ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 910 พานพบครั้งแรก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 910 พานพบครั้งแรก
ตอนที่ 910 พานพบครั้งแรก
………………..
ในเรื่องการสังเกตการณ์ แม้ลูเมี่ยนจะเป็นครึ่งเทพ แต่ความสามารถทุกด้านถูกจำกัดที่ลำดับ 7
เขารู้ว่าตนไม่ถนัดเท่า ‘ผู้ชม’ จึงยกที่นั่งด้านหลังฝั่งตึกเป้าหมายให้อ็องโตนี ส่วนตัวเองอาศัยสายตาเหยี่ยวจาก ‘นางมาร’ อาศัยความไวต่อเบาะแสทางสายตาของ ‘นักล่า’ มองออกไปยังจุดห่างไกล
คนขับด้านหน้า ฟรังก้า เพิ่งจอดรถเทียบข้างสำเร็จ เธอเอาศอกพิงประตู จ้องมองพื้นที่เป้าหมาย พลางแอบภูมิใจ ส่วนจินนาหันมา โน้มตัวไปข้างหน้า เอาหัวยื่นเหนือไหล่ฟรังก้า มองอย่างตั้งใจเช่นกัน
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป ฟรังก้าพลันได้กลิ่นเนื้อคลุกเครื่องเทศตุ๋นจนนุ่ม
เธอเอียงหัวไปมอง พบว่าที่มุมหลังสุด ลุดวิกกำลังนั่งแทะแซนด์วิชเนื้ออยู่เงียบๆ ตามลำพัง
“ยังไม่ถึงสองชั่วโมงหลังจากมื้อเช้าเลยนะ?” ฟรังก้าหลุดปากถาม
ทำไมกินอีกแล้วล่ะ?
ลูเมี่ยนตอบกระชับ
“ยังไม่ถึงจริงๆ”
“คำถามคือ ในโลกจริงเขาก็กินถี่แบบนี้เหมือนกันหรือ…” ฟรังก้าพึมพำ
ก่อนหน้านี้ เธอไม่เข้าใจชัดเจนว่าลุดวิกกินจุขนาดไหน มีแต่ความเข้าใจในแง่เงิน แต่ช่วงไม่กี่วันก่อนเข้าสู่แดนฝัน เธอมักช่วยจินนาดูแลลุดวิกทำการบ้าน ทำข้อสอบ ทั้งสอง ‘นางมาร’ จึงได้เห็นกับตาว่า อะไรคือจอมตะกละ จนเกิดความประทับใจลึกซึ้ง
ฟรังก้าพูดต่อ
“ในแดนฝัน ไม่ใช่ว่าคุณสมบัติพิเศษถูกจำกัดไว้ที่ลำดับ 7 หรอกหรือ? ไม่เห็นเขาจะกินน้อยลงเลย…”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สายตาของลูเมี่ยน จินนา และอ็องโตนีก็หันไปมองลุดวิกพร้อมกัน
ลุดวิกรีบยัดแซนด์วิชเนื้อในมือเข้าปากทั้งหมด แล้วพูดอู้อี้ว่า
“เพราะมันอร่อย!”
“ยอมกินจนท้องแน่น?” ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว
จินนาเห็นลุดวิกเช่นนั้น อดหัวเราะไม่ได้
“มันก็อร่อยจริงๆ นั่นแหละ”
ลูเมี่ยนคิดครู่หนึ่ง ตัดสินใจปล่อยให้ลุดวิกตามใจตัวเองสักสองวัน เพราะตัวเขาเองก็กินมากกว่าปกติ
“อร่อยใช่ไหมล่ะ?” ฟรังก้าภูมิใจอีกครั้ง “สิ่งที่ฉันคิดไม่ออกคือ พวกคุณไม่มีใครท้องเสียเลย ทั้งที่จินนากับอ็องโตนียังกินไปบ่นไปว่าเผ็ด!”
“กระเพาะลำไส้ของฉันผ่านการเผาไหม้มาแล้ว ‘นักพรต’ ก็มีความต้านทานสูงต่อสภาพแวดล้อมสุดขั้ว” ลูเมี่ยนกำลังจะสื่อว่า ความเผ็ดแบบนี้ไม่รบกวน ‘นักล่า’ ที่ชอบทำร้ายตัวเองอย่างเขา
‘กลืนก้อนไฟลงท้อง’ สำหรับคนอื่นอาจเป็นคำพูดเกินจริง แต่สำหรับเขาคือ คำบรรยายเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นบางครั้ง
อ็องโตนียังคงสังเกตทางเข้าออกของตึกใหญ่ พูดอย่างสงบว่า
“รูปร่างสัตว์ในตำนานของ ‘ผู้ชม’ คือมังกรจิต”
แม้ความสามารถด้านการต่อสู้จะไม่ได้พัฒนาขึ้นมากนัก แต่ความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ขณะที่จินนากำลังจะบรรยายความรู้สึกของตัวเอง อ็องโตนีและลูเมี่ยนก็พูดพร้อมกัน
“มิสเตอร์ฟูลมาแล้ว”
จินนารีบกลับสู่ท่านั่งเดิม จ้องมองออกไปนอกรถผ่านกระจกที่ติดฟิล์มสีเข้ม
เธอเห็นชายหนุ่มสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำ กางเกงขายาวลำลองสีอ่อน และรองเท้ากีฬาสีน้ำตาล ในมือถือแก้วนมถั่วเหลือง ถุงซาลาเปา ก้าวขึ้นบันไดหลายขั้น มุ่งเข้าไปในตึก
ชายคนนี้ผมสีดำสั้น หวีเรียบง่าย ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม สวมแว่นตากรอบบางเลนส์เปล่า ใบหน้าผอมกว่าในภาพวาดในเอกสารมาก เส้นรอบหน้านุ่มนวล มีความหล่อเหลาอยู่หลายส่วน
เขาคือเป้าหมายของลูเมี่ยนและพรรคพวก ตัวตนในความฝันของมิสเตอร์ฟูล โจวหมิงรุ่ย!
เมื่อร่างของโจวหมิงรุ่ยหายไปในโถงล็อบบี้ ฟรังก้าสูดหายใจแล้วพูด
“เทียบกับภาพสเก็ตช์เดิม มิสเตอร์ฟูลผอมลงมาก ดูดีขึ้นเล็กน้อย…”
“หรือว่าการคาดเดาของไพ่อาร์คาน่าใหญ่จะถูก เขาถูกราชันสวรรค์ชักจูงให้ดื่มโอสถของ ‘นักลอบสังหาร’?”
“ราชันสวรรค์ต้องการใช้วิธีเปลี่ยนเพศทำให้มิสเตอร์ฟูลเกิดปัญหาการรับรู้ เพื่อเอาชนะ?”
ไพ่อาร์คาน่าใหญ่ระบุในเอกสารว่า เป้าหมายระยะสั้นสำคัญที่สุดของทีมลูเมี่ยน คือขัดขวางไม่ให้โจวหมิงรุ่ยที่สงสัยว่ากินโอสถ ‘นักลอบสังหาร’ แล้ว กลายเป็น ‘แม่มด’ ไปจริงๆ!
“โอสถ ‘นักลอบสังหาร’ ปรับปรุงรูปร่างหน้าตาด้วยหรือ?” ลูเมี่ยนถามฟรังก้าและจินนา
เขาเป็น ‘นักล่า’ ที่ข้ามเส้นทางมาเป็น ‘นางมาร’ ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงกับลำดับของ ‘นักลอบสังหาร’
“ส่วนใหญ่เป็นการปรับรูปร่าง ทำให้ผู้ดื่มเหมาะกับการเป็นนักลอบสังหารมากขึ้น มีการปรับรูปร่างหน้าตาเล็กน้อยด้วย แต่ไม่มาก” ฟรังก้านึกทบทวนแล้วพูด “มิสเตอร์ฟูล หรือโจวหมิงรุ่ย น่าจะน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ที่ดูดีขึ้นส่วนใหญ่เพราะผอมลง รองลงมาเป็นการปรับปรุงเล็กน้อยจากโอสถ ‘นักลอบสังหาร’”
เธอคิดว่าตอนนี้เรียกเป้าหมายว่าโจวหมิงรุ่ยน่าจะดีกว่า การเรียก ‘มิสเตอร์ฟูล’ ตลอดทำให้เธอหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดถึง
ลูเมี่ยนพยักหน้า เอ่ยถามอ็องโตนี
“คุณพบอะไรบ้างไหม?”
อ็องโตนีพูด
“ย่างก้าวขึ้นบันไดของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ เบามาก สอดคล้องกับคำอธิบายของโอสถ ‘นักลอบสังหาร’…”
“มิสเตอร์ฟูลสวมแว่นเลนส์เปล่า ปิดบังสายตาที่ไม่ได้สั้นแล้ว แสดงว่าในระยะสั้น เขาไม่ต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิต จะยังไปทำงานต่อ…”
“มิสเตอร์ฟูลมีสภาพอารมณ์ค่อนข้างดี ยังไม่น่าเผชิญเหตุการณ์ใหญ่…”
“ยังดูไม่ออกว่าเขาดื่มโอสถ ‘นักกระตุ้น’ หรือยัง…”
หลังฟังผลการสังเกตของอ็องโตนี ลูเมี่ยนกล่าวอย่างครุ่นคิด
“จงติดตามสังเกตและบันทึกข้อมูลคนที่กล่าวถึงในเอกสาร และผู้ที่แสดงความผิดปกติ…”
“ได้” จินนาตอบรับก่อนชี้ไปฝั่งตรงข้าม “คนนั้นคือโรแซน เจ้าหน้าที่ฝ่ายเอกสารของศาสนจักรรัตติกาลในโลกจริง แต่งงานมีลูกแล้ว ในแดนฝันเป็นเพื่อนร่วมงานโจวหมิงรุ่ย ยังไม่แน่ชัดว่าผิดปกติหรือไม่…”
ฟรังก้าพูดต่อ
“คนที่อากาศร้อนเกินสามสิบองศายังใส่สูทหางยาว ผูกหูกระต่าย ผมยาวสีเงิน คือรองประธานโอ บริษัทข้างๆ โจวหมิงรุ่ย ต้องสงสัยว่า…”
พูดถึงตรงนี้ ฟรังก้าเหลียวมองลูเมี่ยนแวบหนึ่ง พบว่าพวกพ้องมีสีหน้าสงบนิ่ง แววตาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
เธอจึงพูดต่อ
“สงสัยว่าเป็น ‘เทวทูตโชคชะตา’ โอโรเลอุสแห่ง ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ ราชันจากยุคบรรพกาล”
ตามข้อมูล บริษัทข้างๆ ‘มิสเตอร์ฟูล’ น่าจะเป็นภาพสะท้อนของ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ ในแดนฝัน
จนถึงสิบโมงเช้า ลูเมี่ยนและคณะสิ้นสุดการสังเกตรอบแรก จับคู่คนกับข้อมูลในเอกสารได้หลายคน แต่ยังไม่พบผู้ต้องสงสัยตัวจริง
“จักรพรรดิโรซายล์ เอ่อ…ประธานฮวงไม่มาเลย” ฟรังก้ากล่าวอย่างเสียดาย
ภาพลักษณ์ของจักรพรรดิโรซายล์ในแดนฝันคือประธาน ‘กลุ่มบริษัทอินทิส’ ที่มิสเตอร์ฟูลทำงานอยู่ เป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจ เป็นซีอีโอเผด็จการ
ก่อนลูเมี่ยนจะตอบ ฟรังก้าหัวเราะในลำคอ
“คงอยู่บนเตียงกับนักแสดง พิธีกร หรือนักร้องสักคนกระมัง”
ลูเมี่ยนรู้สึกเสียดายเช่นกัน แต่คงมีโอกาสอีกมาก
เขาที่ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย จึงเตรียมสมัครเป็นรปภ.ที่กลุ่มบริษัทอินทิส
“งั้นเราไปซื้อเสื้อผ้ากัน” ลูเมี่ยนก้มมองเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวที่ดูธรรมดา แล้วเหลือบมองชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินเน้นเอว อันมีกลิ่นอายคลาสสิคของจินนา
ทันใดนั้นเอง ลุดวิกเอ่ยถาม
“มื้อเที่ยงจะกินอะไรดี?”
ฟรังก้าผู้รับผิดชอบรายได้ทั้งทีม รีบกล่าวทันที
“ใครจะกินข้าวนอกบ้านทุกวันกันเล่า?”
“เดี๋ยวไปซูเปอร์ใหญ่ ซื้อบะหมี่สักหลายสิบกิโล ซื้อเครื่องเคียงบ้าง ฉันจะต้มบะหมี่ให้พวกนายกิน รับรองอิ่มหมีพีมัน!”
พูดจบ ฟรังก้าเห็นรอยยิ้มและความคาดหวังบนใบหน้าลุดวิกหายไป ดูน้อยใจ
เธอไม่เพียงไม่รู้สึกสงสารหรือละอายใจ กลับแอบตบต้นขาตัวเอง
บัดซบ! สองประโยคเมื่อครู่ควรให้จินนาพูดสิ! เป็นโอกาสดีแค่ไหนในการย่อยโอสถ ‘ทุกข์ระทม’!
เมื่อกำหนดแผนการเรียบร้อย ฟรังก้าขับรถออกไปอย่างระวัง เข้าสู่ถนนกว้าง
…………
ภายในห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่ง
ลูเมี่ยนและคณะที่ปรับโฉมใหม่แล้ว นั่งลิฟต์จากลานจอดรถใต้ดินขึ้นมาชั้นหนึ่ง
ฟรังก้ามองจินนาอีกครั้ง รู้สึกว่าการจับคู่เรียบง่ายของเสื้อยืดขาวลวดลาย ยีนส์สีฟ้า รองเท้าผ้าใบขาว และถุงเท้าสีเดียวกันเหนือข้อเท้า เมื่อสวมโดยอีกฝ่ายกลับให้ความรู้สึกสดชื่นสะอาดตา ยังคงกลิ่นอายความสดใสแบบนักเรียน ขณะเดียวกัน ทุกการเหลียวมองก็แฝงเสน่ห์อันเป็นธรรมชาติ ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย
เป็นสเปคที่เราชอบสมัยก่อน ไม่สิ ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่! แถมถ้าจินนาแต่งหน้าจัดๆ ก็จะเป็นอีกลุคหนึ่ง…ฟรังก้าไม่ปิดบังความชื่นชม
ส่วนร่างสูงโปร่งและใบหน้าสะโอดสะองของเธอ ทำให้เสื้อยืดดำธรรมดากับกางเกงขากว้างสตรี ดูมั่นใจและเป็นผู้ใหญ่ ทำให้หลายคนกล้าแค่แอบมองแวบเดียว
ลูเมี่ยนยังคงใส่เสื้อเชิ้ตคู่กางเกงดำ แต่ดูเป็นกันเองและผ่อนคลายขึ้น เมื่อเดินเรียงเคียงข้าง ‘นางมาร’ ทั้งสอง ก็ช่างงดงามราวภาพวาด
เสื้อผ้าพวกเขาล้วนราคาถูก ฟรังก้าเลิกซื้อแบบขายเป็นกิโล มาเลือกแบบราคาสิบหยวน ซื้อมาเป็นกอง
สายตาลูเมี่ยนกวาดมองทุกมุมห้าง รู้สึกว่าที่นี่กว้างขวาง สว่าง สะอาด น่าตื่นตายิ่งกว่าห้างหรูที่สุดในทรีอาร์
ฟรังก้าไม่คิดพาลูเมี่ยน จินนา อ็องโตนี และลุดวิกเดินในห้าง เพียงตรงไปบันไดเลื่อนชั้นใต้ดินหนึ่ง ตั้งใจจะเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต
เงินต้องใช้อย่างประหยัด!
ลูเมี่ยน จินนา และอ็องโตนีเพิ่งถึงทางเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ถูกสินค้ามากมาย การจัดวางอันมีศิลปะ แสงทั้งนุ่มและสว่างจ้า ทำให้ตาพร่าไปหมด
ฟรังก้าพลันชะงักงัน สัญชาตญาณบอกให้หันไปมองลุดวิก จนแลเห็นว่าสายตาของเด็กชายจับนิ่ง แววตาเปี่ยมไปด้วยความเร่าร้อน
“เรากลับกันเถอะ!” ฟรังก้าหลุดปากออกมา “ฉันจะซื้อออนไลน์ ให้พวกเขาส่งมา!”
ซูเปอร์มาร์เก็ตแบบนี้ เด็กๆ ต้านทานไม่ไหวแน่!
เมื่อได้ยินคำพูดฟรังก้า สีหน้าลุดวิกพังทลายทันที
หลังรู้สาเหตุชัดเจน ลูเมี่ยนและจินนาเห็นด้วยกับการตัดสินใจของฟรังก้า
พวกเขาหมุนตัว เดินไปไม่กี่ก้าว หางตาลูเมี่ยนก็พลันเห็นร่างใครบางคน
ร่างดังกล่าวก้มศีรษะเล็กน้อย ผมดำตกลงมา ใบหูที่เผยออกมาเลือนราง ทั้งเล็กและประณีต
เธอเดินจ้ำอ้าวหายเข้าไปในส่วนลึกของซูเปอร์มาร์เก็ต
ลูเมี่ยนหยุดกึกทันที กล่าวเสียงทุ้มกับฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี
“ฉันว่าฉันเห็นศพผู้หญิงที่คืนชีพนั่น…”
……………………………………………………..