ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 898 เลือก ‘วัตถุดิบ’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 898 เลือก ‘วัตถุดิบ’
ตอนที่ 898 เลือก ‘วัตถุดิบ’
ลุดวิกในชุดพิธีการเด็ก มองแท่นพิธีที่เพิ่งทำความสะอาด แล้วเลียริมฝีปากอย่างเสียดาย
“ถ้าจับปีศาจหัวคนตัวนกได้ ตุ๋นรวมกับเป็ดอ้วน จะได้พลังควบคุมความกลัวในแดนฝัน อาจใช้ความกลัวปลุกตัวเองให้ตื่นได้…
“นอกจากนั้น…”
เด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบ ชูนิ้วขึ้นนับทีละนิ้ว
“สัตว์สีเทาจากดาวดาบิลา ถ้าใช้วิธีย่าง จะไม่หลงทางในแดนฝันส่วนใหญ่ได้เจ็ดวัน…”
“ม้าลายฝันร้าย สัตว์จากโลกวิญญาณที่กินความสุข ความปีติ และแรงกระหายในฝันมนุษย์ นำผงที่เหลือผสมเหล้า ผู้ดื่มจะไม่หลงใหลความงามในฝัน ไม่จมอยู่ในนั้นจนไม่อยากตื่น และทุกครั้งที่ดื่ม จะแยกแยะความจริงกับความฝันได้ชัดเจนนานสิบวัน…”
“ราชันฝันร้าย สิ่งมีชีวิตระดับเทวทูต ปกครองดาวจตุนาคาในระบบดาว Y กินถุงน้ำดีของมันแล้วจะได้คุณสมบัติรู้ตัวในความฝันตลอดไป…”
“…”
ลุดวิกยิ่งพูดยิ่งหิว จนต้องขอคุกกี้ไส้ครีมจากพ่อทูนหัว ซึ่งกลายเป็นผู้หญิงไปแล้วมากินแก้หิว
พอเขาพูดถึงวัตถุดิบที่จำได้จบ อ็องโตนีก็เอ่ยอย่างครุ่นคิด
“บางที ผมอาจเคยเจอม้าลายฝันร้ายมาแล้ว”
เห็นลูเมี่ยนมองมา อ็องโตนีชั่งคำพูดว่า
“เมื่อไม่นานมานี้ ผมเจอคนไข้ที่คลินิกจิตเวช เขาฝันร้ายติดต่อกันสามสัปดาห์ หมดเรี่ยวแรง อารมณ์เฉยชา มองโลกในแง่ร้าย”
“ผมทำจิตบำบัดไปปกติ และลองใช้พลังวิเศษ ‘สะกดจิต’ แก้ปัญหา แต่ช่วยได้แค่ ทำให้ไม่ฝันร้ายสองสามวัน แล้วก็กลับเป็นเหมือนเดิม”
“ก่อนหน้านี้ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงล้มเหลว ตอนนี้สงสัยว่าเขาอาจถูกม้าลายฝันร้ายจับตามองอยู่”
“คลินิกจิตเวช?” ลูเมี่ยนถามลอยๆ พลางพยักหน้า
อ็องโตนีอธิบายสั้นๆ
“การจะเข้าร่วม ‘สมาคมแปรจิต’ ต้องกลมกลืนกับวงการนักจิตบำบัดให้ได้ ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพของคลินิกจิตเวชแห่งหนึ่งแล้ว”
ลูเมี่ยนส่งเสียง ‘อืม’ แล้วพูดอย่างครุ่นคิด
“ยิ่งสมาชิกใหม่มีลำดับสูงมากเพียงใด ก็ยิ่งยากที่จะได้รับความไว้วางใจจากองค์กรลับ ลำดับ 9 ถึง 7 ยังพอได้ อยู่ในขอบเขตผู้วิเศษเถื่อนที่คนธรรมดามีโอกาสไปถึง ลำดับ 6 ก็พอทำเนา แต่ลำดับ 5 ต้องใช้พิธีกรรม แทบไม่มีผู้วิเศษเถื่อนแท้ๆ ก้าวไปถึงระดับนี้ได้ คุณไม่กังวลหรือว่า การเป็น ‘นักท่องฝัน’ ตอนนี้จะกระทบการเข้าร่วม ‘สมาคมแปรจิต’ ในอนาคต?”
อ็องโตนียิ้มอย่างสงบ
“สูตรโอสถและวัตถุดิบสำหรับ ‘นักท่องฝัน’ ของผม ซื้อมาจากสมาชิกคนหนึ่งของ ‘สมาคมแปรจิต’ ทีละชุด มาดามจัสติสให้แค่รางวัลเป็นเงินทุนเท่านั้น”
“อย่างนี้นี่เอง…” ลูเมี่ยนหันไปถามลุดวิก “พลังของม้าลายฝันร้ายอยู่ระดับไหน?”
“ตัวแข็งแกร่งมีเทวบารมีอ่อนๆ ตัวอ่อนแอเทียบเท่าลำดับ 7” ลุดวิกตอบด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“การไปตามหาปีศาจหัวคนตัวนก หรือม้าลายฝันร้ายในโลกวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราทำได้ เว้นแต่จะขอความช่วยเหลือจากมาดามเมจิกเชี่ยน หรือเทวทูตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผู้ดูแลโลกวิญญาณแทนมิสเตอร์ฟูล” ลูเมี่ยนพูดกับอ็องโตนี “คุณมีวิธีพาฉันเข้าไปในความฝันของคนไข้รายนั้นไหม? ฉันอยากยืนยันว่า นั่นเป็นม้าลายฝันร้ายหรือไม่ และมีโอกาสจับมันไหม”
“ผมซื้อยันต์เข้าฝันมาสองแผ่นจากสมาคมแปรจิต และมาดามจัสติสก็ให้มาอีกหนึ่งแผ่น” อ็องโตนีตอบตามจริง
ลูเมี่ยนยิ้ม แล้วดึงผ้าคลุมขึ้นปิดใบหน้า
“งั้นคืนนี้พวกเราก็จะไป ‘เยี่ยม’ คนไข้นั่นกัน”
อ็องโตนีกดความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เห็นใบหน้างดงาม แล้วพยักหน้ารับ เดินตามลูเมี่ยนที่จูงมือลุดวิกลงไปข้างล่าง
เดินไปได้หลายสิบเมตร ลุดวิกหันมามองลูเมี่ยนแวบหนึ่งแล้วพูด
“ท่านแม่…”
เขาคิดเรียบง่ายว่า เมื่อพ่อทูนหัวกลายเป็นผู้หญิงแล้ว ก็ควรเปลี่ยนคำเรียก
ท่านแม่…หัวใจของลูเมี่ยนเต้นกระตุก น้ำเสียงแข็งขึ้นมาทันที
“เรียกฉันว่าพ่อทูนหัวเหมือนเดิมเถอะ”
“ครับ พ่อทูนหัว” ลุดวิกว่าง่าย “ช่วงนี้ผมมีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง”
“ลางสังหรณ์ไม่ดี?” ลูเมี่ยนถามราวกับกำลังครุ่นคิด “เกี่ยวกับตัวนายเอง หรือพวกเราทุกคน?”
ลุดวิกตอบตรงไปตรงมา
“ตัวผมเอง”
ลูเมี่ยนพยักหน้าเบาๆ แล้วหัวเราะเสียงเบา
“ฉันพอรู้แล้วว่าเป็นอะไร ไม่มีปัญหาใหญ่ อดทนหน่อย แล้วมันก็จะผ่านไป”
“ถึงเวลานั้น นายจะมีโอกาสสะสมผลงานเพื่อแลกชิ้นส่วนต่างๆ จากศพของผู้ได้รับพรครึ่งเทพ”
ดวงตาของลุดวิกเป็นประกายวาบขึ้นทันที ลืมไปเลยว่าลางสังหรณ์ของตนเป็นไปในทางไม่ดี
“ครับ พ่อทูนหัว!”
…………
เขตโรงอุปรากร ถนนหมวกดำ ในอพาร์ตเมนต์ที่ปิดม่านมิดชิด
นีเซีย สาวร่างสูงเกือบหนึ่งเมตรเจ็ด ยืนอยู่หน้ากระจกเต็มตัว เพ่งมองภาพสะท้อนของตน
ใบหน้าขาวนวลสะอาด ผมสีน้ำตาลหยักเป็นลอนธรรมชาติ ปล่อยสยาย ดวงตาสีน้ำตาลลึกแฝงความใสบริสุทธิ์ ริมฝีปากแดงชุ่มเผยอเล็กน้อย เผยฟันขาวสองแถว รูปร่างมีส่วนเว้าโค้ง ความสูงพอเหมาะ…
ช่างเป็นสาวน้อยที่น่าหลงใหลเหลือเกิน
นีเซียมองตัวเองอย่างเคลิบเคลิ้ม มือขวาแตะที่ริมฝีปากแดงชุ่ม แล้วค่อยๆ เลื่อนลงช้าๆ มุ่งสู่ส่วนที่นูนสูงขึ้น
เธอไม่เคยคิดว่าพลังวิเศษที่ ‘นางมาร’ สัญญาไว้จะได้มาในลักษณะนี้ เมื่อเธอหลงระเริงและภูมิใจในความสามารถจากโอสถ ‘นักลอบสังหาร’ ก่อคดีมากมาย บทสรุปก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
เธอถูกบังคับให้ดื่มโอสถ ‘แม่มด’ กลายเป็นผู้หญิง ซึ่งขัดแย้งอย่างรุนแรงกับอัตลักษณ์ความเป็นชายที่ตนดำรงมากว่ายี่สิบปี
เธอคล้ายกับถูกแบ่งเป็นสองดวงจิต หนึ่งเกรี้ยวกราด ทุกข์ระทม ใคร่แก้แค้นเหล่า ‘นางมาร’ และโลก อีกหนึ่งกลับสยบต่อเสน่ห์ยั่วยวนแห่งโฉมงาม ร่างไร้ที่ติ และสุขสมอันแปลกใหม่ หลงรักตัวตนปัจจุบัน ถึงกับปรารถนาดื่มโอสถลำดับสูงกว่า เพื่อให้ตนงดงามและมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น
ทันใด นีเซียเชื่อลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ ละมือจากอก พลันหมุนกาย จ้องไปยังเก้าอี้พนักพิงแถวหน้าต่าง
ที่นั่น ไม่รู้แต่ไหนแต่ไร มีบุคคลผู้หนึ่งนั่งอยู่
อีกฝ่ายวางแขนบนที่เท้าแขน กายเอนสบายพิงพนัก ผมสีเชือกป่านถักเป็นหางม้ารางเลือน คิ้วสีน้ำตาลพาดทอดเข้าไขสันผม แฝงความงดงามอันองอาจ ราวกับแทงทะลุหัวใจทุกผู้คนพบเห็น ดวงตาสีทะเลสาบที่ดูใสกระจ่าง กลับมีความลึกลับซ่อนอยู่เบื้องล่าง ประหนึ่งซุกซ่อนความรู้สึกและความคิดนานัปการ ชวนให้ใคร่ใช้ความหลงใหลทั้งมวลไปค้นหาความจริง
ทั้งหมดนี้ พร้อมจมูกโด่งเพรียวงาม ริมฝีปากแดงฉ่ำอวบอิ่ม ลำคอเรียวยาวผุดผ่อง และร่างที่ทำให้เสื้อลูกไม้ลายดอกดูนูนเต่ง ส่งผลให้นีเซียพลันเกิดแรงกระตุ้นอยากยอมสยบและจุมพิตหลังมืออีกฝ่าย
“ช่างงดงาม…งามไม่แพ้ ‘นางมาร’ ที่เคยพบ แต่มีอัธยาศัยต่างกัน เป็นรายละเอียดใบหน้าและอัธยาศัยที่ดึงดูดยิ่งกว่า…” นีเซียจ้องหญิงงามอย่างหิวกระหาย ถึงกับไม่ซักถามว่าเป็นใคร ทั้งยังไม่แสดงท่าทีป้องกันตัวจากการโจมตี
นี่น่ะหรือ ‘แม่มด’ ที่เพิ่งเลื่อนลำดับ…ฟรังก้าที่นั่งบนเก้าอี้พนักพิง ส่ายหน้าในใจ
เธอแอบย่องเข้ามาตั้งแต่นีเซียเริ่มชื่นชมเงาในกระจก ทว่านีเซียกลับหมกมุ่นกับความงามตัวเอง ไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของตนเลย ซ้ำยังคิดแสดงละครสุดเร่าร้อนให้ดู
ครั้งหนึ่ง เมื่อฟรังก้าดื่มโอสถ ‘แม่มด’ เธอก็เคยตื่นเต้นกับความงามตน รู้สึกว่านี่คือแอนิมาในใจ เป็นหญิงในฝันที่เฝ้าปรารถนา โชคดีที่นางมีนิสัยร่าเริง อีกทั้งเป็นผู้ข้ามภพ และเคยเปลี่ยนร่างมาแล้ว จึงไม่ปฏิเสธร่างสตรีที่เป็นอยู่ ไม่มองว่าเป็นคนอื่น เพียงหลงตัวเองนิดหน่อย ไม่ถึงกับหลงรักเพศหญิงที่เป็นตัวเอง (หมายเหตุ 1)
จนเริ่มยุ่งกับภารกิจจากชุมนุมทาโรต์ ได้รู้จักจินนาและลูเมี่ยน ปัญหาด้านนี้ของฟรังก้าก็จางลง แต่อย่างไร ตัวเองงามถึงเพียงนี้ จะไม่ชื่นชมได้อย่างไร?
แม้ตนเองนั่ง ส่วนนีเซียยืน ทว่าฟรังก้ากลับแย้มสรวลด้วยท่าทีประหนึ่งมองลงมาจากที่สูง
“ไม่ทราบว่า ‘นางมารดำ’ เคยบอกคุณหรือยัง ว่าในช่วงเวลายาวนานต่อจากนี้ คุณต้องมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของฉัน”
“มาดามแคลริสเกริ่นไว้แล้ว ท่านคือมาดามฟรังก้าใช่ไหม?” สายตาของนีเซียยังล่องลอยบนร่างฟรังก้า มีความปรารถนาจะฉีกเสื้อผ้าอีกฝ่าย วิงวอนให้มอบความสุขสม แต่เมื่อมองลงที่อกตัวเอง ก็เกิดความโศกสลดอีกครา
บัดนี้ เราไม่มีปัญญาจะทำเรื่องแบบนั้นอีกแล้ว…
“คุณช่างระแวดระวังน้อยนัก หากฉันเป็นศัตรู คุณคงตายไปหลายหนแล้ว” ฟรังก้าเอ่ยริมฝีปากแดงสด “กระจกตัวแทนอาจสำคัญ แต่ไม่ควรพึ่งพามันมากเกินไป”
นีเซียแรกสะดุ้งตกใจในใจ ก่อนเหงื่อเย็นจะผุดซึมทั่วร่าง
“ขอรับ มาดามฟรังก้า”
ฟรังก้าแย้มยิ้มบางๆ ทำให้ตาของนีเซียเป็นประกายตาม
“ส่งข้อมูลสมาชิกแกนนำพรรคจักรพรรดิมาให้ฉัน”
นีเซียพยักหน้าอย่างไม่รู้ตัว
“ตกลง”
เธอรีบเดินไปยังตู้เซฟในห้อง
…………
เขตบริหาร ถนนลีโว
เคเวอร์ในชุดนอนผ้าฝ้าย ถือแก้วไวน์แดง นั่งริมเตียง ไม่ยอมเอนกายลงนอน
เขารู้ดีว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นความทรมานอันยืดเยื้อและเจ็บปวดไม่สิ้นสุดอีกครา
ท้ายที่สุด เขาไม่อาจต้านความเหนื่อยล้าและง่วงงุน หลังดื่มไวน์หมดแก้ว ก็จมสู่ห้วงนิทรา
ในฝันพร่าเลือน เคเวอร์วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวจนเกือบสติแตก เบื้องหลังมีสัตว์ประหลาดมหึมาไล่ล่า
เบื้องหน้าคือหน้าผาขาด เขาไม่ทันหยุดวิ่ง จึงร่วงลงไปตรงๆ
หากเป็นฝันปกติ เคเวอร์คงตื่นจากการตกอย่างอิสระหรือเปลี่ยนฉากไป แต่ยามนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เขากระแทกพื้นเสียงดังตึง ท่ามกลางความเจ็บปวดเหลือบรรยาย เขามองเห็นร่างตนแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายไปทั่ว
เขาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดสาหัส
ทันใดนั้น จากส่วนลึกของความมืด ร่างคล้ายหมีเดินออกมา เริ่มเลียกินสมองที่กระเด็นออกจากศีรษะเคเวอร์ จนเขาถึงกับชะงักงันยิ่งเจ็บปวดและหวาดกลัว
เพียงพริบตา เขาเห็นจันทร์แดงปรากฏบนฟ้า เห็นร่างบางเพรียวพร้อมดาบใหญ่สีเหล็กดำพุ่งลงมาจากฟากฟ้า
หมวกคลุมของร่างนั้นพลิกเปิด ผมยาวสีดำภายใต้แสงจันทร์ชมพูแดง ดูราวภาพฝัน ดั่งแทงทะลุเข้าไปในดวงจันทร์โดยตรง
หมายเหตุ 1: คำศัพท์จิตวิทยาของคาร์ล·ยุง แทนภาพลักษณ์ความเป็นหญิงในจิตใต้สำนึกของผู้ชาย แอนิมาของชายแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป็นสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบและปรารถนามากที่สุดในจิตใต้สำนึก
……………………………………………………..