตรงกับที่โอมีเบล่าถูกเมืองเงินพิสุทธิ์สังหาร?”
“อา…พวกนี้เรียกได้ว่าเป็นความยึดมั่น มีอิทธิพลสำคัญต่อโชคชะตาโอมีเบล่า…”
“สุดท้ายคำว่า ‘จีดาส’ นั้นเรียกใคร?”
ท่ามกลางความคิดปราดเปรียว ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ มองไปทางมิสเตอร์ซัน ผู้สูงใหญ่และหนักแน่นด้านข้าง
“ท่านเคยได้ยินชื่อจีดาสไหม?”
“ใช้คำว่า ‘คุณ’ ก็พอ ในวิหาร ไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร” มิสเตอร์ซัน เดอร์ริค·เบเกอร์ แก้คำพูดก่อน แล้วส่ายหน้ากล่าวว่า “ผมไม่เคยได้ยินชื่อนี้”
“ตอนที่ ‘เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว’ โอมีเบล่าไปเมืองเงินพิสุทธิ์ครั้งสุดท้าย ลำดับสูงของเมืองเงินพิสุทธิ์ไม่มีใครชื่อจีดาสหรือ?” ลูเมี่ยนถามต่อ
มิสเตอร์ซันตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ไม่มี”
จีดาสไม่ใช่คนที่ฆ่าโอมีเบล่า…แล้วเป็นใคร? คิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็มีความคิดแวบขึ้นมา
หรือจะเป็นชื่อของพี่ใหญ่ท่อนแขน?
หลังจากพี่ใหญ่ท่อนแขนตะโกนเรียกโอมีเบล่าใส่เรา จนพันธสัญญาเปลี่ยนแปลง เมื่อเราสัมผัส ‘พรแห่งธรณี’ โอมีเบล่าที่หลงเหลือเป็นเศษความทรงจำใน ‘พรแห่งธรณี’ ก็น่าจะเห็นรอยประทับ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ บนตัวเราเช่นกัน แล้วเอ่ยชื่อของพระองค์ออกมา!
ลูเมี่ยนดึงมือขวากลับ รอสักพัก แล้วกดฝ่ามือลงบนลำต้นไม้เหี่ยวเป็นครั้งที่สาม
ภาพและเสียงหลอนกลับมา แต่ไม่มีสิ่งใดเพิ่ม
ลูเมี่ยนถอนใจในใจ ย่อตัว ปรับผ้าคลุม แล้ววางมืออีกข้างลงบน ‘พรแห่งธรณี’ จับส่วนที่นูนชัดที่สุด
ทันใด เขากัดฟันแน่น เส้นเลือดที่คอปูด ขมับเต้นเป็นสีเขียว
ภาพนี้ทำให้มิสเตอร์ซัน กระตุกตา ไม่คิดว่าสตรีงามเรียบเฉยจะแสดงออกเช่นนี้
ดินสีน้ำตาลเริ่มขยับ ลูเมี่ยนออกแรงดึงลำต้นไม้ใหญ่ที่เหี่ยวแห้งขึ้นมาสุดแรง
ทั่วเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่สั่นไหวประหลาดแผ่วเบา
ลูเมี่ยนยกลำต้นไม้เหี่ยวสูงเจ็ดแปดเมตรขึ้นมาเล็กน้อย ลองโบกไปมา
“พอใช้ฟาดคนได้ แต่ความคล่องตัวจะลดต่ำสุด ความเร็วก็จะลดชัดเจน…” ลูเมี่ยนตัดสินว่าจะใช้ ‘พรแห่งธรณี’ ต่อสู้ในอนาคตได้หรือไม่ แล้วปักลำต้นไม้ใหญ่กลับลงในกองดินสีน้ำตาล
เกือบจะพร้อมกัน เขารู้สึกถึงพลังในกระแสเลือดพุ่งไปยังท้องน้อย จนเกิดความเจ็บแปลบไม่เบา ราวกับมีบางสิ่งกำลังก่อตัว
ลูเมี่ยนยกมือขวา ใช้เพลิงทมิฬสีดำที่เงียบและประหลาดกดลงบนตำแหน่งท้อง
ชั่วขณะหนึ่ง เขาเกิดความรู้สึกอาลัยและสงสารแบบความรักแม่ แต่มันไม่อาจหยุดเขาจากการเทเพลิงทมิฬของ ‘นางมาร’ เข้าท้องด้วยวิธี ‘อัดไฟ’
ความเจ็บปวด สูญเสีย และโศกเศร้าที่บรรยายไม่ได้ พุ่งเข้าหัวใจพร้อมกัน ใบหน้าซีดลงทันที ริมฝีปากสีจางสั่นระริกโดยไม่ตั้งใจ
สิ่งนี้ทำให้มิสเตอร์ซัน เดอร์ริค·เบเกอร์ อดไม่ได้ที่จะถาม
“ต้องการให้ผมช่วยขับไล่ผลข้างเคียงเชิงลบ หรือตามผู้วิเศษมารักษาไหม?”
ลูเมี่ยนส่ายหน้า ยกมุมปาก กล่าวเบา
“เรื่องเล็กน้อย”
เขาหันไปเตือนมิสเตอร์ซัน
“แม้แต่ผู้วิเศษที่มีเทวบารมี ก็อาจตั้งครรภ์ได้หลังสัมผัส ‘พรแห่งธรณี’ ผู้มีสายเลือดโอมีเบล่าจะเจอเรื่องนี้ง่ายกว่า”
“เรื่องนี้พวกเราไม่มีบันทึก ในประวัติศาสตร์ เมืองเงินพิสุทธิ์แทบไม่มีเหตุให้จงใจใช้งานสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ ซึ่งทุกครั้ง ผู้ใช้ก็ตายในพริบตา” มิสเตอร์ซันพยักหน้า
ลูเมี่ยนไม่พูดอีก หมุนตัวเดินออกจากห้องใหญ่ทีละก้าว มุ่งหน้าไปยังบันไดลายด่าง ซึ่งนำไปสู่ด้านบนของหอคอยกลม โดยมีมิสเตอร์ซันเดินตามอย่างเงียบๆ
…………
ภายในห้องโรงแรม
ลูเมี่ยนเขียนจดหมายเกี่ยวกับบันทึกของโอมีเบล่า ผลลัพธ์และข้อสงสัยจากการสัมผัส ‘พรแห่งธรณี’
เขาอัญเชิญผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ แล้วส่งจดหมายไปพร้อมกระจกบานหนึ่ง ด้วยกระจกที่ทำเครื่องหมายนี้ ต่อไปเขาจะส่งข้อมูลไปยังมาดามเมจิกเชี่ยนผ่านโลกในกระจกได้โดยตรง
ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ รับจดหมายและกระจกไว้ แต่ไม่ได้จากไปทันที มันสวมกระโปรงสีทองอ่อน พิงกรอบหน้าต่าง จ้องมองลูเมี่ยนอย่างจริงจัง
ลูเมี่ยนเลิกคิ้วถาม
“มองอะไร?”
ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ กระโดดขึ้นทันที ลอยกลางอากาศ พูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า
“เจ้าไม่รู้หรือว่า ตอนนี้ตัวเองงดงามมากเพียงใด?”
“สวยจนข้าแทบไม่สนว่า เจ้ายังใส่เสื้อผ้าผู้ชาย สวยจนข้าแทบยกโทษให้ เรื่องที่เจ้าไม่จัดการตัวเองให้เรียบร้อยกว่านี้!”
ลูเมี่ยนพูดอะไรไม่ออกชั่วขณะ
ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ โบกมือ พูดอย่างไม่อยากจากไป
“แล้วพบกันใหม่!”
“แล้วพบกันใหม่” ลูเมี่ยนตอบสุภาพ
เพียงสิบห้านาที ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ ก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่า ถือซองจดหมายพองนูน พูดอย่างดีใจ
“พวกเรากลับมาพบกันอีกแล้ว!”
“ใช่แล้ว” ลูเมี่ยนตอบอย่างจนปัญญา
เขารับซองจดหมาย เปิดดู พบว่าตัวจดหมายบางมาก ส่วนใหญ่เพราะมีอัญมณีสีเขียวหนึ่งเม็ด
อัญมณีนั้นลึกลับน่าหลงใหล สีเขียวใสวาวดูเหมือนความฝัน
ลูเมี่ยนเพียงมองแวบเดียว ก็รู้สึกเหมือนสายตาและวิญญาณถูกดูดเข้าไป
เขารีบบังคับตัวให้เบนสายตา เปิดกระดาษจดหมายอ่านด้วยความสงสัย
“การขโมยตัวตนและโชคชะตาของโอมีเบล่า ไม่เคยสิ้นสุดก่อนยุคที่ห้า…”
“สำหรับชื่อ ‘จีดาส’ พวกเราจะสอบถามจากการดำรงอยู่บรรพกาล ซึ่งรอดมาจากยุคที่สอง รวมถึงขอวิวรณ์จากตัวตนในลำดับสูงกว่า”
“ที่มาของชื่อนี้ อาจช่วยไขปริศนาเหล่านั้นบนตัวของโอมีเบล่า…”
“อัญมณีสีเขียวนั่น เป็นสิ่งที่ฉันขอให้มิสจัสติสสร้าง เพื่อช่วยปิดผนึกความรู้บางส่วนเกี่ยวกับการดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่ แม้ตัวเธอยังมีมลทินและการปิดผนึกอยู่ไม่น้อย แค่ไม่หวนคิดถึงความรู้เหล่านั้น ก็ไม่มีปัญหา แต่พวกเราไม่อาจรับประกันว่าเธอจะไม่เจอสถานการณ์ที่ต้องหวนคิด ผลของการสะกดจิตนี้จะไม่ถูกปลดจนกว่าเธอจะครอบครองตำแหน่งเทวทูตที่แท้หรือปลอม”
ลูเมี่ยนเข้าใจเหตุผล มองอัญมณีสีเขียวอีกครั้ง ปล่อยให้จิตใจจมดิ่ง
เมื่อฟื้นคืนสติ อัญมณีสีเขียวนั้นดูธรรมดาแล้ว และเขาก็ลืมความรู้บางส่วนไป
“แต่ก็ยังมีค่าไม่น้อย” ลูเมี่ยนเก็บอัญมณีสีเขียว พูดกับผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ ที่ยังอยู่บนโต๊ะว่า “แล้วพบกันใหม่”
ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ โบกมือตอบ
“แล้วพบกันใหม่!”
เมื่อออกจากห้อง ลูเมี่ยนพูดกับฟรังก้า จินนา และลุดวิกว่า
“เอาละ กลับทรีอาร์กันเถอะ”
……………………………………………………..