ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 924 โรงเรียนกวดวิชา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 924 โรงเรียนกวดวิชา
ตอนที่ 924 โรงเรียนกวดวิชา
จินนาและอ็องโตนีขับรถไม่เป็นทั้งคู่ จึงพาเด็กน้อยนั่งรถสาธารณะไปโรงเรียนกวดวิชาเมิ่งเสี่ยง พวกเขาวางแผนเดินทางอย่างละเอียด เตรียมเงินย่อยสำรองรับมือเหตุฉุกเฉิน แทนที่จะพึ่งแต่การจ่ายเงินผ่านมือถือ
เมื่อพวกเขาออกไปแล้ว ลูเมี่ยนพยุงฟรังก้ากลับห้องนอนใหญ่ มองก้อนน้ำแข็งใหญ่ในอ่างล้างหน้าสี่ใบ แล้วหัวเราะเบาๆ พูดว่า
“ประสิทธิภาพไม่แพ้แอร์ฯ เลยนะ”
ปัญหาเดียวคือ ต้องทำน้ำให้เป็นน้ำแข็งใหม่เป็นระยะ ซึ่งสิ้นเปลืองพลังวิญญาณพอควร แต่สำหรับพวก ‘นางมาร’ แล้ว การสร้างน้ำแข็งเป็นพลังที่ใช้พลังวิญญาณน้อยมาก
ยิ่งไปกว่านั้น วิธีนี้ยังแก้ปัญหาตู้เย็นขนาดเล็กได้ดี
“จริงด้วย ค่าไฟแอร์แพงจะตาย” ฟรังก้าเอนพิงหมอนพลางรำพึงอย่างจริงใจ “ไม่คิดเลยว่า ‘นางมาร’ จะมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันขนาดนี้”
ลูเมี่ยนนั่งที่ขอบเตียง เอ่ยปากถามลอยๆ
“ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้าง?”
“ดีขึ้นเยอะแล้ว ช่วงเช้าฉันอ่อนแรงจนเดินแทบไม่ไหว” ฟรังก้าตอบตรงๆ “ตั้งแต่เป็นผู้วิเศษมา นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันป่วยหนักขนาดนี้ สมกับเป็นผลข้างเคียงของวัตถุระดับครึ่งเทพจริงๆ”
ลูเมี่ยนทำเสียง ‘จุ๊’ หนึ่งที
“แต่ฉันได้ยินจินนาว่า อาหารเช้าเธอต้องป้อน ตอนไปห้องน้ำก็ต้องให้เธอพยุง”
แล้วบอกว่าเดินช้าๆ ได้?
ฟรังก้าไม่เขินที่ถูกจับได้ หัวเราะคิกคักว่า
“ก็แค่อยากเพลิดเพลินกับการได้รับการดูแลแบบคนป่วยไง?”
ลูเมี่ยนยื่นมือกดที่หน้าผากตัวเอง แล้วลูบหน้าผากของฟรังก้า
“ไข้ลดลงแล้วจริงๆ แต่คุณเพลิดเพลินกับการได้รับการดูแลต่อไปได้ จนกว่าจะหายสนิท”
“หมายความว่า ฉันสั่งคุณได้แล้วใช่ไหม?” ฟรังก้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เธอนึกถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทุกวันจะมีเพื่อนร่วมห้อง ‘โชคดี’ หนึ่งคนถูกใช้ให้ไปซื้อข้าวมาให้ทั้งห้อง และเธอคือคนที่ ‘โชคดี’ บ่อยที่สุด
เห็นฟรังก้าทำหน้าตื่นเต้นอยากลอง ลูเมี่ยนยิ้มพลางหยิบลูกพีชสีเหลืองออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
“เมื่อวานคุณบอกว่าคิดถึงรสชาติพีชสีเหลืองไม่ใช่หรือ? ตอนกลับมาพอดีผ่านตลาดขายส่งผลไม้ ฉันเลยซื้อมาหนึ่งถุง”
“ฉันแค่พูดเล่นๆ…” ฟรังก้าประหลาดใจ ดวงตาโค้งขึ้นเล็กน้อย
ลูเมี่ยนใช้น้ำแข็งสร้างมีดผลไม้เล็กๆ วางถังขยะข้างเตียง แล้วฉับๆๆ ปอกเปลือกพีชเหลืองอย่างหมดจด หั่นออกเป็นชิ้น เสียบด้วยมีดน้ำแข็ง ยื่นมาที่ริมฝีปากฟรังก้า
มองเนื้อผลไม้ชุ่มฉ่ำน่ากิน มองมีดน้ำแข็งใสวาว มองใบหน้าลูเมี่ยนที่มีรอยยิ้มบางๆ ฟรังก้าพลันรู้สึกว่าบรรยากาศนี้ต่างจากตอนเช้าที่จินนาคอยดูแล
ตอนเช้าเหมือนพ่อป่วยนั่งดูแม่อ่อนโยนกำกับลูกขี้เล่นให้ตั้งใจเรียน แต่ตอนนี้เหมือนภรรยาป่วยอยู่…
“ไม่กินหรือ? ถ้าไม่กิน ฉันกินละนะ” ลูเมี่ยนใช้ท่าทีแบบพี่น้อง ทำท่าจะเอาชิ้นพีชกลับไปใส่ปากตัวเอง
ฟรังก้า ‘เฮอะ’ ทีหนึ่ง รีบอ้าปากงับชิ้นพีชไว้
เธอเคี้ยวกลืนลงไป พูดอย่างซาบซึ้งว่า
“เป็นรสชาติในความทรงจำเลย”
ขณะกินพีชที่ลูเมี่ยนป้อนให้ เธอพูดถึงเรื่องที่คุยกันก่อนหน้า
“คุณคิดว่าใต้ดินชั้น 1 ของโรงพยาบาลมู่ซูซ่อนอะไรไว้กันแน่?”
ลูเมี่ยนคิดใคร่ครวญก่อนพูดว่า
“การติดต่อกับนาโปริดิสลี และพวกมาร ทำให้ฉันประทับใจคำพูดหนึ่งลึกซึ้ง ประตูสู่นรกไม่ได้มีแค่ในบางแห่งของโลกความจริง แต่ยังอยู่ในใจทุกคน เราทุกคนอาจตกลงสู่นรก กลายเป็นมารที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทาง ‘มาร’ ดังนั้น ฉันสงสัยว่า ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ที่อยู่จุดสูงสุดของสามเส้นทาง ‘มาร’ ‘วิญญาณอาฆาต’ และ ‘กามเทพน้อย’ อาศัยอำนาจควบคุมนรกของตน เปลี่ยนเงาในใจของมิสเตอร์ฟูลให้กลายเป็นโรงพยาบาลมู่ซู”
“จากนั้น พระองค์ที่ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ และ ‘สมาคมมลายสิ้นสรรพสิ่ง’ บูชา อาศัยเงาในใจแทรกพลังของตนเข้ามานิดหน่อย ค่อยๆ กัดกร่อนแดนฝัน อิทธิพลนรกนั้นแผ่จากล่างขึ้นบน จากก้นบึ้งหัวใจขึ้นสู่ผิวนอก สิ่งนี้สะท้อนในสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลมู่ซู คือการดัดแปลงจากชั้นใต้ดินขึ้นสู่พื้นดิน”
“คุณหมายความว่า ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูกลายเป็นนรกขนาดย่อมแล้ว เป็นนรกที่ซับซ้อนและน่ากลัวยิ่งกว่า?” ฟรังก้ากลืนพีชในปากลงไป ย้อนถามอย่างครุ่นคิด
ลูเมี่ยนพยักหน้าเบาๆ หั่นพีชอีกชิ้นด้วยฝีมือเยี่ยมแล้วส่งไปที่ริมฝีปากฟรังก้า
“ตอนนี้เราเห็นพลังของ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ และพระองค์ของ ‘สมาคมมลายสิ้นสรรพสิ่ง’ แล้ว แต่ส่วนอื่นๆ ยังไม่ทราบ”
“เทพมารพวกนี้น่าจะมีอิทธิพลต่อแดนฝันแค่บางส่วน พวกพระองค์ดูเหมือนตั้งใจจะช่วยราชันสวรรค์หรือ?” ฟรังก้าใช้ฟันกัดชิ้นพีช ถามอย่างสงสัย
ลูเมี่ยนคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า
“ตอนนี้เป็นอย่างนั้น แต่ต่อไปก็ไม่แน่”
“มาดามเมจิกเชี่ยนเคยบอกฉันส่วนตัวว่า เทพมารพวกนี้ไม่ได้ชอบราชันสวรรค์เท่าไร ถ้ามีทางเลือก สิ่งที่พวกพระองค์ต้องการตามสัญชาตญาณคือ ใช้ราชันสวรรค์ทะลุบาเรีย แต่ไม่ได้ต้องการให้ราชันสวรรค์ตื่นขึ้นมาจริงๆ บางที ในสงครามแย่งชิงแดนฝันครั้งนี้ ถ้ามิสเตอร์ฟูลแข็งแกร่ง พวกพระองค์จะช่วยราชันสวรรค์แน่นอน แต่ถ้าราชันสวรรค์ได้เปรียบมาก พวกพระองค์อาจแอบทำลายแผนของราชันสวรรค์ก็ได้”
“และพวกพระองค์ยังวุ่นวาย คลุ้มคลั่ง อาจทำสิ่งที่เราไม่เข้าใจได้ตลอดเวลา ที่นักเชิดหุ่นซึ่งควรปรากฏเมื่อคืนไม่ได้ออกมาจริงๆ อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยสรุปก็คือ สิ่งที่เทพมารชอบที่สุดคือการที่มิสเตอร์ฟูลและราชันสวรรค์ยังคงหลับใหล จมอยู่ในเมืองแดนฝันนี้”
เมื่อได้ฟังประโยคสุดท้าย ฟรังก้ารู้สึกสะเทือนใจ
เธอมองไปยังหน้าต่างที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องเจิดจ้า มองไปยังตึกระฟ้าที่อยู่ไกลออกไป แล้วหัวเราะเยาะตัวเองเสียงเบา
“ถ้าความฝันของฉันเป็นแบบนี้ ถ้าคนที่ฉันให้ความสำคัญอยู่พร้อมหน้า ฉันก็คงหลงใหล ไม่อยากตื่นขึ้นมาเช่นกัน…”
……………
โรงเรียนกวดวิชาเมิ่งเสี่ยง ณ เคาน์เตอร์ต้อนรับ
จินนาจูงลุดวิก ยื่นแผ่นพับจากเดนิสผู้แจ้งสารให้พนักงานต้อนรับชายผิวคล้ำ
“ฉันอยากทราบรายละเอียดหลักสูตรของที่นี่”
พนักงานต้อนรับตาเป็นประกาย ยิ้มกว้าง
“มาดาม ลูกชายของคุณอยากเรียนอะไรครับ?”
“คุณช่วยแนะนำหลักสูตรทั้งหมดก่อนได้ไหม?” จินนายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะให้ลุดวิกเรียนอะไร
พนักงานต้อนรับชะงักไปครู่ พึมพำว่า
“ก่อนหน้านี้ผมมักแนะนำก่อน แล้วค่อยถามลูกค้าว่าต้องการเรียนอะไร แต่โดนลูกค้าตำหนิ ให้ถามความต้องการก่อน แล้วค่อยแนะนำ…แต่ตอนนี้ทำแบบนั้นกลับไม่ถูกอีก…”
จินนาเริ่มรู้สึกว่าพนักงานต้อนรับคนนี้ไม่ค่อยฉลาด ดูซื่อบื้อไปหน่อย
เธอคิดสักครู่
“ลูกของเราว่างแค่วันหยุดสุดสัปดาห์ คุณแนะนำคอร์สวันเสาร์อาทิตย์เถอะ”
ข้อมูลระบุว่า มิสเตอร์ฟูลลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษธุรกิจวันเสาร์อาทิตย์ที่นี่!
พนักงานต้อนรับถอนหายใจโล่งอก หยิบเอกสารขึ้นมาแล้วเริ่มแนะนำคอร์สเรียนวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งหมดของบริษัทอย่างละเอียด
จินนาฟังไปสักพัก พบว่ามีเพียงคลาสภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานเท่านั้นที่มีเวลาใกล้เคียงกับคลาสภาษาอังกฤษธุรกิจ
เธอเหลียวไปมองลุดวิกที่ทำหน้าบึ้งตึง หยิบเอกสารคลาสภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานแล้วเอ่ยปาก
“ลดราคาแล้วยัง 6,666 อยู่หรือ ลดให้อีกได้ไหม?”
แม้จะแค่ 6,666 แต่สำหรับจินนาก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก พวกเธอเพิ่งกู้ยืมเงินผ่านแอปเมื่อวานเพื่อรวบรวมให้ครบ จะได้ไม่กระทบชีวิตประจำวัน
“เรื่องนี้ ต้องให้ครูใหญ่พิจารณาลดราคาเพิ่ม ผมจะไปตามเธอมา” พนักงานต้อนรับผิวคล้ำรีบเดินเข้าไปในโถงทางเดิน ไปห้องทำงานเพื่อเชิญครูใหญ่ออกมา
นั่นเป็นสตรีที่งดงาม ผมย้อมสีน้ำตาล ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาสีน้ำเงินใสราวกับน้ำพุ สวมเสื้อเชิ้ตสตรีประณีต คู่กับกระโปรงสีเข้มพลีทคลุมเข่า เผยให้เห็นน่องขาวผ่อง เรียวยาวและตรง
“ครูใหญ่เอย์ของเรา มีความรู้เป็นพิเศษ มีความสามารถหลากหลาย ไม่เพียงเก่งภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศสก็เก่ง แถมยังวาดรูปเป็น ประเมินโบราณวัตถุได้ เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด…” พนักงานต้อนรับผิวคล้ำพรั่งพรูคำชมไม่หยุด
จินนาเห็นว่าครูใหญ่นามสกุลเอย์ดูอึดอัดกับคำชม ขณะเดียวกัน เธอสังเกตเห็นสีหน้าลุดวิกเปลี่ยนไป ราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ
“พวกคุณต้องการเรียนภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานใช่ไหม?” ครูใหญ่เอย์ตัดบทการแนะนำของพนักงานต้อนรับ พลางมองมาที่ลุดวิก
“ใช่ค่ะ” จินนาพยักหน้าอย่างจริงใจ
ครูใหญ่เอย์มองลุดวิกแล้วพูด
“อายุขนาดนี้เพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน นับว่าพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปแล้ว แต่เมื่อเต็มใจเรียน เมื่อไหร่ก็เป็นเวลาที่ดี ไม่มีคำว่าสายเกินไป”
“อืม 5,000 ราคาต้นทุนต่ำสุด ไม่อาจปล่อยให้เด็กเสียเวลาได้”
ทั้งที่น่าจะเป็นคำพูดหลอกล่อให้สมัครเรียน แต่จินนากลับรู้สึกถึงความจริงใจ เธอรู้สึกว่าครูใหญ่เอย์คำนึงถึงการเรียนของเด็กด้วยใจจริง
สมกับเป็นอาร์ชบิชอปแห่งศาสนจักรความรู้ อดีตนักล่าขุมทรัพย์ นายพลโจรสลัด…จินนานึกถึงข้อมูลในเอกสาร พยักหน้าด้วยความเสียดายเงิน
“ดีค่ะ เราจะลงเรียนคลาสช่วงเวลานี้”
เมื่อเห็นสิ่งที่จินนาชี้ ครูใหญ่เอย์ขมวดคิ้ว
“คลาสของแอนเดอร์สันหรือ…”
“มีปัญหาอะไรหรือคะ?” จินนาถามอย่างสงสัย
“แอนเดอร์สันเหมาะกับการสอนเด็กเล็ก แต่มักทำให้เด็กเกิดนิสัยการเรียนที่ไม่ดี ถ้าไม่ใช่เพราะขาดคน ฉันคงไม่ให้เขาสอนคลาสพื้นฐาน…” ครูใหญ่เอย์พูดยังไม่จบ ก็มีชายคนหนึ่งเดินออกมาจากโถงทางเดิน
ชายคนนั้นผมทองตาสีฟ้า สวมเสื้อเชิ้ตขาวและเสื้อกั๊กดำ สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง
เขายิ้มให้ครูใหญ่เอย์
“เอ็ดวิน่า เมื่อกี้คุณพูดถึงผมหรือ?”
ในเมืองแดนฝัน เอ็ดวิน่าคือชื่อภาษาอังกฤษของครูใหญ่เอย์
ครูใหญ่เอย์เก็บอารมณ์ ชี้ไปที่ลุดวิก
“เด็กคนนี้อยากเรียนคลาสพื้นฐานของคุณ”
“จริงหรือ?” แอนเดอร์สันเดินมาหาลุดวิก ย่อตัวลงอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ “นายชอบเรียนภาษาอังกฤษไหม?”
“ไม่ชอบ” ลุดวิกส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
แอนเดอร์สันถามต่อ
“งั้นชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสไหม?”
“ไม่ชอบ” ลุดวิกส่ายหน้าต่อ
“ภาษาครีโอลมอริเชียสล่ะ?” แอนเดอร์สันถามไม่ลดละ
ลุดวิกส่ายหน้าอีก
“ไม่ชอบ”
“งั้นชอบเรียนวาดรูปไหม?” แอนเดอร์สันเปลี่ยนคำถาม
ลุดวิกส่ายหัวไม่ลังเล
“ไม่ชอบ”
“แล้วนายชอบอะไรล่ะ?” แอนเดอร์สันไม่ได้หงุดหงิดเลย
“ชอบกิน” ลุดวิกตอบอย่างซื่อสัตย์
แอนเดอร์สันยิ้ม ลุกขึ้นยืนแล้วพูด
“งั้นเอาอย่างนี้ มาเรียนทำอาหารกับผม อย่างน้อยอนาคตก็เป็นคนครัวได้”
ถ้าเป็นคนอื่น คงคิดว่าแอนเดอร์สันกำลังเยาะเย้ยว่าลูกไม่มีพรสวรรค์ในการเรียน แต่จินนากลับคิดว่าอีกฝ่ายมีสายตาแหลมคม มองออกถึงธาตุแท้ของลุดวิกได้ทันที
“คุณทำอาหารเป็นด้วยหรือ?” พนักงานต้อนรับผิวคล้ำถามด้วยน้ำเสียงเป็นปรปักษ์
แอนเดอร์สันหัวเราะ
“ผมอบกระต่ายได้อร่อยมาก เดนิสเคยอยากให้ผมสอน แต่ผลคือ…”
พูดถึงตรงนี้ แอนเดอร์สันถอนหายใจ
เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องของผู้แจ้งสาร เป็นคนแรกที่พบว่าผู้แจ้งสารหายไปใช่ไหม? จินนาตื่นตัวขึ้นทันที
……………………………………………………..