ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 900 ประวัติศาสตร์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 900 ประวัติศาสตร์
ตอนที่ 900 ประวัติศาสตร์
ภายนอกปราสาทโบราณร้าง
มาดามเมจิกเชี่ยนพาลูเมี่ยนรอครู่หนึ่ง ก่อนก้าวตามเสียงเตือนของพลังวิญญาณ เข้าไปยังห้องแห่งหนึ่ง แล้วหยุดที่หน้าประตูไม้สีแดงเข้ม
ก๊อกก๊อกก๊อก! ก๊อกก๊อกก๊อก! ก๊อกก๊อกก๊อก! ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่เคาะประตูสามครั้งติด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงนุ่มทุ้มดังมาจากด้านใน
“เชิญเข้ามา”
พร้อมคำพูดดังกล่าว ประตูสีแดงเข้มค่อยๆ เปิดออก
ลูเมี่ยนเห็นม่านหนาทึบ เห็นแสงอาทิตย์แทรกผ่านช่องม่าน นำแสงสีทองมาสู่บางส่วนของห้อง เผยให้เห็นฝุ่นละอองลอยคว้างกลางอากาศ
อีกด้านที่แสงไม่ส่องถึง มีโลงศพสีดำวางนิ่ง แทนเตียงนอนทั่วไป
ตรงข้ามโลงศพ โต๊ะเขียนหนังสือใกล้แสงแดดเต็มไปด้วยจดหมายกองสุม
เวลานี้ หน้าโต๊ะมีชายในชุดนอนหลวมนั่งอยู่ เขาเพิ่งวางปากกาหมึกซึมปลายทองท้องดำลง พับกระดาษที่เขียนเต็ม
ชายผู้นี้ลุกขึ้น เดินมาที่ประตู หันหลังให้แสงอาทิตย์
ลูเมี่ยนที่ได้รับเนตรมองกลางคืนจากเส้นทางนางมาร แลเห็นรูปลักษณ์ของชายผู้นั้นชัดเจน
อายุราวสี่สิบ รูปร่างปานกลาง ผิวสีทองแดงโบราณ ไร้หนวดเครา ผมดำตาน้ำตาล ใบหน้านิ่มนวล ดวงตาเผยความรู้สึกผ่านโลกบอกไม่ถูก ใต้หูขวามีไฝดำที่ต้องมองใกล้ๆ จึงเห็น…
“ทิวาสวัสดิ์ มิสเตอร์อะซิก” มาดามเมจิกเชี่ยนทักทายอย่างเคารพ
ลูเมี่ยนกล่าวคำทักทายคล้ายกัน
พวกเขาใช้ภาษาฟุซัคโบราณ
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าอะซิก มีสีหน้าเหม่อลอยไปชั่วขณะ ราวกับได้รับข้อมูลมากมายจากโลกวิญญาณและจิตใต้สำนึกในพริบตา
เขาพยักหน้า พูดเสียงนุ่มนวลว่า
“ขอบคุณความช่วยเหลือที่ช่วยให้ข้าตื่นก่อนกำหนด ดวงวิญญาณของข้าก็ได้รับการเยียวยาระดับหนึ่ง”
“เด็กน้อยคนนี้ต่างหากที่มีส่วนสำคัญ” มาดามเมจิกเชี่ยนชี้ไปที่ลูเมี่ยน?
เธอหันไปแนะนำทันที
“นี่คือมิสเตอร์อะซิก·อายเกส บุตรของ ‘เทพมรณา’ แห่งยุคที่สี่ อดีตกงสุลของจักรวรรดิไบลัม”
บุตรของ ‘เทพมรณา’ อดีตกงสุลมรณะแห่งจักรวรรดิไบลัม…ลูเมี่ยนนึกถึงข้อความในพระคัมภีร์ศาสนจักร ‘เดอะฟูล’ ทันที
‘เทวทูตความตาย’ เป็นผู้ติดตามพระองค์มานานที่สุด เป็นกงสุลแห่งโลกแห่งความตาย…
นี่คงเป็น ‘เทวทูตความตาย’ ที่อยู่ข้างบัลลังก์ของมิสเตอร์ฟูลกระมัง? ลูเมี่ยนทักทายอีกครั้ง
“นางมารสินะ” อะซิกมองลูเมี่ยน พยักหน้าเบาๆ “ร่างของเธอมีกลิ่นอายจากต้นกำเนิดแม่น้ำโลกแห่งความตาย”
‘เทวทูตความตาย’ เรียกแม่น้ำที่เชื่อมสองโลกว่า ต้นกำเนิดแม่น้ำโลกแห่งความตายหรือ? ลูเมี่ยนชะงักเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยปาก
“มันคือตราผนึกของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’”
“นักพรตโลกแห่งความตาย…” อะซิกพึมพำ ดูเหมือนไม่เคยได้ยินชื่อผู้มีตัวตนนี้มาก่อน
มาดามเมจิกเชี่ยนยิ้มพลางเปลี่ยนเรื่องคุย
“มิสเตอร์อะซิก พวกเรามาเยี่ยมท่านวันนี้ เพื่อต้องการถามบางสิ่ง”
อะซิกมองไปยังโถงทางเดินนอกประตู
“เราไปเดินดูรอบปราสาทโบราณกันเถอะ เดินคุยไปด้วย ที่นี่เป็นความทรงจำสำคัญช่วงหนึ่งของชีวิตข้า”
“ตกลง” มาดามเมจิกเชี่ยนหลีกทาง
ลูเมี่ยนกับเธอเดินตามมิสเตอร์อะซิกผู้อาจเป็น ‘เทวทูตความตาย’ ผ่านโถงทางเดิน ตามบันได ค่อยๆ เดินขึ้นไป
ระหว่างทาง โคมไฟโบราณบนผนังสว่างขึ้นทีละดวง ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟเย็นและสีจาง
ลูเมี่ยนเห็นภาพวาดสีน้ำมันแขวนสองข้างทางเดิน มีทั้งภาพอะซิกที่ดูมีชีวิตชีวากว่า มีรอยยิ้มที่มุมปาก ภาพสตรีงดงามมวยผม และเด็กๆ ที่กำลังเล่นกับกวางป่า
สายตาอะซิกกวาดมองภาพเหล่านี้ช้าๆ บางครั้งหยุดชม รอครู่ใหญ่จึงหันมาพูดกับมาดามเมจิกเชี่ยนและลูเมี่ยนว่า
“พวกเจ้าอยากถามอะไร?”
มาดามเมจิกเชี่ยนในชุดคลุมเวทมนตร์สีม่วง เอ่ยปากตรงไปตรงมา
“มิสเตอร์อะซิก ท่านทราบไหมว่า หลัง ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ เหตุใด ‘นางมารต้นกำเนิด’ จึงมาหาบิดาของท่าน ‘เทพมรณา’ แห่งยุคที่สี่เพื่อร่วมมือกัน? ท่านพบปัญหาใดเกี่ยวกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’ หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ลูเมี่ยนตกตะลึงครู่หนึ่ง แล้วจึงนึกได้
ใช่แล้ว ท่านผู้นี้มีประสบการณ์ตรงในสงครามปลายยุคที่สี่ ไม่ถามพระองค์แล้วจะถามใคร?
พระองค์คือเทวทูตโบราณที่มีชีวิตมากว่าพันปี…
มาดามเมจิกเชี่ยนก็น่าจะอายุใกล้เคียงกัน แต่ลางสังหรณ์บอกเราว่า เธอยังเยาว์วัยมาก…
อะซิกนึกย้อนความทรงจำสักครู่ แล้วเล่าต่อไป
“มีเวลากว่าร้อยปีระหว่างสิ้นสุด ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ กับเริ่มต้น ‘หายนะสีจาง’ การมาของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ เกิดขึ้นในช่วงกลาง พระองค์กับบิดาข้าสื่อสารอะไรกันแน่ชัด พวกเราไม่ทราบ เพียงรู้ว่าพระองค์ประกาศกับพวกเราว่า ต้องการแก้แค้นให้ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ให้เทพทั้งเจ็ดแห่งทวีปเหนือล่มสลาย และนำทรีอาร์กับร่างเทพของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ที่ถูกผนึกใต้ดินกลับขึ้นมาบนดิน”
นี่คือรักแท้หรือ? สองต่อเจ็ดก็ยังจะแก้แค้นให้ ‘จักรพรรดิโลหิต’…
ไม่สิ หากนางมารต้นกำเนิดบรรลุเป้าหมายตอนนั้น โลกในกระจกจะไม่ถูกผนึกอีก แสดงปัญหาทั้งหมดออกมาได้ แต่นิกายนางมารปัจจุบันกลับไม่คิดเช่นนั้น ยังจะตอกตะปูฝาโลงให้แน่นขึ้น ไม่ให้คนในกระจกบรรลุเป้าหมาย…
อีกอย่าง ผู้โจมตีจักรพรรดิโลหิตครั้งสุดท้าย ไม่ใช่จักรพรรดิยมโลกหรือเทพมรณาเองหรือ? เอกลักษณ์ของนักบวชสีชาดตกอยู่ในมือเทพมรณาทั้งหมด และใต้ดินทรีอาร์ก็มีบ่อน้ำสตรีซามาเรียอยู่…ลูเมี่ยนสงสัยอย่างแรงกล้า แต่ไม่ได้ขัดการเล่าของมิสเตอร์อะซิก
มิสเตอร์อะซิกกล่าวว่า
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นางมารต้นกำเนิดคือสตรีผู้ทรงเสน่ห์ที่สุดในโลก ทุกชีวิตที่พบพระองค์ต้องหลงใหล ยังรวมถึงข้า พี่น้องข้า และอันเดดจากโลกแห่งความตาย แม้แต่บิดาพวกเรา ก็หนีไม่พ้นการถูกดึงดูดในระดับหนึ่ง”
“แม้แต่อันเดดยังถูกนางมารต้นกำเนิดดึงดูด? นี่มันการสะกดระดับแนวคิดและอำนาจแล้ว…” มาดามเมจิกเชี่ยนทอดถอนใจ “การที่บิดาท่านตัดสินใจปรองดองกับเอกลักษณ์ของนักบวชสีชาดโดยพลการ เป็นเพราะถูกนางมารต้นกำเนิดยั่วยวนใจหรือ?”
ลูเมี่ยนเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างเทพมรณา กับเอกลักษณ์ของนักบวชสีชาดพอควรตั้งแต่อ่านเอกสารผนึก ‘0-01’ แต่เพิ่งจะสัมผัสถึงแก่นแท้ของเรื่องราวเป็นครั้งแรก
ขณะความคิดกำลังสับสน มิสเตอร์อะซิกส่ายหัวเบาๆ
“การกระตุ้นของนางมารต้นกำเนิด คงเป็นหนึ่งในเหตุผล แต่ไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่สุด ไม่อย่างนั้น บิดาข้าคงไม่รอหลายสิบปีกว่าจะลงมือทำ”
มาดามเมจิกเชี่ยนส่งเสียง ‘อืม’ แล้วถามซ้ำ
“ท่านเคยพบความผิดปกติใดจากนางมารต้นกำเนิดบ้าง?”
มิสเตอร์อะซิกเดินผ่านภาพสีน้ำมันภาพหนึ่ง แล้วใช้นิ้วลูบมันเบาๆ
“ทุกครั้งที่ข้าพบนางมารต้นกำเนิด ก็ล้วนถูกมนตร์สะกดจนจิตใจหลงทาง จะไปค้นพบปัญหาในตัวพระองค์ได้อย่างไร?”
“หากพูดถึงความผิดปกติ ก็คงเป็นเรื่องที่…บางครั้งเสน่ห์ของพระองค์อ่อนลงกว่าปกติ น่าจะเพราะพระองค์จงใจสะกดกลั้นเสน่ห์ไว้”
ในฐานะนางมาร ลูเมี่ยนรู้ดีว่าการปล่อยเสน่ห์ตามธรรมชาติกับการสะกดกลั้นเสน่ห์ของนางมาร แสดงออกเป็นสองสภาวะที่ต่างกัน แต่หลังผ่านเหตุการณ์นางมารดำปลอม เขาก็สงสัยว่าอาจมีความเป็นไปได้อื่น
มาดามเมจิกเชี่ยนครุ่นคิด แล้วเปลี่ยนหัวข้อ
“มิสเตอร์อะซิก ท่านรู้จักซากศพต้นตระกูลฟีนิกซ์ในส่วนลึกของโลกแห่งความตายหรือไม่?”
มิสเตอร์อะซิกเอียงศีรษะมองสตรีทั้งสอง
“บิดาข้ามองว่า การทำลายซากศพเทพบรรพกาลคือเรื่องที่น่าเสียดาย โดยเชื่อว่ามันยังมีประโยชน์สำคัญกว่านั้น อาทิ ช่วยให้บิดาควบคุมโลกแห่งความตายได้ดีขึ้น และทำให้พระองค์ผู้เป็นเทพมรณา มีพลังเพิ่มมากขึ้น”
“ผู้วิเศษในขอบเขตแห่งความตาย ไม่เคยปฏิเสธซากศพทรงพลังที่ตนควบคุมได้”
ไม่รอให้มาดามเมจิกเชี่ยนถามต่อ มิสเตอร์อะซิกเสริมว่า
“บิดาข้าเคยบอกว่า ซากศพต้นตระกูลพีนิกซ์ผู้เป็นเทพบรรพกาล ซุกซ่อนความลับบางอย่างไว้”
“ความลับหรือ?” มาดามเมจิกเชี่ยนถามอย่างสนใจใคร่รู้
มิสเตอร์อะซิกก้าวเดินไปข้างหน้า กล่าวว่า
“พระองค์ไม่เคยบอกรายละเอียดแก่ข้า เพียงกล่าวว่า เรื่องที่เทพสุริยันบรรพกาลสังหารต้นตระกูลพีนิกซ์ในปลายยุคที่สองนั้นเป็นเท็จ อธิบายให้ชัดคือ กระบวนการถูก แต่ผลผิด ต้นตระกูลพีนิกซ์เพียงถูกทำให้บาดเจ็บสาหัส ไม่ได้ตายทันที พระองค์หนีไปทวีปใต้และซ่อนตัวอยู่ที่นั่น”
“ถูกต้อง หากเทพสุริยันบรรพกาลสังหารต้นตระกูลพีนิกซ์จริง องคาพยพของเทพคงไม่มีทางถูกเทพมรณาครอบครอง และปรากฏในโลกแห่งความตาย เว้นแต่จะเป็นการจัดแจงของพระองค์อีกครั้ง” มาดามเมจิกเชี่ยนเห็นด้วย
มิสเตอร์อะซิกกล่าวต่อ
“ในทำนองเดียวกัน ราชาคนยักษ์เออเมียร์ก็ไม่ได้สิ้นพระชนม์ทันที สันนิษฐานว่าหนีรอดไปได้ และรีบมอบพลังให้โอรสองค์โตของพระองค์ ‘เทพสงคราม’ บาร์ดไฮเออร์ ก่อนสิ้นพระชนม์”
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับโอมีเบล่าอย่างไร? เทพบรรพกาลสององค์ที่ไม่ได้ถูกเทพสุริยันบรรพกาลสังหารทันที ดูเกี่ยวข้องกับโอมีเบล่าทั้งคู่ องค์หนึ่งซากศพออกไข่และกำลังฟักโอมีเบล่า อีกองค์เป็นสวามีของโอมีเบล่า…ลูเมี่ยนมองมาดามเมจิกเชี่ยน เมื่อได้รับการยินยอมจึงถาม
“มิสเตอร์อะซิก..ต้นตระกูลพีนิกซ์มีความสัมพันธ์อย่างไรกับ ‘เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว’ โอมีเบล่า?”
มิสเตอร์อะซิกส่ายหัว
“ข้าถือกำเนิดในยุคที่สี่ ประวัติศาสตร์ยุคที่สองที่ข้ารู้จัก ล้วนมาจากปากบิดาเป็นครั้งคราว”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ พระองค์ยิ้มให้ลูเมี่ยน
“พูดเรื่องนี้แล้ว ข้าควรตอบแทนเจ้าสักหน่อย”
พร้อมกับที่มือขวายกขึ้นแผ่วเบา กระดูกสีขาวมากมายพุ่งขึ้นจากพื้น ก่อเกิดเป็นโครงกระดูกขนาดมหึมา
โครงกระดูกน้อมส่งทองปอนด์โลเอ็นเหรียญหนึ่ง ซึ่งเปล่งประกายแวววาวให้มิสเตอร์อะซิกอย่างเคารพ
มิสเตอร์อะซิกรับเหรียญทอง แล้วส่งมาตรงหน้าลูเมี่ยน
“ใช้สิ่งนี้เป็นค่าตอบแทนได้ไหม?”
“ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง” ลูเมี่ยนกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ รับเหรียญทองนำโชคที่มีกลิ่นอายของมิสเตอร์ฟูลไว้
……………………………………………………..