ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 937 อีกค่ำคืนหนึ่ง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 937 อีกค่ำคืนหนึ่ง
ตอนที่ 937 อีกค่ำคืนหนึ่ง
จินนาถือโทรศัพท์ อยากตอบโรแซนหลายครั้ง แต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แม้เธอควรตอบกลับสักประโยคเพื่อรักษามารยาท แต่ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณเตือนว่า หากตอบผิดในช่วงนี้ อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันที่ไม่อยากเผชิญ
สุดท้าย จินนาวางโทรศัพท์ลง หันไปดูทีวี แกล้งไม่เห็นข้อความใหม่จากโรแซน
บางขณะเธอก็จมดิ่งในเรื่องราวละคร บางคราวก็จับผิดฝีมือการแสดงของนักแสดงบางคนโดยนิสัย
พอถึงเวลาสิบเอ็ดโมง จินนาอาบน้ำสระผมเสร็จ เสกผมเปียกให้กลายเป็นน้ำแข็ง ปล่อยให้แตกร่วงลงพื้นห้องน้ำ ทำให้มวลผมหนาของเธอแห้งทันที
สุดท้าย หญิงสาวเป่าผมให้ฟูขึ้นนิด เอนตัวลงนอน ปิดไฟทั้งหมด ค่อยๆ จมสู่ห้วงนิทรา
เธอไม่ชอบใช้วิธีเข้าฌานเพื่อให้หลับเร็ว แต่จะปล่อยให้ความคิดกระจายก่อนนอน ปล่อยมันโบยบินไร้ขอบเขตและพันธนาการ ให้หวนคำนึง ให้จินตนาการ
ในห้องมืด ในที่สุดลมหายใจของจินนาก็สม่ำเสมอและแผ่วเบา
ทันใดนั้น โทรศัพท์ที่วางข้างหมอนพลันสว่างขึ้น
หน้าจอที่สว่างวาบไม่มีสัญญาณสายเข้า ข้อความใหม่ หรือการอัปเดตระบบแต่อย่างใด
เพียงสว่างสองสามวินาที หน้าจอก็ดับลง ไม่ได้กระตุ้นลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของจินนา
ไม่นานนัก หน้าจอก็สว่างขึ้นอีก แต่ยังคงไม่มีข้อมูลใดแสดงออกมา
หลังจากสว่างและดับสลับกันสามสี่ครั้ง โทรศัพท์ของจินนาก็กลับมาปกติ
เป็นอีกครั้งที่กายดาราของจินนา มองเห็นพายุที่แข็งตัวเป็นชั้นๆ มองห็นบาเรียกึ่งโปร่งใสอันเกิดจากพายุ เห็นเงาร่างคนมากมายที่เดินวนเวียนในภาพลวงของย่านสวนเต๋อชวง เห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่พยายามเข้ามาในโลกวิญญาณของชุมชนแห่งนี้
โรแซนเหมือนคืนก่อน ยืนเฝ้าข้างบาเรียกึ่งโปร่งใส บางครั้งวาดภาพสร้างเอฟเฟกต์พลังต่างๆ ขับไล่ผู้บุกรุก บางครั้งสร้างสิ่งคล้ายโทเท็ม พร้อมร่ายมนตร์แปลกประหลาด ส่งผลโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตประหลาด…
ผ่านไปสักพัก สัตว์ประหลาดเหล่านั้นถอยเข้าความมืด โรแซนถอนหายใจโล่งอก ลอยตัวมายังบริเวณที่จินนาและกายดาราอื่นๆ เดินวนเวียน
จินนาตึงเครียดทันที แสดงฝีมือของตน ทำให้ดวงตาฉายแววสับสนชัดเจน ไร้จุดโฟกัส
เธอปล่อยให้พลังวิญญาณพาไป ล่องลอยไปทั่วดุจดังว่าว
โรแซนเงียบมองเธอยี่สิบสามสิบวินาที แล้วลงมาอยู่ข้างกาย ตามหญิงสาวไปในการ ‘เดินเที่ยว’ อย่างไร้สติ พูดเหมือนคุยเล่นว่า
“สัตว์ประหลาดที่ท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นงูเหลือมเรียกว่า ลาโมต์ พวกมันล่ามนุษย์ กินวิญญาณ เครื่องในและเลือดเป็นอาหาร…”
“สัตว์ประหลาดที่เหมือนลูกผสมนกฮูกกับมนุษย์เรียกว่า มอร์น่า พวกมันชอบฆ่าเด็ก โดยเฉพาะลูกมนุษย์…”
“คนเปลือยกายพวกนั้นก็เป็นสัตว์ประหลาด เป็นบริวารของวิญญาณราคะ ชอบดูดพลังและชีวิตของเพศตรงข้าม…”
“…”
“ร่างวิญญาณพวกนั้นก็ฆ่ามนุษย์ เพราะชื่นชอบปรุงเครื่องในมนุษย์เป็นอาหารเป็นพิเศษ…”
แนะนำจบทีละตัว น้ำเสียงของโรแซนทุ้มต่ำลง พูดรำพึงกับตัวเองว่า
“อย่าถามฉันว่าทำไมถึงรู้เรื่องพวกนี้…”
จินนารักษาการแสดงไว้ แต่จดจำคำพูดเหล่านี้
โรแซนถอนหายใจยาวๆ ด้วยความรู้สึกประหนึ่งได้ปลดปล่อยบางสิ่งในใจ ไม่ต้องทุกข์ทรมานเหมือนก่อน และไม่ต้องกังวลเรื่องเปิดเผยความลับ จึงรู้สึกเบาใจ บินกลับไปที่ข้างบาเรีย รอคอยการโจมตีรอบที่สองที่อาจเกิดขึ้น
…………
หมู่บ้านซินหง ในห้องเช่า
ฟรังก้ามองลุดวิกที่เปลี่ยนเป็นชุดนอนลายหมี ถามอย่างสงสัยว่า
“นายกินหนูผู้ไร้หลับตัวนั้นแล้ว ได้พลังอะไรมาล่ะ?”
ลุดวิกหาวหนึ่งที
“มองเห็นรอบตัวในความมืดสนิทได้ชัดเจน รับรู้อันตรายที่ซ่อนในความมืด พลังวิญญาณและพละกำลังก็แข็งแกร่งขึ้น…”
“ไม่มีความสามารถที่นอนแค่วันละสองชั่วโมงแล้วพลังเต็มหรือ?” ฟรังก้าถามยืนยัน
“ไม่มี”
ไม่มีก็ดีแล้ว ไม่มีก็ดีแล้ว ความหิวที่ไม่ได้นอน…คิดแล้วก็น่ากลัว…ไม่ได้นอน แถมเบื่อ ก็ได้แต่กินของ อา…ก็เรียนล่วงหน้า เรียนปัจจุบัน ทบทวนได้…ฟรังก้าถอนหายใจโล่งอกไม่ปิดบัง ครุ่นคิดพลางพูดกับลุดวิกว่า
“เพราะไม่ได้ย่อยตะกอนพลัง ดูดซึมจนสำเร็จ การใช้ตะกอนพลังจึงยังหยาบ มีข้อจำกัดมากใช่ไหม?”
ลุดวิกพยักหน้าเล็กน้อย
“น่าจะเป็นอย่างนั้น”
“แล้วนายคิดว่าเมื่อกลับสู่โลกจริง ตัวเองจะยังมีการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อยู่ไหม?” สิ่งที่ฟรังก้าอยากถามจริงๆ คือ โอสถแดนฝันที่มีเครื่องดื่ม ‘ผู้ไร้หลับ’ มีตะกอนพลังแท้จริงที่ ‘ปลูกถ่าย’ มาหรือไม่
ลุดวิกตอบจริงใจ
“ผมไม่รู้”
“ถ้านายถูกเตะออกจากแดนฝัน อย่าลืมตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยล่ะ” ลูเมี่ยนกำชับลุดวิก
ความจริงของโอสถเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์บางส่วนของพวกเขาในอนาคต
ลุดวิกยอมรับอย่างฝืดเฝื่อน
ลูเมี่ยนคิดสองวินาทีแล้วถามต่อ
“ถ้าฉันไม่บังคับนาย ไม่เร่งให้อยู่ในแดนฝัน ตอนนี้นายอยากออกไปไหม ถ้าถูกเตะออกแล้วจะยอมเข้ามาอีกไหม?”
ลุดวิกลังเลสักพักแล้วพูด
“ผ…ผมยังชอบที่นี่นะ”
ตอนแรกไม่ได้เป็นแบบนี้นี่? โดยเฉพาะหลังรู้ว่าในแดนฝันก็ต้องเรียน ทำการบ้าน และสอบไม่หยุด…ฟรังก้าบ่นในใจ
“ชอบอะไรที่นี่ล่ะ?” ลูเมี่ยนถามอย่างสนใจ
ลุดวิกคิดจริงจังแล้วตอบ
“อาหารอร่อย แล้วก็ มีบางอย่างที่เป็นของจริง”
“ยังได้ดูการ์ตูนด้วย พวกคุณก็ใจดีกับผมขึ้นนิดหน่อย…”
พูดยังกับพวกเราเคยทารุณนายมาสารพัด…ฟรังก้าไม่ได้เอ่ยประโยคนี้ออกไป
พอลุดวิกเข้าห้องนอนเล็กแล้ว ล้มตัวลงบนเตียง ลูเมี่ยนหันมองฟรังก้าแล้วยิ้มพูด
“ดึกป่านนี้ยังไม่นอนอีกหรือ?”
“ก็กำลังเครียดน่ะสิ! พรุ่งนี้สัมภาษณ์แล้ว เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มันสำคัญขนาดนี้ แถมยังห้ามล้มเหลวด้วย!” ฟรังก้าเดินวนด้วยท่าทางกังวล แล้วบ่นพึมพำ “แต่งหน้าธรรมดาก็ไม่ได้ แต่งน่าเกลียดเกินไปก็ไม่ได้ จะวัดระดับยังไงดี…จะใช้ ‘เสน่ห์’ ตอนไหน แบบผิวเผิน หรือเปิดเต็มที่เลย แล้วให้อ็องโตนีหาโอกาส ‘สะกดจิต’ คนสัมภาษณ์ให้ลืมเรื่องนี้…คิดแล้วนอนไม่หลับเลย…”
ลูเมี่ยนยิ้มน้อยๆ
“ล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ไว้ค่อยหาโอกาสใหม่อีก”
“แล้วอีกอย่าง คุณมีความคิดให้อ็องโตนี ‘สะกดจิต’ คนสัมภาษณ์ให้ลืมว่าถูก ‘เสน่ห์’ ทำไมไม่ให้เขาชี้นำให้เลือกคุณเลยล่ะ?”
“แบบนั้น ฉันก็ดูเหมือนคนไร้ค่าน่ะสิ?” ฟรังก้าบ่นเบาๆ
หลังลูเมี่ยนปลอบใจ นึกได้ว่ามีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลืออยู่ เธอก็คลายกังวลลงบ้าง กำหมัดให้กำลังใจตัวเอง
“แค่ลองดูเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่!”
“ล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ความล้มเหลวคือมารดาแห่งความสำเร็จ!”
เห็นท่าทางของฟรังก้าแบบนี้ ลูเมี่ยนนึกถึงตัวเองสมัยเด็กขึ้นมาทันที
เขายืนขึ้น เดินมาหน้าฟรังก้า แล้วกอดเธอ
“เฮ้…” ฟรังก้าสะดุ้ง
ลูเมี่ยนพูดเสียงค่อนข้างต่ำแต่ติดยิ้มว่า
“เมื่อก่อนโอลัวร์มักบอกฉันเสมอว่า ลองทำดูเถอะ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ฉันจะกอดเธอเสมอ…”
สีหน้าของฟรังก้าเปลี่ยนไป เธออ้าปากแล้วก็ปิดลง
ผ่านไปสองวินาที เธอยิ้มพูดว่า
“คำพวกนี้ ไม่ควรเป็นพี่สาวอย่างฉัน…ไม่สิ พี่ชาย ที่พูดกับคุณหรือ?”
เธอถอนตัวจากอ้อมกอดลูเมี่ยน แล้วยิ้ม ‘จุ๊ๆ’
“คราวหน้า ตอนที่คุณเครียด ฉันก็จะพูดแบบนี้กับคุณ ฉันก็จะกอดคุณเหมือนกัน”
“ความเครียดของ ‘นักล่า’ ไม่แสดงออกมาให้เห็นหรอก” ลูเมี่ยนยักไหล่
“ฮึ่ย!” ฟรังก้าทำเสียงเหยียด แล้วเดินเข้าห้องนอนใหญ่
พักผ่อนให้ดี เตรียมพร้อมสัมภาษณ์!
…………
เช้าวันรุ่งขึ้น ชั้น 10 ของตึกเทคโนโลยี นอกห้องประชุม “เมเปิลขาว”
ฟรังก้าพบว่ามีคนมาสัมภาษณ์เกือบยี่สิบคน ทุกคนแต่งตัวสวย หน้าตาโดดเด่น เป็นสาวเมืองทั้งสิ้น
แน่นอน ด้วยความงามของ ‘นางมาร’ แม้แค่ลำดับ 7 ก็ยังสวยกว่าสาวพวกนี้ไม่น้อย แต่วันนี้ฟรังก้าสวมแว่นกรอบดำที่ดูแก่ไปบ้าง บดบังดวงตาสุกใส และปล่อยผมหางม้าลงมาตามธรรมชาติ ดูไม่ค่อยสง่า
เธอใช้ต่างหู ‘คำลวง’ ร่วมกับเทคนิคแต่งหน้า ปรับแต่งรายละเอียดบางส่วนของใบหน้า ให้ดูเป็นสาวสวยระดับปกติที่ค่อนข้างอนุรักษนิยม
“คนต่อไป ลั่วฝู”
พอได้ยินชื่อตัวเอง ฟรังก้าจัดเสื้อเชิ้ตขาวเข้ารูปช่วงเอว กางเกงเทาขาหลวม แล้วเดินเข้าห้องประชุม ‘เมเปิลขาว’
ในห้องมีผู้สัมภาษณ์สามคน ชายหนึ่งหญิงสอง ด้านข้างมีสาวสวยนั่งอยู่ ซึ่งมีบุคลิกน่าตกใจ
หญิงสาวคนนั้นใส่คอนแทกต์เลนส์สีน้ำเงิน ผมยาวหยักศกเล็กน้อย ย้อมสีน้ำตาล ใบหน้ามีความเป็นต่างชาติ ดูอายุแค่สิบแปดสิบเก้า ใบหน้ายังเยาว์วัย เหมือนนักศึกษาปีหนึ่งหรือปีสอง แต่มีความสง่าผ่าเผยแบบผู้อยู่เหนือผู้อื่นมานาน
เจ้าหญิงแบร์นาแดต ธิดาองค์โตของจักรพรรดิโรซายล์? ไม่สิ ตอนนี้เป็นคุณหนูฮวงเป่ยเป่ย…ทำไมเธอมาดูการสัมภาษณ์ของบริษัทอินทิสล่ะ? เธอต้องการอะไร…เธอเกลียดอะไร ชอบอะไร…ท่ามกลางกระแสความคิด ฟรังก้าตัดสินใจละทิ้งแผนที่จะใช้ ‘เสน่ห์’ กับผู้สัมภาษณ์
เธอตอบคำถามผู้สัมภาษณ์ตามภูมิหลังที่กำหนดไว้ ไม่มีจุดเด่นอะไร และไม่ได้แสดงตัวตนแท้จริง
เมื่อสัมภาษณ์ทุกคนเสร็จสิ้น ผู้สัมภาษณ์ชายมองไปทางฮวงเป่ยเป่ย ถามด้วยน้ำเสียงประจบประแจงว่า
“คุณหนู มีคนที่สนใจไหมครับ?”
“เรียกว่าคุณฮวงก็พอ” ฮวงเป่ยเป่ยพูดเสียงราบเรียบ “พวกนั้น บางคนก็อวดเกินไป บางคนแต่งตัวโป๊ บางคนทุ่มพลังไปกับการแต่งหน้าแต่งตัวทั้งหมด แบบนี้จะทำงานได้ยังไง?”
แต่ท่านประธานฮวงชอบนี่นา…ผู้สัมภาษณ์ชายไม่กล้าพูดประโยคนี้ออกมา
ฮวงเป่ยเป่ยพูดต่อ
“ฉันเลือกคนที่ดูสงวนตัวที่สุด ลั่วฝู”
“เข้าใจแล้วครับ” ผู้สัมภาษณ์ไม่กล้าคัดค้านคุณหนูฮวง
แม้แต่ท่านประธานฮวงเอง ถ้าอยู่ตรงนี้ ก็คงพูดว่า ‘ถูกต้องๆ ลูกสาวของฉันตาแหลมจริงๆ!’
……………………………………………………..