ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 902 ชานชาลา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 902 ชานชาลา
ตอนที่ 902 ชานชาลา
ลูเมี่ยนยังไม่ทันใช้วิธีเข้าฌานช่วยให้หลับ ตรงหน้าก็พลันมืดลง จิตใจถูกแรงล่องหนกระชากดิ่งลงสู่ห้วงลึกของใต้ดิน
เขาต่อต้านเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ แล้วรู้สึกราวกับว่า ได้กระโจนพ้นผิวน้ำจากความมืดมิดใต้ทะเล
ตรงหน้าสว่างวาบด้วยแสงสีอัสดง แสงส่องผ่านกระจกยักษ์ที่ถูกแบ่งเป็นช่องเล็กนับไม่ถ้วน เข้ามาในความมืด นำมาซึ่งความสว่างอันมีขอบเขต
ในความสว่างดังกล่าว ลูเมี่ยนเห็นรถไฟไอน้ำสีดำติดตะเกียงสองดวง เห็นชานชาลาโดมปิด เห็น ณ ริมชานชาลาใกล้รถไฟ มีมาดามเมจิกเชี่ยนในชุดกระโปรงยาวสีขาวครีม ปักด้ายทอง สวมหมวกปีกกว้าง กำลังยืนอยู่
ข้างกายมาดามมีสตรีชุดเขียวเรียบหรูยืนสง่า พร้อมสุนัขโกลเดนรีทรีฟเวอร์นั่งยอง
พอเห็นสตรีชุดเขียว ลูเมี่ยนก็รู้สึกประหลาดใจระคนสงสัย
นี่ก็นางมารหรือ?
ชุมนุมทาโรต์ยังมีนางมารคนอื่นอีกหรือ?
“สวยจริงๆ” ข้างหูลูเมี่ยนมีเสียงพร่ำพึงแผ่วของฟรังก้า “แต่ไม่เหมือนเป็น ‘นางมาร’ บุคลิกไม่เหมือน เว้นแต่เธอจะเป็นลำดับ 3 ‘นางมารยุพนิรันดร์’…”
เมื่อได้ยิน ลูเมี่ยนก็พบปัญหาคล้ายกัน
สตรีชุดเขียวมีผมเปล่งประกายดั่งทองคำ บางส่วนเกล้ามวย ส่วนที่เหลือสยายนุ่มสลวย ดวงตาสีเขียวดูประดุจอัญมณีงดงามล้ำเลิศ ทั้งลุ่มลึกราวกับสะท้อนจิตวิญญาณแก่นแท้ของผู้จ้องมอง ใบหน้างามวิจิตรผิดธรรมดา ความงามเทียบชั้นบรรดา ‘นางมาร’ บุคลิกสง่างามแฝงความบริสุทธิ์ใสของสาวน้อย
บุคลิกเช่นนี้พบได้น้อยมากในกลุ่ม ‘นางมาร’ ต่ำกว่าลำดับ 3 ทั้งลูเมี่ยนและฟรังก้าต่างก็ไม่เคยพบมาก่อน
อีกอย่าง ลูเมี่ยนพบว่า การมองสตรีผู้นี้ไม่ได้ทำให้เกิดแรงกระหายเหมือนยามเผชิญหน้าบรรดา ‘นางมาร’ กลับทำให้จิตใจสงบ เกิดความอบอุ่นและมั่นคงขึ้นเอง
ความรู้สึกคุ้นเคยนี้ ผนวกกับลางสังหรณ์ทางวิญญาณของลูเมี่ยน ทำให้เขานึกย้อนถึงบางสิ่ง
กอปรกับคำพูดของมาดามเมจิกเชี่ยนก่อนหน้า เขาจึงได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว
สตรีชุดเขียวผู้มีบุคลิกสง่างาม แฝงกลิ่นอายสาวน้อย ไม่ใช่ใครนอกจากไพ่อาร์คาน่าใหญ่ ‘จัสติส’ หนึ่งในนักจิตบำบัดของเขา!
“สายัณห์สวัสดิ์ มาดามจัสติส” เสียงที่ดังเป็นคนที่สองคืออ็องโตนี
หลังฟรังก้ากับจินนาทักทายมาดามจัสติสอย่างสุภาพ ดวงตาของเธอก็พลันเบิกกว้าง
เธอชี้ไปทางลูเมี่ยนพลางกล่าว
“ค…คุณกลับมาเป็นผู้ชายได้ยังไง?”
หืม…ลูเมี่ยนสำรวจตัวเองตามปฏิกิริยาตอบสนอง พบว่าตนไม่ได้สวมเสื้อคลุมสีดำแล้ว ความนูนบนหน้าอกก็ยุบลง เสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีดำ และกางเกงขายาวสีเข้มก็พอดีตัวอย่างเคย
ส่วนฟรังก้ายังคงสวมเสื้อเชิ้ตลูกไม้ลายดอกไม้ กับกางเกงขี่ม้าสีขาวครีม คลุมด้วยเสื้อสั้นสีแดง หน้าอกนูน ผมหางม้าแกว่งไกว มองอย่างไรก็เป็น ‘นางมาร’
ตอนนั้น มาดามจัสติสเอ่ยด้วยเสียงนุ่มใสว่า
“นี่คือการเข้าสู่แดนฝันแท้ ต่างจากการเข้าฝันปกติ”
“การใช้ยันต์เข้าฝันทำให้ร่างกายเป็นกึ่งภาพลวง เข้าสู่แดนฝันโดยตรง ความจริงเป็นอย่างไร ในฝันก็เป็นเช่นนั้น ส่วนการฝันปกติขึ้นอยู่กับการรับรู้ขณะนั้น ภาพในฝันอาจเป็นตัวเองปัจจุบัน อดีต หรือแปรเปลี่ยนไป แต่ในแดนฝันแท้ หากรักษาจิตสำนึกชัดเจนได้ สิ่งที่ปรากฏคือภาพลักษณ์ตัวตนในจิตใต้สำนึก”
“กล่าวคือ จิตใต้สำนึกของ ‘เจ็ดไม้’ ยังมองว่าตัวเองเป็นผู้ชายจนถึงทุกวันนี้”
อย่างนี้นี่เอง…ลูเมี่ยนรู้สึกทั้งดีใจและผิดหวังเบาๆ
ฟรังก้าพลั้งปากพูดว่า
“แล้วฉันล่ะ? ทำไมฉันยังเป็น…”
เธอพลันปิดปาก ทั้งร่างประหนึ่งถูกฟ้าผ่า สูญเสียดวงวิญญาณไปบางส่วน
มาดามจัสติสปลอบอย่างอ่อนโยนว่า
“การยอมรับปัจจุบันไม่ได้หมายถึงลืมอดีต ตราบที่ยังจำได้ว่าตัวเองในอดีตเป็นใคร มีชีวิตเช่นไร การปรองดองกับร่างกายปัจจุบันก็จะไม่ทำให้คุณคลุ้มคลั่ง ‘กฎการสวมบทบาท’ ของนิกายนางมารอาจไม่เหมาะกับทุกคน ขึ้นอยู่กับนิสัยและประสบการณ์ของแต่ละคน”
“จำไว้ ทุกคนล้วนพิเศษเฉพาะตัว”
ฟรังก้าอ้าปากเล็กน้อย แต่พูดไม่ออก อารมณ์ยังคงหดหู่และเศร้าซึมอยู่บ้าง
จินนาค่อยๆ ยื่นมือขวาออกมา กุมมือของเธอไว้
ต่อให้เป็นลูเมี่ยนที่เพิ่งมาถึงทรีอาร์ เมื่อเจอฟรังก้าที่ปากบอกว่าตัวเองเป็นชาย แต่กลับวางตัวเป็นหญิง ก็ยังไม่คิดเยาะหยันเลยสักคำ นับประสาอะไรกับปัจจุบัน
เขาเพียงถือโอกาสสำรวจสภาพชานชาลารอบๆ
ที่นี่ไม่ต่างจากสถานีรถไฟไอน้ำทั่วไป ด้านบนมีสะพานลอย มีบันไดเชื่อมไปยังชานชาลาต่างๆ
ณ ขอบสะพานลอยมีร่างสูงตระหง่านยืนพิงราวกั้น กำลังมองมาทางนี้ เสื้อคลุมสีดำพลิ้วไหวเล็กน้อย มือดูเหมือนสวมถุงมือสีแดง
บนบันไดสู่ชานชาลานี้มาดามผู้ถือ ‘สี่เศียร’ ในชุดกระโปรงยาวสีทึมสลับซับซ้อน กำลังพินิจมองลงมาอย่างเปิดเผย ขณะที่บันไดกลางชานชาลาอีกแห่งมีเด็กชายตัวเล็กสวมเนกไทสีปรอทยืนอยู่ และที่ปลายบันได มิสเตอร์อะซิก·อายเกส ผู้เพิ่งพบกับลูเมี่ยนไม่นาน กำลังถือหมวกทรงสูง จ้องมองรถไฟไอน้ำสีดำอย่างเงียบงัน
บนม้านั่งชานชาลาที่มิสเตอร์อะซิกอยู่ ‘อัศวินดาบ’ มาริค รวมถึงครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหา ชารอน นั่งหันหน้ามาทางลูเมี่ยนและคณะ ไม่ขยับเขยื้อน ดั่งหุ่นเชิดที่ถูกนำมาเป็น ‘ผู้ชม’
ลูเมี่ยนเบนสายตากลับมา แลเห็นสุนัขขนทองตัวใหญ่ข้างกายมาดามจัสติส สวมแว่นตาพร้อมสะพายกระเป๋าสีน้ำตาลอ่อนใบเล็ก ท่าทางอ่อนโยนเปี่ยมกลิ่นอายแห่งวรรณกรรม
ลูเมี่ยนผุดนึกถึงภาพสุนัขตัวใหญ่ รวมถึงร่างสตรีที่เขาเคยเห็นหลังเสร็จสิ้นการบำบัดทางจิตครั้งแรก ณ ร้านกาแฟเมสัน
ที่แท้นั่นก็คือมาดามจัสติส…น่าเสียดายที่มิสซูซี่ไม่ได้ร่วมภารกิจเข้าสู่แดนฝันของ มิสเตอร์ฟูล ด้วยกัน ไม่อย่างนั้น เราคงได้กล่าวคำขอบคุณต่อหน้า…ลูเมี่ยนปล่อยความเสียดาย พลางหันกลับไปมองมาดามจัสติสกับมาดามเมจิกเชี่ยน
‘มาดามจัสติส’ ยิ้มแล้วกล่าวแก่เขา
“เพราะคุณกลายเป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’ แล้วโดยแท้จริง ซึ่งจิตใต้สำนึกก็ตระหนักรู้เป็นอย่างดี จึงสลับระหว่างภาพลักษณ์ในจิตใต้สำนึกกับรูปโฉมจริงได้อย่างอิสระ สิ่งนี้อาจช่วยให้คุณสร้างการอำพรางตัวอันสมบูรณ์แบบในแดนฝัน และมีบทบาทสำคัญในฉากวิกฤติได้”
แล้วทำไมเราถึงทำไม่ได้…ฟรังก้าคร่ำครวญอย่างไร้เสียง
ลูเมี่ยนพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
“การอำพรางด้วย ‘คำลวง’ ยังทำได้ไม่ดีพอหรือ? เพราะมันแสดงศักยภาพได้แค่ระดับลำดับ 7 และ ‘คำลวง’ ในเส้นทาง ‘นักทำนาย’ ต้องถึงลำดับ 6 ‘ผู้ไร้หน้า’ เสียก่อน จึงจะปรับเปลี่ยนใบหน้าและรูปร่างได้อย่างแท้จริง?”
“ถูกต้อง ‘คำลวง’ อยู่ลำดับ 7 จึงแต่งแต้มใบหน้าได้เพียงระดับหนึ่ง มีประสิทธิภาพเทียบเท่าเทคนิคการแต่งหน้าชั้นเลิศ” มาดามจัสติสพยักหน้ารับ เอียงศีรษะไปทางสุนัขขนทองตัวใหญ่ “ซูซี่ เธอมีอะไรอยากบอกพวกเขาไหม?”
ซูซี่…ลูเมี่ยนขยับคิ้ว พลันเบนสายตาไปยังสุนัขขนทองที่สวมแว่นตาและสะพายกระเป๋าใบเล็ก
สุนัขตัวใหญ่เปล่งเสียงที่เขาคุ้นเคยออกมา
“สิ่งที่ฉันต้องบอกพวกคุณก็คือ มิสเตอร์ฟูลรอบคอบและระวังตัวมาก ไม่เชื่อใจใครง่ายนัก”
เมื่อได้ยินสุนัขขนทองพูด นอกจากอ็องโตนีและลุดวิก ลูเมี่ยนและคณะต่างอึ้งด้วยความตะลึง หากไม่ใช่เพราะสุนัขตัวนี้ชื่อ ‘ซูซี่’ ลูเมี่ยนคงไม่ตกตะลึงกับสัตว์ที่พูดภาษามนุษย์ได้ถึงเพียงนี้
หลังความเงียบงันชั่วขณะ ลูเมี่ยนปรับสภาพจิตใจ แล้วกล่าวอย่างจริงใจว่า
“ขอบคุณสำหรับคำเตือน และขอบคุณสำหรับการบำบัดก่อนหน้านี้ด้วย คุณซูซี่ อา…รวมถึงคุณด้วย มาดามจัสติส”
เด็กที่กินลูกตาปีศาจก็เคยเห็นมาแล้ว สุนัขพูดได้จะมีอะไรแปลก?
หากเป็นชาวทรีอาร์ตัวจริง นี่อาจเป็นมนุษย์แท้ๆ ที่แค่ชอบเป็นสุนัข จึงหาทางเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสุนัข!
ลูเมี่ยนหันไปถาม มาดามเมจิกเชี่ยน และ ‘มาดามจัสติส’ ทันที
“ยังมีคำถามอีกข้อ…อัตลักษณ์ของ มิสเตอร์ฟูล ในความฝันคืออะไร?”
การปลุก มิสเตอร์ฟูล ย่อมต้องติดต่อกับเขาในความฝันแน่นอน!
มาดามจัสติสและมาดามเมจิกเชี่ยนสบตากัน ก่อนหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลอ่อนที่พันด้วยเชือกฝ้ายบางๆ ออกมา
“ในนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของมิสเตอร์ฟูลในความฝัน แต่พวกคุณต้องเข้าสู่ความฝันนั้นจริงๆ ก่อนจึงเปิดได้”
“ข้างในยังมีเงินสด เอกสารประจำตัว และแผนที่ที่เตรียมไว้ให้พวกเธอด้วย”
ลูเมี่ยนรับซองกระดาษนั้น ชี้ไปทางรถไฟไอน้ำสีเหล็กดำที่จอดข้างชานชาลา
“นั่งรถไฟคันนี้ไปหรือ?”
“ใช่ หลังจากพวกเธอขึ้นรถไฟแล้ว ฉันจะให้มันมุ่งหน้าไปยังขอบโลกแห่งความฝัน พวกเธอต้องกำ ‘เหรียญทองนำโชค’ ไว้แน่น เมื่อรถไฟถึงขอบโลกแห่งความฝัน มันจะช่วยให้พวกเธอเข้าสู่ความฝันของมิสเตอร์ฟูล การเข้าครั้งแรกต้องซับซ้อนเช่นนี้ แต่ในภายหลังจะเข้าออกความฝันได้ตามปกติด้วย ‘เหรียญทองนำโชค’” มิสจัสติสอธิบายรวบรัด
ลูเมี่ยนมองดูจินนา ฟรังก้า อ็องโตนี และลุดวิก แล้วพยักหน้าให้ไพ่ ‘อาร์คาน่าใหญ่’ ทั้งสอง
“พวกเราพร้อมขึ้นรถไฟแล้ว”
รถไฟไอน้ำสีดำไม่แตกต่างจากที่พบทั่วไปในทรีอาร์ พวกลูเมี่ยนทั้งห้าครอบครองที่นั่งสองแถวฝั่งเดียวกัน ผู้โดยสารอื่นรอบข้างเลือนรางไม่ชัดเจน เป็นเพียงเงาพร่ามัว ราวกับผู้ถักทอความฝันนี้ขี้เกียจทำให้ละเอียด
มองผ่านหน้าต่าง พวกเขาเห็น มาดามเมจิกเชี่ยนและมาดามจัสติสโบกมือให้
ขณะโบกมือกลับตามสัญชาตญาณ ข้างหูของลูเมี่ยนและคณะดังขึ้นด้วยเสียงแหลมสูง
วู้!
พร้อมเสียงหวูดไอน้ำ เสียงโครมครามดังขึ้นตามมา จากช้าไปเร็ว จากผ่อนคลายเป็นถี่กระชั้น ทิวทัศน์นอกหน้าต่างค่อยๆ ถอยหลังออกไป
รถไฟไอน้ำสีเหล็กดำที่บรรทุกลูเมี่ยน ฟรังก้า จินนา อ็องโตนี และลุดวิก แล่นออกจากชานชาลา มุ่งสู่แดนไกลที่ปกคลุมด้วยหมอกแห่งความฝัน
……………………………………………………..