ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 913 ภาพเชิงสัญลักษณ์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 913 ภาพเชิงสัญลักษณ์
ตอนที่ 913 ภาพเชิงสัญลักษณ์
อ็องโตนีเห็นท่าไม่ดี จึงไม่ท้าทายตัวเอง ถอยออกจากห้องทำงานนั้นไปอย่างว่าง่าย
เพียงไม่กี่วินาที เขาได้ยินเสียงสตรีของลูเมี่ยน
“เข้ามาได้”
เมื่อเทียบกับก่อนหน้า เสียงสตรีนี้ไม่ได้ทุ้มหรือกดต่ำเท่าเดิม มีความใสชัดขึ้นมาก
อ็องโตนีผลักประตูเปิด เห็นลูเมี่ยนในชุดเชิ้ตขาวเอวเข้ารูป คู่กับยีนส์สีฟ้า เผยให้เห็นเอวบางอรชรและขายาวเรียว เธอสวมแว่นตากันแดดสีชมพูเข้ม แม้เป็นของถูกจากแผงลอย แต่เมื่อลูเมี่ยนสวมใส่กลับดูงดงาม สดใส สง่า และคมเฉียบ
ลูเมี่ยนเกลี่ยผมดำเงางามที่ปิดใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง แล้วบอกอ็องโตนี
“พวกเรากลับห้องเช่ากันก่อน”
อ็องโตนีคว้าแขนเสื้อลูเมี่ยนอย่างระมัดระวัง ฟรังก้าและจินนาต่างเกาะแขนคนละข้าง ส่วนลุดวิกที่ยังอมอมยิ้มในปาก เลือกจับชายเสื้อพ่อทูนหัวแทน
ร่างทุกคนค่อยๆ จางหาย หายไปจากตึกร้างไร้กล้องวงจรปิด แล้วปรากฏในห้องเช่าที่จานชามยังไม่ได้ล้าง
ลูเมี่ยนหันไปบอกฟรังก้า
“พวกคุณขับรถไปรอรับฉันที่หน้าโรงพยาบาลมู่ซู เดี๋ยวอาจไม่มีโอกาสเทเลพอร์ตหนีออกมา”
ไม่ใช่ว่าเขาเทเลพอร์ตไม่ได้ แต่หากทำต่อหน้าสาธารณชน ใช้ ‘เทเลพอร์ต’ หรือ ‘ข้ามกระจก’ ต่อหน้าธารกำนัล จะกลายเป็นกระแสร้อนแรงออนไลน์ และอาจถูกราชันสวรรค์ล็อกเป้าได้ทันที
“ได้” ฟรังก้าโยนลิปบาล์มและลิปสติกให้ลูเมี่ยน “เข้าโรงพยาบาลแล้ว ถ้าต้องส่องกระจกบ่อย ก็แกล้งทำเป็นแต่งหน้า”
ในเรื่องนี้ รูปลักษณ์สตรีมีข้อได้เปรียบโดยธรรมชาติ ยากที่คนในแดนฝันจะสังเกตเห็นความผิดปกติ
ลูเมี่ยนรับลิปสติกและลิปบาล์ม อาศัยตำแหน่งที่ได้จากการใช้กระจกติดตามร่างผู้แจ้งสาร ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังบริเวณขอบโรงพยาบาลมู่ซูที่เต็มไปด้วยพืชเขียว ออกมาจากหลังต้นไม้ แล้วเลี้ยวเข้าไปในฝูงชน
ความสูงระดับนางแบบแถวหน้า สภาพผิว โครงหน้า และริมฝีปากที่เผยให้เห็นระหว่างผมดำกับแว่นตา ทำให้คนผ่านไปมา รวมถึงคนไข้ ต่างเหลียวมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับพยายามจินตนาการความงามระดับโลกที่อาจซ่อนอยู่ใต้แว่นนั้น
บางคนชนกันโดยไม่ตั้งใจ บางคนเดินพลาดขั้นบันได เกือบล้มลง
คนเหล่านั้นเสียดายแค่อย่างเดียว คือสาวสูงใส่แว่นตาคนนี้ มีท่าเดินไม่สวย ทะมัดทะแมงเหมือนผู้ชาย
ลูเมี่ยนค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง ราวกับพยายามนึกถึงท่าเดินปกติของโอลัวร์
หลังผ่านจุดตรวจเข้าตึกผู้ป่วยนอกแล้ว เขาหยุดชั่วขณะ หยิบกระจกแต่งหน้าและลิปบาล์มมาเพิ่มความเปล่งปลั่งให้ริมฝีปากสีจาง
ระหว่างนั้น เขาพบว่ากระจกที่เคยเปื้อนเศษผมของผู้แจ้งสาร เริ่มสะท้อนภาพได้อีกครั้ง
จึงมองเห็นทั้งแผ่นหลังของเดนิส ช่องจ่ายยา คนไข้ที่เดินผ่าน และญาติที่มาดูแล
ลูเมี่ยนพิจารณาทิศทาง แล้วมุ่งหน้าไปยังช่องจ่ายยา
เขาเดินอย่างไม่รีบร้อน สายตาดูเหมือนสำรวจคนรอบข้างและผังชั้น 1 ของโรงพยาบาลอย่างไม่ตั้งใจ
ทุกอย่างดูปกติ ไม่มีท่าทางที่แสดงความจงใจอันล้นปรี่
ในความรางเลือน ลูเมี่ยนรู้สึกคุ้นเคย
ไม่ใช่เพราะเคยมาสถานที่อันคล้ายคลึงกัน แต่เกิดจากส่วนลึกของดวงวิญญาณเขา
ลูเมี่ยนเม้มปาก เหม่อลอยคิด
“เป็นความทรงจำของโอลัวร์หรือ?”
“เธอเคยเข้าออกโรงพยาบาลใหญ่แบบนี้ก่อนจะข้ามมิติมาหรือ? ก็นะ ใครเล่าจะไม่เคยป่วย…”
“หลังจากเราเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์หญิง เศษวิญญาณของเธอก็เริ่มตื่นตัว? อา…คงเป็นเพราะเมืองแดนฝันของมิสเตอร์ฟูลคล้ายบ้านเกิดเธอด้วย ทำให้เศษวิญญาณถูกกระตุ้น…”
ลูเมี่ยนรีบกดความรู้สึกในใจลง โดยยังจำได้ว่า เข้ามาที่โรงพยาบาลมู่ซูเพื่อติดตามศพผู้แจ้งสารและเฝ้าสังเกตการณ์
สายตาเขากวาดผ่านใบหน้าที่สวมหน้ากากหรือแฝงความกังวล คิดว่าไม่ต่างจากโรงพยาบาลปกติสักเท่าไร
ทันใดนั้น เขาก็เห็นร่างอันคุ้นตา
นั่นคือเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยชาย ซึ่งจิตใจแตกสลายเพราะศพสตรีฟื้นคืนชีพเมื่อคืน
เจ้าหน้าที่สวมหน้ากาก กำลังเข็นเตียงเคลื่อนย้ายผ่านไป ในดวงตาปราศจากความกลัวหรือกังวล แทบไม่ต่างจากเพื่อนร่วมงานเลย
“เขายังกล้ามาทำงานที่โรงพยาบาลนี้อีกหรือ?” คิ้วของลูเมี่ยนขยับเล็กน้อย
คนงานรายนั้น ดูเหมือนจะลืมเรื่องที่ตนลบหลู่ศพ และลืมความน่าสะพรึงกลัวของศพที่ตื่นขึ้นมากะทันหัน
ราวกับมีคนบอกเขาว่า ศพหญิงนั้นไม่ได้ตายจริง การกระทำผิดของเขากลับช่วยให้อีกฝ่ายหลุดพ้นจากอาการเสมือนตาย รอดพ้นจากการถูกเผา อีกฝ่ายจึงให้อภัย
ลูเมี่ยนส่ายหน้าแผ่วเบา หยิบลิปบาล์มกับกระจกแต่งหน้า ติดตามร่องรอยศพผู้แจ้งสารอีกครั้ง
ภาพในกระจกแสดงบริเวณที่มีลิฟต์แปดตัว เงาหลังของเดนิสเพิ่งผ่านประตูลิฟต์เข้าไป โดยที่ปุ่มด้านนอกมีลูกศรลงกำลังสว่าง
“ทางลงชั้นใต้ดิน? จุดหมายคือห้องเก็บศพจริงๆ หรือ?” ลูเมี่ยนเดินผ่านช่องจ่ายยา แล้วเลี้ยวไปยังบันไดใกล้ๆ
ที่นั่นมีคนไข้และญาติกำลังรออยู่
ลูเมี่ยนมองซ้ายขวา คิดว่าควรหาหน้ากากสักชิ้นระหว่างรอพบ ‘นางมาร’ จะได้ปิดบังใบหน้าได้ดีขึ้น ไม่ต้องกลายเป็นจุดสนใจ
ลิฟต์มาค่อนข้างช้า ลูเมี่ยนใช้เวลาสองสามนาทีกว่าจะได้ลิฟต์ที่กำลังลงต่อ
คนในลิฟต์ทะลักออกมา เหลือเพียงคนไข้บนรถเข็นคนหนึ่ง กับพยาบาลชุดเขียวที่กำลังเข็นรถ
พยาบาลสวมหน้ากาก คนไข้แก่ชรา ทั้งผมและเคราขาวโพลน
สายตาทั้งคู่จ้องมาทางลูเมี่ยนพร้อมกัน ในห้วงลึกของดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ราวกับซ่อนความมืดอันน่าหวั่นไว้
ลูเมี่ยนที่กำลังจะก้าวเข้าไป พลันชะงักกึกทันที
เขารู้สึกว่าลิฟต์ขาดแสงสว่าง ราวกับกลายเป็นปากอสูรใหญ่ที่เตรียมจะงับเข้าหากัน
ประตูลิฟต์ค่อยๆ ปิดตัวเอง ภายในมืดลงทุกขณะ เหมือนกำลังตกลงสู่นรก
ลูเมี่ยนมองดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ละทิ้งความตั้งใจที่จะเข้าไป
เขารู้สึกถึงอันตรายอย่างแรงกล้า
ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของเขา ผสานกับการตื่นตัวเล็กน้อยของเศษวิญญาณโอลัวร์ ทำให้พอจะจับใจความได้ว่า สิ่งที่ซ่อนในดวงตาของคนทั้งสองในลิฟต์คืออะไร
คือแรงกระหาย
คือความต้องการฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเขา ระบายความกระหายในใจอย่างไร้ความปรานี!
ประตูลิฟต์ปิดลงในที่สุด ลูกศรชี้ลงดับไป ตัวเลขเริ่มเปลี่ยน
การลงไปชั้นใต้ดิน ไปห้องเก็บศพ ดูจะอันตรายมาก…ลูเมี่ยนมองต่ออีกไม่กี่วินาที แล้วพึมพำกับตัวเองเงียบงัน
หลังพิจารณาครู่หนึ่ง เขาละทิ้งความคิดที่จะลงบันไดไปสำรวจ และเกิดความคิดใหม่
“แจ้งตำรวจดีไหม? บอกว่าเห็นเดนิสที่หายตัวไป เข้ามาในโรงพยาบาลมู่ซู แล้วลงไปชั้นใต้ดิน…”
ลูเมี่ยนเพิ่งคิดแบบนี้ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา
เขาหยิบโทรศัพท์มาดู เป็นสายจาก ‘ลั่วฝู’
บัตรประจำตัวที่มาดามจัสติสให้มา ชื่อของฟรังก้าคือ ‘ลั่วฝู’
ลูเมี่ยนรับสายด้วยความไม่คล่อง แต่ก็มีความเคยชินอยู่บ้าง ถามแบบหยั่งเชิงว่า
“ฮัลโหล?”
ฟรังก้าที่กำลังขับรถสวมหูฟัง มองตรงไปข้างหน้าพลางเอ่ยปาก
“ตอนนี้คุณไม่ควรสำรวจโรงพยาบาลมู่ซูลึกเกินไป รอสักหน่อย รอให้ตำรวจมาสืบสวน”
“ทำไมล่ะ?” ลูเมี่ยนไม่เชื่อว่าความคิดของตนเมื่อครู่ จะถูกฟรังก้ารับรู้ได้
ฟรังก้าหมุนพวงมาลัยพลางเอ่ยปาก
“ฉันตกใจกับเรื่องศพผู้แจ้งสารฟื้นคืนชีพมากเกินไป จนไม่ทันสังเกตรายละเอียดบางอย่าง พอขึ้นรถถึงนึกขึ้นได้”
“ตอนที่ศพผู้แจ้งสารลงจากรถที่หน้าโรงพยาบาลมู่ซู เขาใช้โทรศัพท์สแกนจ่ายเงินใช่ไหม?”
“ใช่” ลูเมี่ยนประทับใจกับเรื่องการสแกนจ่ายเงินมาก ฟรังก้าคอยบอกพวกเขาว่าทำแบบนี้ได้ และสาธิตให้ดูหลายครั้ง
ฟรังก้าที่กำลังขับรถเก๋งสวมหูฟัง เผยรอยยิ้มภูมิใจอยู่บ้าง
“ผู้แจ้งสารถูกตำรวจระบุว่าหายตัว และคนหายตัว บัญชีโทรศัพท์จู่ๆ ก็จ่ายเงิน คุณคิดว่าจะไม่ดึงดูดความสนใจของตำรวจ จนพวกเขาเริ่มแกะรอยหรือ?”
“ตำรวจน่าจะมาถึงโรงพยาบาลมู่ซูในอีกไม่ช้า ถ้าตอนนี้คุณแอบเข้าไปในที่ซ่อนความลับ อาจจะเจอพวกเขาเข้า”
“ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ? ประสิทธิภาพสูงจริงๆ…” ลูเมี่ยนพึมพำเบาๆ
ตอนนี้เขาไม่ต้องคิดหาวิธีแจ้งตำรวจแล้ว!
ตำรวจในเมืองแห่งแดนฝันนี้ มีประสิทธิภาพสูงกว่าตำรวจในทรีอาร์หลายเท่า จับประเด็นสำคัญได้โดยไม่ต้องให้เขาแจ้งความ
ลูเมี่ยนถือโทรศัพท์ แสร้งรับโทรศัพท์ฉุกเฉิน แล้วออกจากบริเวณบันได
เขาเดินกลับไปยังบริเวณจ่ายยา แอบปะปนอยู่ในฝูงชนที่กำลังรอ
ไม่นานนัก เขาก็เห็นตำรวจแซ่เติ้ง รวมถึงภาพฉายในแดนฝันของมิสเตอร์สตาร์ พวกเขานำตำรวจหนึ่งหน่วยมุ่งไปยังบันไดที่เขาเพิ่งออกมา
ลูเมี่ยนสวมบทบาทผู้ชม รออย่างใจเย็นเกือบยี่สิบนาที จนกระทั่งหน่วยตำรวจเดินกลับมา
พวกเขาหามเปลหามมา บนเตียงมีคนถูกผ้าขาวคลุมทั้งร่าง เห็นเพียงเส้นผมสีเหลืองไหม้อยู่รางๆ
ศพของผู้แจ้งสาร…ลูเมี่ยนใช้กระจกแต่งหน้าในมือ ลงข้อสรุปอย่างมั่นใจ
เขาพลันเกิดความสงสัย
พวกเขาพบศพที่ฟื้นคืนชีพแล้วหรือ?
ไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเลยหรือ?
…………
กลับมาบนรถที่ฟรังก้าขับอยู่ ลูเมี่ยนเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังรอบหนึ่ง
ฟรังก้าเกิดความสงสัยเช่นกัน
“คนของโรงพยาบาลมู่ซูไม่ต่อต้านตำรวจหรือ?”
“ตามทฤษฎีแล้ว โรงพยาบาลมู่ซูควรเป็นพลังที่เกิดจากการแทรกซึมของ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ถ้าไม่ใช่พระองค์ อย่างน้อยก็เป็นเทพแท้จริงลำดับ 0 ที่อยู่ใต้พระองค์กำลังดำเนินการอยู่…”
ลูเมี่ยนกล่าวความคิดของตน
“มีความเป็นไปได้สองอย่าง”
“หนึ่ง โรงพยาบาลมู่ซูไม่ใช่ภาพฉายจากภายนอก แต่มาจากความประทับใจของมิสเตอร์ฟูลต่อมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายและผู้ใต้บังคับบัญชา”
“สอง นี่เป็นสัญลักษณ์ แทนภาพฉายจากภายนอก แม้มาจากผู้ยิ่งใหญ่ ก็ไม่สามารถต่อต้านจิตสำนึกหลักของแดนฝันได้โดยตรง และในเมืองนี้ สัญลักษณ์แทนจิตสำนึกหลักของแดนฝันคือพลังฝ่ายราชการ คือหน่วยงานตำรวจ”
“กล่าวคือ ตำรวจแต่ละคนอาจถูกเล็งและครอบงำได้ แต่การต่อต้านหน่วยงานตำรวจทั้งหมด เท่ากับกำลังต่อต้านแดนฝันเอง ต่อต้านมิสเตอร์ฟูลกับราชันสวรรค์นั่น”
……………………………………………………..